IPO ของ SpaceX ดัน “อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐี 1 ล้านล้านดอลลาร์ คนแรกของโลก
การเข้าตลาดหุ้นของ SpaceX ด้วยมูลค่าระดมทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 75,000 ล้านดอลลาร์ ดัน “อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐี 1 ล้านล้านดอลลาร์ คนแรกของโลก
วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 14.34 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า มีผู้นำธุรกิจเพียงไม่กี่คนที่ฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยมได้ลึกซึ้งเท่ากับ อีลอน มัสก์ ผู้ประกอบการชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาใต้ ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นทั้งไอคอนแห่งโลกอินเทอร์เน็ต ผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง และมหาเศรษฐีที่อาจกลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีทรัพย์สินสุทธิเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์
แม้ในช่วงเวลาที่สังคมโลกตั้งคำถามกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและมุมมองต่อมหาเศรษฐีเริ่มเป็นลบมากขึ้น แต่มัสก์ยังคงรักษาฐานแฟนคลับและนักลงทุนผู้ศรัทธาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แตกต่างจากมหาเศรษฐีรุ่นก่อนอย่างวอร์เรน บัฟเฟต ที่ได้รับความนิยมจากภาพลักษณ์เรียบง่ายติดดิน
สำหรับผู้สนับสนุน ความตรงไปตรงมาและการแสดงความคิดเห็นแบบไม่ผ่านการกลั่นกรองคือเสน่ห์สำคัญของมัสก์ ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าเขากำลังสะสมอำนาจในลักษณะคล้ายกลุ่มคณาธิปไตย (Oligarch) และมีบทบาททางการเมืองมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม ความกังวลดังกล่าวไม่ได้ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อธุรกิจของเขา
SpaceX จุดเปลี่ยนสู่ความมั่งคั่งระดับประวัติศาสตร์
SpaceX บริษัทด้านอวกาศ ดาวเทียม และ AI ของมัสก์ สามารถระดมทุนจากการเสนอขายหุ้น IPO ได้ถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
ก่อนการเข้าตลาด นิตยสาร Forbes ประเมินทรัพย์สินสุทธิของมัสก์ไว้ราว 780,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่ามหาเศรษฐีอันดับถัดไปอย่าง Larry Page หลายเท่าตัว
ข้อมูลจากเอกสารบริษัทและการคำนวณของ Reuters ระบุว่า มูลค่าหุ้น SpaceX ที่มัสก์ถือครองอยู่มีมูลค่าราว 866,000 ล้านดอลลาร์ และเมื่อรวมกับหุ้นใน Tesla รวมถึงสินทรัพย์อื่น ๆ แล้ว ความมั่งคั่งของเขาอาจทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ทันทีเมื่อหุ้น SpaceX เริ่มซื้อขาย
เดิมพันกับ Elon Premium
นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้มอง SpaceX ผ่านตัวเลขกำไรหรือกระแสเงินสดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเดิมพันกับตัวมัสก์เอง
ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า “Elon Premium” หรือมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และความสามารถของอีลอน มัสก์ มากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางการเงินแบบดั้งเดิม
แมตต์ เคนเนดี นักกลยุทธ์อาวุโสจาก Renaissance Capital กล่าวว่า “เช่นเดียวกับ Tesla การลงทุนใน SpaceX คือการเดิมพันกับอีลอน มัสก์”
เขามองว่าการประเมินมูลค่าระดับ 1.5-2 ล้านล้านดอลลาร์นั้นยากจะอธิบายด้วยโมเดลการประเมินมูลค่าปกติ และสะท้อนสิ่งที่เรียกว่า“Elon Musk Premium” มากกว่า
จากรถยนต์ไฟฟ้าสู่ AI และอวกาศ
มัสก์เกิดที่เมืองพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ ก่อนย้ายไปศึกษาที่ University of Pennsylvania และจบการศึกษาในปี 1997 เขาเข้าบริหาร Tesla ในปี 2008 ด้วยแนวคิดว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถผสานสมรรถนะสูงเข้ากับซอฟต์แวร์ได้ และช่วยเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าความสำเร็จของ Tesla เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ค่ายรถดั้งเดิมทั่วโลกเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า
นอกจาก Tesla และ SpaceX แล้ว มัสก์ยังร่วมก่อตั้งบริษัทอีกหลายแห่ง เช่น Neuralink และ The Boring Company
อำนาจ อิทธิพล และข้อถกเถียง
อาณาจักรธุรกิจของมัสก์ขยายอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง จนมีผู้เรียกระบบธุรกิจรอบตัวเขาว่า “Muskonomy” อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทจำนวนมากพึ่งพาวิสัยทัศน์ของคนเพียงคนเดียว ก็สร้างความกังวลเรื่องธรรมาภิบาล ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และความเสี่ยงหากผู้นำเกิดตัดสินใจผิดพลาด
มัสก์ยังเป็นบุคคลที่มีข้อพิพาทกับหน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุนที่เดิมพันสวนทาง นักข่าว และสื่อมวลชนอยู่บ่อยครั้ง
ในทางการเมือง เขาเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับโดนัลด์ ทรัมป์ หลังสนับสนุนการกลับสู่ทำเนียบขาวของทรัมป์และเข้าร่วมโครงการปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็เคยแตกร้าวจากความเห็นต่างด้านนโยบาย ก่อนจะกลับมาประนีประนอมกันในเวลาต่อมา
แม้จะมีข้อถกเถียงมากมาย แต่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังเชื่อว่า ผลงานที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่พิสูจน์ตัวมัสก์ได้ดีที่สุด
Jamie Dimon ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase ซึ่งเคยมีคดีความกับมัสก์ยาวนานหลายปี กล่าวถึงเขาในบทสนทนาล่าสุดว่า“อีลอนคือเอดิสันแห่งยุคสมัยของเรา”
และยังเปรียบเทียบเขากับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ สะท้อนให้เห็นว่าถึงแม้มัสก์จะเป็นบุคคลที่สร้างความเห็นแตกแยก แต่สำหรับนักลงทุนจำนวนมาก เขายังคงเป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรม ความทะเยอทะยาน และการสร้างธุรกิจระดับโลกที่ยากจะหาใครเทียบได้ในยุคปัจจุบัน
อ้างอิง : reuters.com