อย่าลืมหุ้น Laggard Play เช่น BAFS
#ทันหุ้น-สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ภาพรวมตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ดูค่อนข้างดี เพราะเคลื่อนไหว Outperform ภูมิภาค แม้ว่าหุ้นขนาดใหญ่ที่เคยนำตลาด เช่น DELTA จะพักตัวลง แต่มีหุ้นใหญ่ตัวอื่นเข้ามาช่วยพยุงดัชนีได้ดี ขณะที่ ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยหนาแน่นขึ้น โดยเดือน มิ.ย. ระหว่าง 1-4 มิ.ย. ซื้อสุทธิไปแล้ว +7.1 พันลบ. จากเดือน พ.ค. ที่ซื้อเพียง +3.6 พันลบ. ส่งผลให้ยอดสะสม YTD เป็นซื้อสุทธิ 2.7 หมื่นลบ. สะท้อนจิตวิทยาการลงทุนที่เป็นบวก ซึ่งถ้าพิจารณาจากยอดซื้อขายของ NVDR ในเดือนนี้ พบว่าต่างชาติซื้อหุ้น 3 กลุ่มหลัก คือ ธนาคารพาณิชย์, โรงไฟฟ้า, และสื่อสาร แน่นนอนว่าคาดหวังเรื่องแผนลงทุนด้านไฟฟ้าและพลังงานเพื่อรองรับ Data Center รวมถึง เงินปันผลกลางปีของกลุ่มธนาคารพาณิชย์และสื่อสาร
เพราะฉะนั้น ทิศทางการเคลื่อนไหวของ SET Index หลังจากนี้ที่มีต่างชาติมาคอยช่วยจำกัด Downside คาดว่าจะเคลื่อนไหวในทิศทาง Sideway to sideway up โดยมีโอกาสที่หุ้นขนาดใหญ่ หรือหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่ราคาหุ้นยัง Laggard อาจถูกหยิบยกมาเก็งกำไรในช่วงที่ตลาดรอปัจจัยบวกใหม่ๆ ซึ่งรอบนี้ผมมองเห็นหุ้นพื้นฐานดีที่ผลประกอบการกำลังเข้าสู่โหมด Turnaround แต่นักลงทุนอาจมองข้ามไปก่อนหน้านี้ คือ BAFS หรือ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยกำไร 1Q26 ทำได้ 152 ลบ. คิดเป็น 72% ของกำไรทั้งปีก่อนที่ทำได้ 212 ลบ. ได้แรงหนุนจากธุรกิจเติมน้ำมันเครื่องบิน ที่ฟื้นตัวตามปริมาณเติมน้ำมันอากาศยานและจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการทยอยจ่ายคืนหนี้ ขณะที่ธุรกิจ ท่อขนส่งน้ำมันทรงตัวได้ดี ส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าค่อยๆเติบโตตามการทยอยจ่ายไฟฟ้าเพิ่ม
กำไร 2Q26 ผมคาดว่ากำไรยังโต YoY ได้ต่อเนื่อง จากการบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง รวมถึงเป็นช่วงที่ BAFS Intech มีแผนส่งมอบรถเติมน้ำมันอากาศยานใน 2Q–3Q69 มูลค่าราว 107 ลบ. ทั้งในไทยและเวียดนาม
ปัจจัยหนุนระยะยาวของ BAFS ผมมองเห็น 2 เรื่องหลัก คือ 1) โครงการเชื่อมต่อท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือกับคลังน้ำมันสระบุรี ระยะทาง 52 กม. ก่อสร้างไปเสร็จ 87% คาดเริ่มรับรู้รายได้เต็มไตรมาส 1Q27 จะช่วยให้ธุรกิจนี้เริ่มคุ้มทุนและมีกำไรตลอดทั้งปี 2027 โดยโครงการนี้เป็นโครงการท่รัฐบาลสนับสนุนเพราะช่วยลดความเสี่ยงในการขนส่งน้ำมันผ่านรถบรรทุก และเป็นโครงการที่มี Hidden Asset ซ่อนอยู่ จากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่คำนวณได้ 140,231 ตัน โดยได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตแล้ว 48,844 ตัน และอยู่ระหว่างการขอรับรองอีก 36,238 ตัน ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ และเป็นโอกาสสร้างรายได้เพิ่มเติมจากความต้องการใช้ Carbon Credit ของสายการบินต่างชาติ
ถ้าอิงตามแผนของสายการบินยุโรป ผมคาดว่า BAFS มีโอกาสขาย Carbon Credit ได้ปีหน้า เบื้องต้นประเมินมูลค่าส่วน 48,844 ตันได้ราว 30 ลบ. และถ้าสามารถขายได้ทั้งหมดจะคิดเป็นมูลค่าราว 80-90 ลบ. เข้ามาช่วยลดผลกระทบจากผลขาดทุนของธุรกิจท่อขนส่งน้ำมันที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ ผมมองว่าธุรกิจท่อขนส่งน้ำมันเมื่อทำกำไรได้แล้ว จะช่วยทั้งเป็นตัวเร่งผลประกอบการให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะก่อนหน้านี้เป็นธุรกิจที่ถ่วงผลประกอบการอย่างหนัก และจะทำให้ BAFS ไม่ต้องตั้งด้อยค่าอีกปีละราว 100 ลบ. +/-
ส่วนเรื่องที่ 2) คือ โครงการน้ำมันเครื่องบิน SAF (Sustainable Aviation Fuel) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ คาดว่าจะสายการบินต่างๆจะเริ่มใช้มากขึ้นในปีหน้า ซึ่ง BAFS เป็นหัวหอกในการให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง
เพราะฉะนั้น ธุรกิจของ BAFS ที่กำลังอยู่ในจุด Turnaround ผมว่านักลงทุนควรเริ่มหันกลับมามองหุ้นตัวนี้ได้แล้วครับ โดยถ้าปีนี้ทำกำไรได้ 400-500 ลบ. ราคาหุ้นตอนนี้คิดเป็น PER2026 ราว 11.5-14.5 เท่า และถ้าปีหน้า ธุรกิจท่อขนส่งน้ำมันเริ่มทำกำไรได้ ผมคาดว่ากำไรของ BAFS จะขึ้นไปแตะระดับ 600-700 ลบ. คิดเป็น PER2027 เพียง 8.3-9.7 เท่า ถือว่าไม่แพงสำหรับหุ้นที่ผลประกอบการกำลัง Turnaround
ส่วนภาพทางเทคนิค ราคาหุ้นอยู่ในช่วงฟื้นตัว หลังจากสามารถกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้สำเร็จ มีแนวรับที่ 8.90 บาท และแนวต้านที่ 10.50 บาท
ณัฐพล คำถาเครือ
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด