เป็นบอสก็มีหัวใจ! จะทำอย่างไรเมื่อหัวหน้า Burnout เสียเอง
Mission To The Moon
อัพเดต 05 ธ.ค. 2564 เวลา 05.27 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 13.00 น. • Tanyaporn Thasak
‘สัญญาณเตือนว่าลูกน้องของคุณกำลังจะจากคุณไป’
‘พฤติกรรมอันตรายของหัวหน้าที่ทำให้ลูกน้อง Burnout’
ฯลฯ
.
เมื่อพูดถึงอาการ Burnout หรือ “ภาวะหมดไฟในการทำงาน” เรามักจะเจอบทความเนื้อหาทำนองนี้อยู่มาก เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่จะเป็นมุมมองของ ‘พนักงานตัวเล็กๆ’ และทางออกระยะยาวที่มักเสนอแนะคือ การสื่อสารกับหัวหน้า หรือไม่ก็แนะนำให้หัวหน้าใส่ใจและช่วยประคับประคองสภาพจิตใจของพนักงาน
.
ลูกน้อง Burnout ก็มาปรึกษาหัวหน้าได้ แต่ถ้าเราเป็น “หัวหน้า” แล้วเกิดอาการ Burnout เสียเองล่ะ จะไปปรึกษาใคร!?!
.
.
1) หัวหน้าก็มีหัวใจ Burnout ได้เหมือนกันนะ!
.
แม้ความเครียดกับภาวะ Burnout จะเกี่ยวเนื่องกัน แต่ทั้งสองก็ไม่ได้เหมือนกันโดยสิ้นเชิง องค์กรอนามัยโลกระบุไว้ว่าภาวะ Burnout เป็นภาวะอ่อนล้าทางอารมณ์ที่เกิดจากความเครียดสะสมจากการทำงาน อาการนี้เกิดขึ้นได้กับพนักงานทุกคน ตั้งแต่ตำแหน่งแรกเข้าไปจนถึงผู้บริหาร
.
งานวิจัยจากบริษัท FlexJobs และ Mental Health America เผยว่าผู้บริหารกว่า 37% ทำงานเยอะกว่าที่เคยทำในช่วงก่อนโควิด-19 มาก และกว่า 75% รู้สึกกังวลเรื่องสุขภาพจิตและสุขภาพกายเพราะทำงานหนัก
.
ในทำนองเดียวกัน การสำรวจของ Development Dimensions International(DDI) หรือบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลระดับโลกพบว่า 60% ของหัวหน้ารู้สึก ‘หมดพลัง’ อย่างมากเป็นพิเศษในช่วงหมดวัน โดยการสำรวจนี้ได้สำรวจหัวหน้ากว่า 15,000 คนในองค์กรกว่า 1,740 องค์กรจากทั้งหมด 24 อุตสาหกรรมทั่วโลก ตั้งแต่ช่วงกุมภาพันธ์จนถึงกรกฎาคมปี 2020
.
ที่น่ากังวลคือ เมื่อหัวหน้า Burnout ผลกระทบไม่ได้มีแค่เฉพาะต่อ ‘ร่างกาย’ และ ‘จิตใจ’ ของหัวหน้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ ‘วัฒนธรรมองค์กร’ โดยรวมอีกด้วย
.
Herbert J. Freudenberger นักจิตวิทยาจากนิวยอร์กสังเกตเห็นว่า เมื่อเกิดอาการ Burnout นอกจากจะมีอาการปวดหัวควบคู่แล้ว ยังมีอาการฉุนเฉียวและเคลือบแคลงใจผู้อื่นได้ง่ายๆ หัวหน้าที่ Burnout อาจต่อว่าเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง หรือคนในครอบครัวอย่างรุนแรงเกินความจำเป็น อาจทำตัวเย็นชาใส่คนที่คอยให้กำลังใจเขา อาจกดดันคนรอบตัว หรือเคร่งเรื่องงานเป็นพิเศษจนคนรอบข้างพลอยเครียดตาม
.
แน่นอนว่าเมื่อบรรยากาศการทำงานเปลี่ยนไป ลูกน้องก็ไม่สนุกกับการทำงานและหมดไฟไปตามๆ กัน
.
.
2) สาเหตุแห่งภาวะ Burnout ในหมู่ผู้บริหาร
.
ใครๆ ก็หมดไฟได้ แต่ผู้บริหารหรือหัวหน้าทีมมีแนวโน้มที่จะหมดไฟสูงไม่แพ้ใคร เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดภาวะ Burnout และพวกเขาดันหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ เช่น ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง ความกดดันจากบอร์ดบริหาร ความคาดหวังจากลูกน้อง ความเครียดเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ เป็นเวลานาน มาตรฐานที่ต้องรักษา ไปจนถึงความคาดหวังให้เป็น ‘มืออาชีพ’ ไม่แสดงอารมณ์ ไม่อ่อนไหวง่าย
.
ซ้ำร้าย เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา ผู้นำจะถูกคาดหวังอย่างมากให้แก้ปัญหา พาบริษัทออกจากสถานการณ์ยากๆ ให้ได้โดยให้โดนผลกระทบน้อยที่สุด แม้พวกเขาจะตัดสินใจอย่างรอบคอบเท่าที่จะทำได้ ผลจากการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ นั้นก็ไม่อาจพึงพอใจทุกฝ่ายได้ ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับคำวิจารณ์ที่ตามมาอีก
.
ผลสำรวจจาก Harvard Bussiness Reivew พบว่าเมื่อเจอกับความเครียดที่กล่าวมาข้างต้น หัวหน้ามักจะรู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกผิด รู้สึกไร้ความสามารถ และกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตน
.
งานวิจัยอีกงานยังพบว่า หัวหน้าหรือผู้จัดการที่เผชิญภาวะหมดไฟ มักจะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการผู้คน เพราะการจัดการผู้คนพาปัญหามามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับลูกน้องที่ระดับความสามารถต่างกัน การคอยสังเกตและช่วยเหลือพนักงานที่มีปัญหาส่วนตัวเยอะ หรือไม่มีความสุข การจับตามองพนักงานที่ทำตัวน่าสงสัย สร้างศัตรู หรือเอาแต่ใจตนเอง ผู้จัดการต้องจัดการทั้งปัญหาในตัวบุคคลและระหว่างบุคคล ต้องให้กำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจให้ทีม ย้ำทีมถึงจุดมุ่งหมายของงาน แก้ปัญหาระหว่างกันและกัน ปัญหาที่ว่าโดยอารมณ์ คน และความสัมพันธ์นี้เองเป็นตัวการนำไปสู่ภาวะหมดไฟ
.
.
3) ป้องกันไม่ให้ Burnout อย่างไรดี
.
ในฐานะหัวหน้าหรือผู้จัดการ เราพยายามช่วยเหลือทุกวิถีทางไม่ให้ลูกน้องหมดไฟ แต่ถ้าถึงวันที่เราไม่ไหวจริงๆ ต้องทำอย่างไรดี
.
3.1) ให้ความสำคัญกับสุขภาพตัวเอง
ไม่ว่าจะสุขภาพจิตหรือสุขภาพกาย เราควรบริหารเวลาให้ดีและมีเวลาให้ตัวเองบ้าง จริงอยู่ที่สิ่งนี้ทำได้ยาก แต่มันก็เป็นเกราะป้องกันการ Burnout ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
.
ดังนั้นก่อนจะไปจัดการความเครียดใคร จัดการความเครียดของตัวเองให้ได้ก่อน อาจเริ่มด้วยการทานอาหารที่ดี คุณประโยชน์ครบถ้วน ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ อย่ามองว่า ‘การได้พัก’ เป็นการตามใจตัวเอง แต่มองว่าเป็นการรักษาตัวเองจะดีกว่า
.
การให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนในทีมอีกด้วย ลองจินตนาการถึงหัวหน้าทีมที่ทุ่มเท ทำงานไม่หยุดไม่หย่อนดูสิ นอกจากสุขภาพจะแย่แล้วยังเป็นการกดดันลูกน้องกลายๆ ว่าการทำงานเยอะจนไม่มีเวลาพักนั้นดี ทั้งๆ ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้น เราควรแสดงให้คนในทีมเห็นว่าเราควรใส่ใจสุขภาพของตัวเองไม่แพ้กับการทำงานด้วย ในส่วนนี้อาจเริ่มง่ายๆ ด้วยการสนับสนุนให้ใช้แอปฯ แชตสำหรับองค์กรโดยเฉพาะ และเชิญชวนการตั้งโหมด ‘ห้ามรบกวน’ หลังเวลาเลิกงาน
.
3.2) แก้เครียดกันแบบยกทีมไปเลย!
.
ถ้าเราเครียดและสัมผัสได้ว่าลูกน้องก็เครียดด้วย ลองหากิจกรรมดูแลตัวเองทำพร้อมกันทั้งทีมดู นอกจากจะช่วยให้คลายเครียดแล้ว ยังกระชับความสัมพันธ์ได้ดี ยกตัวอย่างเช่น การจ้างโค้ชมาสอนโยคะ หรือ การนั่งสมาธิแบบกลุ่ม อย่างไรก็ตาม อย่า ‘บังคับ’ ให้ทุกคนเข้ากิจกรรม หากใครไม่อยากเข้าร่วมก็ไม่เป็นไร และไม่ต้องกลัวว่าพอลูกน้องไม่ร่วมแล้วจะเครียด การมีอำนาจในการตัดสินใจเอง (Autonomy) นี่แหละ ช่วยให้ลูกน้องรู้สึกควบคุมชีวิตตัวเองได้และลดการ Burnout
.
3.3) ตามหาคำว่า “ทำไม” ของเราอีกครั้ง
.
อาการและสาเหตุที่เห็นได้เป็นประจำของภาวะ Burnout คือสิ่งที่เราให้คุณค่าไม่ได้เชื่อมโยงกับสิ่งที่เราทำ จนเราต้องถามตัวเองว่า ‘ที่ทำอยู่.. ทำไปทำไมนะ’ ด้วยภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของผู้นำ แม้จะเครียดแค่ไหนแต่เราก็ได้แต่ทำงาน ทำงาน และทำงานต่อไปเรื่อยๆ ราวกับเครื่องจักร เมื่อผ่านไปสักระยะเราลืมไปหมดแล้วว่า ‘ทำไม’ งานของเราถึงมีคุณค่า—‘ทำไม’ เราถึงอยากทำงานนี้ตั้งแต่แรก—และ ‘ทำไม’ ภารกิจที่ทำอยู่ถึงสำคัญกับองค์กร
.
หากไม่รู้จะเริ่มต้องไหน อาจเริ่มจากการถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้
- อะไรที่สำคัญสำหรับเรามากที่สุด
- เราชอบอะไรในงานที่ทำ
- เราทำงานไหนได้ดี
- ในการทำงาน อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณ ‘เหนื่อยที่สุด’ และ ‘เครียดที่สุด’
- แล้วงานดังกล่าว สามารถแต่งตั้งให้คนอื่นหรือตั้งทีมมาทำแทนได้ไหม
- ความสามารถและจุดแข็งของคุณมีอะไรบ้าง และมีทักษะไหนที่เอามาใช้ในงานที่ทำอยู่ได้
- ทำอย่างไรถึงจะกำจัดสิ่งที่ดูดพลังงานในการทำงานทิ้งไปได้
.
ก่อนจะนำทีมไปสู่ ‘เป้าหมาย’ เราคงจะต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่าทำไม
.
.
บางครั้งเมื่อตำแหน่งสูงขึ้น ภาระหน้าที่ ความเครียด และความรับผิดชอบก็เพิ่มขึ้นตาม เราอาจต้องทำงานไม่หยุดไม่หย่อนยิ่งกว่าเดิม ในฐานะผู้นำ การรับมือกับงานที่รับผิดชอบให้ได้ดี คือสิ่งที่เราทำเป็นแบบอย่างอยู่แล้ว แต่อีกสิ่งที่ผู้นำควรริเริ่มทำให้คนอื่นทำตาม คือการชวนให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ทั้งของตนเองและคนรอบข้าง หรือพูดง่ายๆ คือการนำ ‘ความเป็นมนุษย์’ กลับมาในสังคมการทำงานนั่นเอง
.
.
อ้างอิง
.
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#softskill