โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ว่าด้วยโฉมงามผู้ปราบสัตว์ร้ายและเรื่องราวคล้ายกันในประวัติศาสตร์ที่ปราศจากความสุขชั่วนิรันดร

a day magazine

อัพเดต 21 ก.ค. 2565 เวลา 05.23 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2565 เวลา 05.23 น. • มนสิชา รุ่งชวาลนนท์

Beauty and the Beast หรือชื่อในภาษาไทย โฉมงามกับเจ้าชายอสูร เป็นแอนิเมชั่นที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงเวลาที่เรียกกันว่าเป็นยุคเรเนซองส์ของดิสนีย์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดิสนีย์เพิ่งประสบความสำเร็จจากแอนิเมชั่น The Little Mermaid หรือ เงือกน้อยผจญภัย ไปเมื่อสองปีก่อนหน้า และได้มีการปฏิวัติวิธีการเล่าเรื่องโดยใช้เพลงเป็นองค์ประกอบหลักในภาพลักษณ์ที่คล้ายกับการทำละครบรอดเวย์ แอนิเมชั่นที่เดินตามรูปแบบที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Beauty and the Beast (1991) Aladdin (1992) The Lion King (1994) ล้วนเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังพร้อมรายรับมหาศาล

Beauty and the Beast เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสก้าสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) ซึ่งแม้จะไม่สามารถพิชิตรางวัล แต่เพลงหลักของเรื่องที่ใช้ชื่อเดียวกันกับแอนิเมชั่นอย่างเพลง Beauty and the Beast ก็คว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้สำเร็จ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผู้สร้างแอนิเมชั่นได้รับการยอมรับในเวทีประกาศรางวัลทัดเทียมกับหนังที่ใช้บุคคลจริงเป็นผู้แสดง

แม้ Beauty and the Beast จะสร้างปรากฏการณ์มากมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับสาวงาม และบุรุษผู้มีรูปลักษณ์เป็นดั่งสัตว์ร้ายไม่ใช่เรื่องใหม่ ในประเทศนอร์เวย์ มีเรื่องเล่าท้องถิ่นเกี่ยวกับสาวงามที่ต้องเป็นภรรยาของหมีขั้วโลก ในแอฟริกาใต้ มีตำนานเกี่ยวกับสาวงามที่ต้องแต่งงานกับพญางู 5 เศียร ส่วนประเทศจีน ก็มีเรื่องเล่าคล้ายกันเกี่ยวกับชายชราผู้เผลอลุกล้ำเข้าไปในเขตของพญางูและจำต้องสัญญาว่าจะยกลูกสาวหนึ่งในสามของตนให้พญางูแลกกับอิสรภาพ ตำนานท้องถิ่นเหล่านี้ นำเสนอสาวงามในฐานะสตรีผู้เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อคนรอบข้าง และความดีงามของเธอได้เปลี่ยนให้อสูรร้ายกลับกลายเป็นชายรูปงาม โดยมีคติสอนใจคล้ายกันคือ ความงามไม่ได้อยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ความรักสามารถเอาชนะความตาย หรือ อย่าเชื่อคำเขาจนกว่าจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง

ทุกวันนี้คำว่า ‘โฉมงาม’ (beauty) กับ ‘อสูร’ (beast) เป็นคำเปรียบเปรยถึงสองบุคคลที่รูปลักษณ์แตกต่างกันเป็นอย่างมาก วลีนี้ถูกหยิบมาใช้อย่างติดปาก ไม่น้อยไปกว่าสำนวนอื่นๆ อย่าง mice and men (สื่อถึงวรรณกรรมเรื่องOf Mice and Men ของจอห์น สไตน์เบ็ก กล่าวถึงมิตรภาพของชายหนุ่มสองคนที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง), sticks and stones (แปลว่าไม้และหิน มีความหมายถึงสิ่งลมๆ แล้งๆ หรือการพูดไปเรื่อย), หรือ vim and vigor (มาจากภาษาละตินแปลว่าความเข้มแข็งและพลัง) ในภาพยนตร์ดังอย่าง King Kong (1933) ก็ได้มีการยกวลีที่ว่ามาใช้บรรยายถึงจุดจบของสัตว์ร้าย โดยกล่าวว่า “ไม่ใช่เพราะเครื่องบิน แต่เป็นเพราะโฉมงามต่างหาก ที่สามารถปราบอสูร” (It wasn’t the airplanes. It was beauty killed the beast)

จากตำนานสู่เรื่องจริง ว่าด้วย Beauty and the Beast กับบุคคลจริงในประวัติศาสตร์

แม้ตำนานสาวงามกับสัตว์ร้ายจะผูกโยงกับคำสาป แต่ทราบหรือไม่ว่าในโลกใบนี้มีเรื่องราวของสาวงามที่ต้องแต่งงานกับบุรุษผู้มีรูปลักษณ์ต่างจากปกติ ต่างกันที่ตอนจบของเรื่องนี้ไม่มีเวทมนตร์วิเศษและความสุขชั่วนิรันดร เจ้าชายอสูรในชีวิตจริง มีชื่อว่าเปตรุส กอนซาลวัส ส่วนโฉมงามของเรื่อง คือสตรีนามว่าแคทเธอรีน

เปตรุสกับแคทเธอรีน

เปตรุส กอนซาลวัส เกิดในปี 1537 ที่หมู่เกาะคะแนรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสเปน เขาเกิดมาด้วยความผิดปกติทางพันธุกรรมเรียกกันว่าโรคมนุษย์หมาป่า (Hypertrichosis) ทำให้มีขนยาวขึ้นบนใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความผิดปกตินี้เกิดได้ทั้งกับเพศชายและเพศหญิง แต่ถือเป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่หาพบได้ยากมาก เปตรุสเกิดมาด้วยลักษณะเฉพาะตัวดังกล่าว ทำให้เขาถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายประหนึ่งสัตว์ ถูกจับขังกรงและให้ทานอาหารที่ไม่ผ่านความร้อน

ในปี 1547 เปตรุสที่มีอายุเพียง 10 ขวบ ถูกส่งมอบเป็นของขวัญให้พระเจ้าอองรีที่ 2 ผู้ครองบัลลังก์ต่อจากบิดาเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส การสะสมมนุษย์ประหลาด หรือที่เรียกกันว่า ‘ผู้คนแห่งความสุข’ เป็นสิ่งที่กษัตริย์ยุโรปให้ความสนใจมาตั้งแต่ยุคกลางและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางทั้งในสเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส ฯลฯ กลุ่มคนประหลาดที่ถูกรวบรวมไว้ในราชสำนัก สามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่มด้วยกัน คือ 1. บุคคลที่มีรูปร่างภายนอกผิดปกติ ยกตัวอย่างเช่น ผู้มีอวัยวะผิดรูป ตัวสูงหรือเตี้ยเกินไป (รวมไปถึงผู้ที่มีสีผิวผิดแปลกไปจากชาวยุโรป) 2. บุคคลผู้มีจิตใจผิดปกติ เช่นผู้มีจิตวิปลาส 3. ผู้มีความสามารถในการเล่นตลก แสดงความคิดเห็นที่ดูแปลกประหลาด สร้างความขบขันให้ราชสำนัก

พระเจ้าอองรีที่ 2
การสะสมมนุษย์ประหลาด ถือเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรป

การเก็บสะสมมนุษย์ที่มีรูปลักษณ์ต่างไปจากความคาดหวังของสังคม ไม่ใช่การกระทำที่แสดงถึงความชื่นชม แต่เป็นการบอกว่าสิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์ที่บิดเบี้ยวของมนุษย์ ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบของราชสำนัก อองรีที่ 2 เมื่อได้รับเปตรุสเป็นของขวัญ ก็มีความสนใจในความประหลาดของเด็กชายเป็นอย่างมากถึงขนาดตัดสินใจว่าจะลองให้การศึกษาแก่เด็กชาย เพื่อคอยดูว่าเปตรุสคนนี้จะมีความสามารถทางสติปัญญาเหมือนมนุษย์ปกติหรือไม่

ปรากฏว่าเปตรุสไม่เพียงอ่านออกเขียนได้ แต่ยังมีความเชี่ยวชาญถึงสามภาษารวมไปถึงภาษาละติน ทำให้กษัตริย์อองรีมีความพอใจเป็นอย่างมาก อนุญาตให้เปตรุสสวมเสื้อผ้าหรูหราเหมือนขุนนาง ทานอาหารอย่างดี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นตัวเขาก็มีสถานะเป็นเพียงของสะสมเพื่อความสนุกสนาน ขาดอิสระและไม่ได้รับการเคารพเทียบเท่าข้าราชบริพารคนอื่นๆ

หลังกษัตริย์อองรีที่ 2 สวรรคต ราชินีม่ายของพระองค์ – พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิชี ขึ้นมาเป็นผู้สำเร็จราชการ ครองอำนาจในนามของลูกชาย ควีนแคทเธอรีนมีความสนใจที่จะรู้ว่า หากอสูรหน้าตาอัปลักษณ์ได้แต่งงานกับสาวงาม ลูกๆ ของเขาจะออกมามีหน้าตาเป็นอย่างไร? เมื่อคิดได้ดังนั้น ราชินีจึงมองหาสาวงามในวัง และได้เลือกเอาหนึ่งในสาวใช้ที่มีใบหน้าสวยงามนามว่าแคทเธอรีน มาเป็นเจ้าสาวของเปตรุส

เจ้าสาวคนงามรู้สึกอย่างไรกับเจ้าบ่าวที่มีใบหน้าอัปลักษณ์? เราไม่มีบันทึกถึงเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าแคทเธอรีนน่าจะมีความเห็นใจและคงรักใคร่เปตรุสอยู่บ้าง เนื่องจากทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันนานกว่า 40 ปี และมีลูกด้วยกันมากถึง 7 คน 4 ใน 7 สืบทอดลักษณะทางพันธุกรรมของบิดา

ควีนแคทเธอรีนมีความพอใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นผลลัพธ์ ทรงได้มีรับสั่งให้ส่งครอบครัวตัวประหลาดไปทัวร์ราชสำนักต่างๆ ทั่วยุโรปเพื่อสร้างความสนุกสนาน ลูกๆ ของเปตรุสกับแคทเธอรีนได้สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราเหมือนราชนิกูล นักวิทยาศาสตร์สนใจเด็กตัวน้อยที่เกิดมารูปลักษณ์แปลกประหลาดและได้ทำการศึกษาพวกเขาประหนึ่งเป็นสัตว์ไม่ใช่มนุษย์

หนึ่งในลูกของเปตรุสและแคทเธอรีน

ครอบครัวของเปตรุสและแคทเธอรีนย้ายมาอาศัยในราชสำนักปาร์มาที่อิตาลี ที่ซึ่งดยุกแห่งปาร์มารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ครอบครองครอบครัวสุดประหลาดกระทั่งพรากลูกๆ ทั้ง 4 ที่มีรูปลักษณ์เหมือนบิดาออกจากพ่อแม่ เพื่อส่งตัวพวกเขาไปเป็นของบรรณาการให้ราชสำนักอื่น ส่วนลูกอีก 3 คนที่เกิดมามีสภาพร่างกายปกติ ไม่มีบันทึกหรือภาพวาดของพวกเขาเหลือให้ศึกษาต่อในปัจจุบัน

โรเบอร์โต ซัพเพรี (Roberto Zapperi) นักประวัติศาสตร์ชาวอิตาลีที่ศึกษาเรื่องราวของเปตรุสกล่าวถึงชีวิตที่เหมือนจะสุขสบาย แต่ไม่สามารถเลือกเส้นทางชีวิตตัวเองได้ของครอบครัวนี้ว่า “ไม่เชิงถูกกักขัง แต่ก็ไม่เคยมีอิสระ” แคทเธอรีนกับเปตรุสใช้ชีวิตบั้นปลายในหมู่บ้านเล็กๆ ที่อิตาลี แคทเธอรีนจากไปในปี 1623 ส่วนเปตรุส ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับการตายของเขา เป็นไปได้ว่าเปตรุสไม่ได้รับพิธีกรรมสุดท้าย ‘Last Rites’ ซึ่งเป็นศีลระลึกที่ชาวคาทอลิกได้รับเมื่อสิ้นสุดชีวิต ดังนั้นจึงไม่มีบันทึกการตายของเขาถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลของตัวเมือง

เรื่องราวของแคทเธอรีนกับเปตรุสไม่มีทั้งแม่มดใจร้าย ไม่มีคำสาป และไม่มีอสูรกาย แต่เส้นทางชีวิตของทั้งสองกลับเลวร้ายยิ่งกว่าตำนานเรื่องไหนที่ได้กล่าวมา เรื่องนี้อาจสอนให้รู้ว่า ชีวิตจริงของบุคคลในประวัติศาสตร์ เลวร้ายไม่น้อยไปกว่าเรื่องราวต่างๆ ในเทพนิยาย

จากประวัติศาสตร์สู่ดิสนีย์ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร จากนิทานพื้นบ้านสู่แอนิเมชั่นระดับโลก

แม้ว่า โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ในเวอร์ชั่นดิสนีย์ จะออกฉายในปี 1991 หรือเมื่อประมาณสามสิบกว่าปีที่แล้ว แต่เส้นทางของนิทานเรื่องนี้ใต้ปีกของทีมงานดิสนีย์สามารถย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนายวอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ ได้เดินทางไปยุโรป และได้ขนเอาหนังสือนิทานมากถึง 335 เล่มกลับมาสหรัฐอเมริกา กล่าวกันว่านิทานที่ถูกขนไปในคราวนั้น เป็นรากฐานสำคัญให้ดิสนีย์เลือกหยิบมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่จะปรากฏตามมา

หนังสือนิทานเรื่องBeauty and the Beast เป็นหนึ่งในนิทานที่ถูกเลือกติดมือมาด้วยในตอนนั้น โดยเค้าโครงของเรื่องนี้ ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในภาษาฝรั่งเศสเมื่อปี 1740 เป็นผลงานของ Gabrielle-Suzanne Barbot de Gallon de Villeneuve รวมเล่มอยู่ในหนังสือเล่มใหญ่เรื่อง The Young American and Tales of the Sea ต่อมาเรื่องBeauty and the Beast ได้ถูกแยกออกมาตีพิมพ์ใหม่ในอีก 16 ปีต่อมา โดยมีการตัดทอนเนื้อหาและเรียบเรียงใหม่โดยนักเขียนอีกท่านคือ Jeanne-Marie Leprince de Beaumont

เวอร์ชั่นของ Beaumont กลายเป็นมาตรฐานของเรื่องราวโฉมงามกับเจ้าชายอสูร และกลายเป็นผลงานที่ได้รับความนิยมทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา นิทานเรื่องนี้สอดแทรกคุณธรรมแบบศาสนาคริสต์ ยกตัวอย่างเช่น ความเย่อหยิ่งจองหองจะนำไปสู่การลงโทษ คุณธรรม ความอดทน และความขยันหมั่นเพียรย่อมได้รับการตอบแทน และการแต่งงานจะนำไปสู่ความสุข

ดิสนีย์นั้น แรกเริ่มเดิมทีอยากผลิตแอนิเมชั่นเรื่องนี้มานาน แต่ไม่รู้ว่าจะทำให้เรื่องราวสนุกสนานได้อย่างไร กระทั่งดิสนีย์เปลี่ยนการนำเสนอแอนิเมชั่นโดยการนำเพลงเข้ามาประกอบ จึงมีการคิดให้วัตถุต่างๆ ในปราสาทของเจ้าชายอสูรมีชีวิตและร้องเพลงได้ กลายเป็นสีสันที่ทำให้แอนิเมชั่นเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเพลงBe Our Guest ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีถูกแต่งเพื่อต้อนรับพ่อของเบลล์ (นางเอกของเรื่อง) แต่ถูกย้ายมาใช้เพื่อต้อนรับเบลล์ในภายหลัง กลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เบลล์ได้ทำความรู้จักและสานมิตรภาพกับบรรดาข้าวของเครื่องใช้ในวังของอสูร

be-our-guest เพลงซึ่งถูกเปลี่ยนมาร้องเพื่อต้อนรับเบลล์แทนพ่อ

การเปลี่ยนให้วัตถุในบ้านมีชีวิตและสามารถนึกคิดได้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ดิสนีย์เคยนำเสนอธีมนี้ในแอนิเมชั่นมิกกี้ เมาส์ ตอนที่มิกกี้ต้องต่อกรกับบรรดาเฟอร์นิเจอร์ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านเจ้าของบ้าน ซึ่งแนวคิด มานุษยรูปนิยม (Anthropomorphism) หรือการหยิบเอาอารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์ ไปมอบให้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมานาน และคงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจหากจะกล่าวว่าแนวคิดที่ว่านี้ นำไปสู่เทคโนโลยี Smart Home ในปัจจุบัน

ของใช้ในบ้านที่มีชีวิตและคิดได้เหมือนมนุษย์ นำไปสู่เทคโนโลยี Smart Home ในปัจจุบัน

อีกหนึ่งการนำเสนอที่ทำให้ Beauty and the Beast กลายเป็นผลงานที่ตระการตา เป็นเพราะแอนิเมชั่นเรื่องนี้ใช้การผสมผสานทั้งการวาดด้วยมือและเทคนิคพิเศษจากคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่างเช่นการสร้างฉากในห้องเต้นรำ ระหว่างที่เบลล์กับเจ้าชายอสูรอยู่ในอ้อมแขนของกันและกัน โดยมีมิสซิสพอตต์เป็นผู้ขับร้องบทเพลง การเคลื่อนไหวที่สวยงามภายห้องถือเป็นฉากที่ทรงพลัง และคงไม่สามารถทำได้หากใช้เทคนิคการวาดภาพด้วยมือเพียงอย่างเดียว

บริบททางประวัติศาสตร์ ว่าแฟชั่นฝรั่งเศสผ่านการนำเสนอของดิสนีย์

นักประวัติศาสตร์เห็นตรงกันว่ากรอบเวลาของ Beauty and the Beast คือช่วงศตวรรษที่ 18 ก่อนเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส โดยหากอ้างอิงผลงานตีพิมพ์ครั้งแรกของ Villeneuve เรื่องราวของโฉมงามกับเจ้าชายอสูรก็ควรจะเกิดในราวปี 1740s ซึ่งเป็นช่วงที่หนังสือถูกตีพิมพ์ แต่หากอ้างอิงฉบับปรับปรุงใหม่ของ Beaumont ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่า เรื่องของเจ้าชายอสูรก็อาจเกิดในอีกราว 20 ปีต่อมา คือในกรอบเวลาทศวรรษที่ 1760s

ทั้งสองช่วงเวลาที่กล่าวมา ล้วนอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แฟชั่นแบบฝรั่งเศสได้รับความนิยมไปทั่วทั้งยุโรป เนื่องจาก Beauty and the Beast กล่าวว่าอสูรมีสถานะเป็น ‘เจ้าชาย’ เราจึงพออนุมานได้ว่าชุดตัวเก่งที่เบลล์จะสวมใส่ในฉากการเต้นรำ ควรจะเป็นแฟชั่นฝรั่งเศสแบบราชสำนักเรียกกันว่า Robe à la Française โดยแฟชั่นแบบนี้มีจุดเด่นที่ลำตัวรูปตัว V (เรียกว่า Stomacher) กระโปรงที่บานออกด้านข้าง และด้านหลังของชุดที่มีลักษณะเป็นแถบผ้ายาวต่อจากคอลงมาจนถึงกระโปรง

ฝรั่งเศสในยุคนั้นเน้นความหรูหราฟู่ฟ่า ยิ่งกระโปรงบานมากเท่าไหร่ ยิ่งสื่อว่าสถานะของผู้สวมใส่มีความสูงส่งมากเท่านั้น โดยหากเจ้าชายอสูรมีคำนำหน้าเป็นถึงเจ้าชาย กระโปรงที่เบลล์สวมใส่ก็ควรจะมีขนาดใหญ่มาก ไม่ได้บานออกเป็นทรงระฆังเหมือนที่เราเห็นกันในแอนิเมชั่น

ทรงผมที่นิยมกันในยุคนั้นต้องมีการลงแป้ง โดยสตรีในราชสำนักของหลุยส์ที่ 15 ไม่ได้สวมวิกทั้งศีรษะ (การสวมวิกทั้งศีรษะนิยมมากกว่าในหมู่บุรุษ) โดยอาจมีการติดปอยผมเพื่อเพิ่มวอลุ่ม จากนั้นจึงลงแป้งและประดับด้วยเครื่องประดับอื่นๆ เช่นริบบิ้น ไข่มุก หรืออัญมณี การทำผมขนาดใหญ่ของสตรี (แบบที่มักคุ้นชินกันในภาพวาดของมารี อ็องตัวเน็ต) เพิ่งเริ่มเป็นที่นิยมในช่วงปลายทศวรรษที่ 1770s ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ถูกตีพิมพ์มาแล้วเป็นเวลาร่วมสิบปี

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ราชสำนักฝรั่งเศสในยุคสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ไม่นิยมการสวมถุงมือ แต่สิ่งที่ควรมีติดไว้เพื่อเสริมสถานะคือพัดซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่สามารถสื่อสารความต้องการผ่านการพัดโบกไปมา

ทั้งหมดนี้เมื่อนำมาเทียบกับชุดสีเหลืองทองตัวเก่งของเบลล์ เราอาจสรุปได้ว่าแฟชั่นของนางเอกในแอนิเมชั่นของดิสนีย์ไม่ได้อ้างอิงบริบททางประวัติศาสตร์ และยิ่งเป็นเรื่องน่าสนใจหากเรามองไปยัง concept art ของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ก็จะพบว่าดิสนีย์เคยออกแบบเครื่องแต่งกายของเบลล์ในสไตล์ Rococo ซึ่งตรงกับยุคสมัยมากกว่า แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่ได้ถูกนำมาใช้ในเวอร์ชั่นจริง

ในคอนเสปต์อาร์ตเก่า ชุดของเบลล์อ้างอิงจากศิลปะยุครอกโคโค่
คอนเสปต์อาร์ตของดิสนีย์ ซึ่งดูตรงกับยุคสมัยมากกว่าในแอนิเมชั่น

ไม่ว่าดิสนีย์จะเลือกนำเสนอ Beauty and the Beast ในรูปแบบใด ปฏิเสธไม่ได้ว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นขวัญใจของผู้คนจำนวนมาก การตีความที่หลากหลายของ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ได้ช่วยต่อลมหายใจแก่บทประพันธ์ที่ถูกเขียนขึ้นเป็นเวลานานหลายศตสรรษ และที่สำคัญ ความสำเร็จของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำให้ดิสนีย์เดินหน้าผลิตแอนิเมชั่นเรื่องใหม่ๆ ออกมา ไม่ว่าจะเป็น Aladdin, The Lion King, Pocahontas, Mulan, Hercules ฯลฯ ซึ่งเราจะหยิบขึ้นมาพูดคุยกันในบทความครั้งต่อไป

References:

Fashion Expert Fact Checks Belle from Beauty and the Beast’s Costumes | Glamourhttps://www.youtube.com/watch?v=zbLEaTjYQtk&t=228s

Rating Disney Princess Dresses on Historical Accuracy (Part One)https://www.youtube.com/watch?v=UeRa9bEhgXg&t=870s

The Real-Life Couple That Inspired Beauty and the Beasthttps://www.youtube.com/watch?v=inM7P7oYM5Q&t=17s

Beauty and the Beast: the Real Storyhttps://www.storytimemagazine.com/news/inside-stories/beauty-and-the-beast-the-real-story/

BEAUTY AND THE BEAST (2017)https://www.historyvshollywood.com/reelfaces/beauty-and-the-beast/

The Storied, International Folk History of Beauty and The Beasthttps://www.smithsonianmag.com/smithsonian-institution/storied-international-folk-history-beauty-and-beast-180962502/

Disney History: Beauty and the Beasthttps://www.wdw-magazine.com/beauty-and-the-beast/

The Untold Truth Of Disney’s Beauty And The Beast https://www.looper.com/848690/the-untold-truth-of-disneys-beauty-and-the-beast-1991/?utm_campaign=clip

Oscars 1992: How ‘Beauty and the Beast’ changed animationhttps://ew.com/article/2012/02/22/oscars-1992-beauty-and-the-beast/

How 18th-century art influenced Walt Disney’s Beauty and the Beasthttps://www.houseandgarden.co.uk/article/inspiring-walt-disney-exhibition

Beauty and the Beast, Still a Cautionary Tale About the Smart Homehttps://www.wired.com/2017/03/beauty-and-the-beast-smart-home/

WOMEN’S HAIRSTYLES & COSMETICS OF THE 18TH CENTURY: FRANCE & ENGLAND, 1750-1790http://demodecouture.com/hairstyles-cosmetics-18th-century/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...