โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยกเลิก “แลนด์บริดจ์” รมว. คลัง ชี้ ไม่คุ้มค่า ปรับแผนใช้ท่าเรือ-Missing Link

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 กรกฎาคม 2569 เวลา 2.33 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รมว. คลัง เผย บอร์ดศึกษามีมติยุติ แลนด์บริจด์ เหตุไม่คุ้มค่า-มีความเสี่ยงด้านงบประมาณและสิ่งแวดล้อม ปรับแผนพัฒนาท่าเรือเดิม-เชื่อม Missing Link

24 ก.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ นำคณะประกอบด้วยประธานเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้แทนปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้แทนปลัดกระทรวงคมนาคม แถลงผลสรุปการศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์)

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการสามารถสรุปผลการศึกษาได้ก่อนครบกำหนด 90 วันตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยผลการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความน่าจะเป็นในการดำเนินโครงการในระดับต่ำเนื่องจากเสี่ยงต่อภาระงบประมาณและมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวะล้อม คณะกรรมการจึงมีมติเห็นควรให้รวบรวมรายงานเสนอต่อรายนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบการยุติโครงการในรูปแบบเดิม พร้อมยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีความเสียหายจากการลงทุนที่ดินหรือการก่อสร้างเนื่องจากยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ

ทั้งนี้ ประเด็นที่ทำให้โครงการเดินต่อได้ยากอยู่ที่ความคุ้มค่าทางการเงิน ซึ่งเปลี่ยนไปมากจากสมมติฐานเดิม หลังเศรษฐกิจโลกผันผวนต่อเนื่อง ทั้งโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลต่อปริมาณสินค้าและความสามารถในการแข่งขันของโครงการ

“แม้โครงการแลนด์บริดจ์จะยุติลงแต่รัฐบาลไม่ได้หยุดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานฝั่งอันดามัน เพราะสินค้าภาคใต้กว่า 34% ยังต้องส่งออกผ่านท่าเรือประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่การค้ากับอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงโครงข่ายรางไทย-ลาว-จีนที่กำลังทำให้ไทยมีบทบาทเชื่อมสินค้าจากจีนตอนใต้ไปตลาดตะวันตกมากขึ้น”

ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ขณะที่เมื่อภาคเอกชนยังมีความต้องการใช้ท่าเรือในภาคใต้ทางออกทะเลฝั่งอันดามันที่มีท่าเรือระนองอยู่จึงมีการให้พิจารณาดำเนินการปรับปรุง เพื่อใช้ท่าเรือระนองให้เป็นไปตามศักยภาพ รวมถึงพิจารณาเชื่อมโยงเรื่องทางรถไฟ ที่จะเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง และระบบการขนส่งทางราง หรือ Missing Link ที่สามารถใช้โอกาสเชื่อมโยงไปทางเหนือขึ้นไปประเทศจีน รวมถึงเชื่อมโยงไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออก

“โครงการนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า การลงทุนขนาดใหญ่ต้องเริ่มจากยุทธศาสตร์ประเทศและสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ให้ชัด ก่อนให้หน่วยงานใดไปศึกษาแยกส่วน ต้องดูความเสี่ยงให้ครบ ใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพ และฟังประชาชนอย่างจริงจัง”

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการเงิน เปิดเผยว่า ผลการศึกษาที่ปรับปรุงใหม่พบว่า อัตราผลตอบแทนทางการเงินลดลงจาก 8% เหลือ 4.8% ขณะที่มูลค่าปัจจุบันสุทธิ หรือ NPV จากเดิมคาดว่าจะเป็นบวก 637,713 ล้านบาท พลิกเป็นติดลบ 10,287 ล้านบาท

นอกจากนี้ ปริมาณตู้สินค้าลดลง 15-16% ทำให้ผลตอบแทนลดลงถึง 38% อีกทั้งสายการเดินเรือหลัก 9 ใน 10 รายของโลกได้เข้าไปลงทุนในโครงการลักษณะใกล้เคียงในประเทศอื่นแล้ว เหลือเพียงรายเดียวที่มีส่วนแบ่งตลาดน้อย จึงทำให้โอกาสดึงปริมาณสินค้าหลักเข้ามาใช้โครงการมีจำกัด

ด้านปฏิบัติการยังมีความเสี่ยงสูง เพราะระบบขนส่งต้องเปลี่ยนถ่ายหลายช่วง ตั้งแต่เรือ รถ และรถไฟ โดยการคำนวณเวลาเดิมอยู่ที่เพียง 3 วันเศษ แต่ยังไม่รวมความเสี่ยงหน้างาน ความล่าช้า และต้นทุนจริงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างขนถ่ายสินค้า

ขณะที่ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่า โครงการมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมหลายจุด โดยเฉพาะแนวเส้นทางที่ต้องผ่านป่าไม้ ภูเขาสูง และพื้นที่เปราะบาง ขณะที่จังหวัดระนองมีป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ หากก่อสร้างอาจกระทบระบบนิเวศ สัตว์ทะเลหายาก ประมงพื้นบ้าน และวิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง

นอกจากนี้ยังพบว่ารายงาน EIA และ EHIA หลายฉบับขาดรายละเอียดสำคัญ การจัดทำแยกเป็น 7 ฉบับ ภายใต้ 3 หน่วยงาน ทำให้การประเมินผลกระทบภาพรวมขาดเอกภาพ ขณะที่ผล SEA เดิมปี 2559 ไม่ครอบคลุมแนวเส้นทางปัจจุบัน จึงไม่เพียงพอสำหรับใช้รองรับโครงการขนาดใหญ่ระดับยุทธศาสตร์

ทางด้านกระทรวงคมนาคมรายงานว่าสังคมยังมีความเห็นต่างชัดเจน ทั้งกลุ่มสนับสนุน กลุ่มกังวล กลุ่มคัดค้าน และกลุ่มที่ยังไม่เคยเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะชุมชนประมงพื้นบ้าน กลุ่มมอแกลน เครือข่ายอนุรักษ์ และภาคประชาชนในชุมพร-ระนอง ที่กังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และผลกระทบต่อพื้นที่ทำกิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...