โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

JAS รับดีล FIFA คุ้มยาก เปิดเหตุจำเป็นต้องทำ!

ทันหุ้น

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

#JAS #ทันหุ้น – JAS ทุ่มงบ 2,305ล้านบาท คว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลโลก 2026 และ 2030 จาก FIFA ตั้งราคาแพ็ก 5,999 บาทต่อปี หวังสมาชิกขั้นต่ำ 500,000 ราย รับระยะสั้นดีลไม่คุ้ม แต่จะช่วยสร้างแบรนด์ให้กับ MonoMax และ JASกูรูรับเป็นเรื่องจำเป็นกั้นคนหนีไปช่องทางธรรมชาติ มองอาจขาดทุนจากบอลโลก แต่จะกำไรพรีเมียร์ลีก ราคาเหมาะสม 1.20-1.30บาท

นายโสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เปิดเผยว่า บริษัทได้ทุ่มงบประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,305 พันล้านบาท เพื่อคว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) 2 ครั้ง คือปี 2026 และ2030 ซึ่งมีการต่อรองราคาลงมาจากตอนแรกพอสมควรเพื่อให้ได้จุดสมดุลที่ทั้ง 2 ฝ่ายพอใจ โดยจ่ายเป็นงวดๆ ไม่ได้จ่ายก้อนเดียวทั้งหมด สำหรับงวดแรก จะต้องมีการวางเงินส่วนหนึ่งภายใน 10 วันก่อนเริ่มการถ่ายทอดสด ทั้งนี้เงินที่นำมาจ่ายค่าลิขสิทธิ์จะมาจากการรวมกัน ระหว่างกระแสเงินสดของบริษัทเอง และเงินกู้จากสถาบันการเงิน โดยต้องยอมรับว่าหากมองในระยะสั้นดีลนี้อาจดูไม่คุ้มค่าในเชิงตัวเลขทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ในระยะยาวจะเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับ MonoMax และ JAS

@หวังสมาชิกขั้นต่ำ 5 แสนราย

รายได้หลักจะมาจากค่าสมัครสมาชิกของแพลตฟอร์ม จากขายแพ็กเกจ Monomax Sports Premium หรือแพ็กเกจ Pack L ได้ในราคา 5,999 บาทต่อปี ซึ่งเป็นแพ็กเกจหลักที่รวมสิทธิ์การดูฟุตบอลโลกไว้ด้วย ดังนั้นเพื่อให้แฟนบอลเข้าถึงได้ง่ายขึ้น บริษัทจึงได้จัดทำระบบให้สามารถผ่อนชำระ 0% ได้นานสูงสุด 10 เดือน สำหรับผู้ที่ซื้อในช่วงนี้ เพื่อรับชมครบทั้ง 104 แมตช์

นอกจากนี้ยังมีรายได้จากสปอนเซอร์เป็นส่วนเสริม ได้ตั้งเป้าหมายจำนวนการสมัครสมาชิก Pack L ไว้ที่ อย่างน้อย 500,000 ราย เพื่อเป็นฐานสำคัญในการสนับสนุนการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ รับชมได้ผ่านแพลตฟอร์มMonomax และ MONOMAX SPORTS ขณะที่ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับ AIS เกี่ยวกับแพ็กเกจร่วมกัน เนื่องจากดีลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเพิ่งเจรจาเสร็จสิ้น คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการร่วมมือหรือการรับชมผ่านทาง AIS แต่บริษัทยืนยันเปิดกว้างพันธมิตรทุกราย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือหรือช่องทีวีดิจิทัลอื่นๆ ที่สนใจจะมาร่วมเป็นสปอนเซอร์หรือจัดกิจกรรมร่วมกัน

สำหรับผู้ที่สมัคร Pack L ไม่เพียงแต่จะได้ชมฟุตบอลโลกปี 2026 และ 2030 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงทัวร์นาเมนต์สำคัญของ FIFA ทั้งหมด ได้แก่ ฟุตบอลโลกหญิง, ฟุตซอลโลก, ฟุตบอลระดับเยาวชน ทั้งรุ่น U17 และ U19, ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก และทัวร์นาเมนต์อื่นๆ ของ FIFA ทั้งหมดนับจากนี้จนถึงปี 2030 เมื่อนำมารวมกับลิขสิทธิ์ที่ถืออยู่เดิมอย่าง พรีเมียร์ลีกอังกฤษ (EPL), ฟุตบอลยูโร และวอลเลย์บอลโลก จะทำให้แพลตฟอร์มมีความแข็งแกร่งจนยากที่คู่แข่งจะเลียนแบบได้

ส่วนการที่ตลาดหลักทรัพย์ ได้มีการขึ้นเครื่องหมาย H (วานนี้) เพื่อรอคำชี้แจงจากบริษัท เนื่องจากมูลค่าของลิขสิทธิ์ที่ซื้อในครั้งนี้ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีขนาดรายการ เกินกว่า 15% ของสินทรัพย์บริษัท ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของบริษัทมหาชน จะต้องมีการจัดทำและแจ้งสารสนเทศต่อตลาดหลักทรัพย์ให้ทราบอย่างเป็นทางการ บริษัทได้ส่งเอกสารชี้แจงไปแล้วเมื่อช่วงเช้าวานนี้ (แต่ไม่ได้บอกมูลค่า) และจะมีประกาศรายละเอียดออกมา ซึ่งล่าสุด JAS ได้แจ้งตลาดชี้แจงมูลค่าแล้ว

@ส่องความคุ้มค่า

นายนฤดม มุจจลินทร์กูล นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) เปิดเผยว่า แพ็กเกจราคา5,999 บาท ถือเป็นระดับราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการรับชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ซึ่งปกติจะมีราคาเฉลี่ยต่อฤดูกาลอยู่ที่ประมาณ2,000 กว่าบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 200 บาท จากฐานลูกค้าเดิมที่เคยรับชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 1.6 ล้านราย หาก JAS สามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ให้มาสมัครแพ็กเกจบอลโลกได้ถึง 1 ล้านรายจะคุ้ม เนื่องจากเงื่อนไขของแพ็กเกจที่ระบุว่าสามารถรับชมได้พร้อมกัน 2 จอ ทำให้ผู้สมัครนำไปหารจ่ายคนละ 3,000 บาท แต่การที่คว้าลิขสิทธิ์มาได้ถึง 2 รอบนับเป็นการลงทุนในระยะยาวที่พอจะอธิบายความคุ้มค่าได้มากกว่าการซื้อเพียงครั้งเดียว

นายพิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ ทันหุ้น” ว่า ในมุมมองการลงทุนมองว่า การซื้อลิขสิทธิ์ครั้งนี้ดีกว่าไม่ซื้อ” แม้ว่าตัวเลขเงินลงทุน 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะดูค่อนข้างสูงหรือแพงเมื่อเทียบกับในอดีต แต่ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรักษาฐานลูกค้า โดยแพ็กเกจถ่ายทอดสด 104 แมตช์ ในราคา 5,999 บาท ซึ่งสามารถรับชมได้พร้อมกัน 2 จอ (Concurrent) เฉลี่ยตกคนละประมาณ 3,000 บาท นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ผ่อนจ่าย 0% นาน 10 เดือน เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง แทนการรับชมผ่านช่องทางผิดลิขสิทธิ์ ประเมินการลงทุนบอลโลกถึงตอนนี้อาจจะเห็นตัวเลขขาดทุนในเบื้องต้นประมาณ 400 ล้านบาท แต่จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการดึงลูกค้าให้คงอยู่กับแพลตฟอร์มเพื่อรอชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก (EPL) ในฤดูกาลถัดไป

จากการคำนวณเบื้องต้น คาดว่าในฤดูกาลหน้า EPL จะสามารถสร้างรายได้ให้ JAS ได้ถึง 4,500 ล้านบาท และเมื่อหักต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ประมาณ 3,100-3,200 ล้านบาท จะมีกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ อยู่ที่ประมาณ 700-800 ล้านบาทประเมินราคาที่เหมาะสมของ JAS ไว้ที่ประมาณ 1.20-1.30 บาท อิง P/E 15 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่ “ปลอดภัย” ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาส Upside หากบริษัทสามารถดึงพันธมิตรรายใหญ่เข้ามาเสริมทัพได้ ไม่ว่าจะเป็นค่ายมือถืออย่าง AIS หรือกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ รวมถึงการขาย Sub-license ให้กับฟรีทีวี

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...