โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

American Exceptionalism ดัน “ดอลลาร์” แข็งค่ารับครึ่งปีหลัง กดดันเศรษฐกิจโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 มิถุนายน 2569 เวลา 20.52 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ดอลลาร์" แข็งค่ารับครึ่งปีหลัง หลังนักลงทุนยังเชื่อมั่นในแนวคิด American Exceptionalism จากเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง กระแสลงทุนด้าน AI และแนวโน้มเฟด คงดอกเบี้ยสูงหรือปรับขึ้นต่อ

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 11.10 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกำลังเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ประกอบกับกระแสเงินทุนที่ยังคงไหลเข้าสินทรัพย์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความเชื่อมั่นในแนวคิด American Exceptionalism หรือความโดดเด่นของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งกำลังสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินอื่นทั่วโลก

ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นประมาณ 3% ในช่วงครึ่งแรกของปี นับเป็นสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด แตกต่างจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ดอลลาร์อ่อนค่ากว่า 10% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงในช่วงครึ่งปีแรกที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 จากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ

แม้แนวโน้มการหยุดยิงระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลจะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาพลังงานและความเสี่ยงเงินเฟ้อ แต่เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการเติบโตจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้นักลงทุนมองว่าทิศทางดอกเบี้ยของ Fed มีโอกาสปรับขึ้นมากกว่าปรับลด

ขณะเดียวกันท่าทีเข้มงวดด้านนโยบายการเงินของนายเควิน วอร์ช ประธาน Fed คนใหม่ ยังคงให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ส่งผลให้ตลาดคาดว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ และมีโอกาสประมาณ 50% ที่จะปรับขึ้นอีกครั้ง

ผลจากความคาดหวังดังกล่าวทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 40 ปีเมื่อเทียบกับเงินเยน และเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดของปีเมื่อเทียบกับเงินยูโร

นายสตีเฟน เจน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Eurizon SLJ Asset Management กล่าวว่า แม้ดอลลาร์ที่แข็งค่าจะไม่เป็นผลดีต่อหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐเอง แต่สินทรัพย์และธุรกิจในสหรัฐยังคงมีความน่าสนใจอย่างมาก จึงทำให้บริษัทต่างชาติยังคงลงทุนในสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์

การแข็งค่าของดอลลาร์กำลังสร้างแรงกดดันต่อผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก ตั้งแต่นิวซีแลนด์ไปจนถึงสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากสกุลเงินที่อ่อนค่าทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น แม้ราคาพลังงานจะปรับลดลง แต่ราคาอาหาร การเดินทาง และบริการต่าง ๆ ยังอยู่ในระดับสูง

ในเอเชีย เงินวอนของเกาหลีใต้ร่วงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่หลายประเทศเกิดใหม่ เช่น อินเดีย ต้องเข้าแทรกแซงตลาดเงินหรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่า

ข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐ (CFTC) ระบุว่า นักลงทุนเก็งกำไรเพิ่มสถานะซื้อสุทธิ (Net Long Position) ในดอลลาร์ราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่การเริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเป็นการเพิ่มขึ้นของสถานะซื้อในช่วงครึ่งปีแรกที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ CFTC เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2555

นายโจเซฟ เพอร์เทล ผู้จัดการกองทุนของ Neuberger มองว่า ในระยะสั้น ดอลลาร์ยังมีโอกาสแข็งค่าต่อจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น แม้ในระยะยาวจะยังมีความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐก็ตาม

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐยังคงออกมาดีกว่าคาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็แข็งแกร่งเกินคาด ส่งผลให้ Morgan Stanley ประเมินว่า หากตลาดยังคงให้น้ำหนักกับการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของ Fed เงินยูโรอาจอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.10 ดอลลาร์ในระยะสั้น จากปัจจุบันที่เคลื่อนไหวบริเวณ 1.135 ดอลลาร์

นอกจากนี้กระแสการลงทุนด้าน AI และการเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ SpaceX ยังดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนสหรัฐอย่างต่อเนื่อง โดย Bank of America ประเมินว่า นับตั้งแต่ต้นปีมีเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐแล้วกว่า 341,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 134,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

นักวิเคราะห์มองว่าสหรัฐยังคงได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลรองรับ AI รวมถึงเป็นฐานของบริษัทชั้นนำด้านคอมพิวเตอร์ควอนตัม ส่งผลให้เงินทุนทั่วโลกยังคงไหลเข้าสหรัฐอย่างต่อเนื่อง

นายมาบรูก เชตูอาน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การตลาดของ Natixis Investment Management กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตจะขึ้นอยู่กับศักยภาพด้านเทคโนโลยี กำลังการประมวลผล พลังงาน และแรงงาน ซึ่งสหรัฐเป็นประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุด จึงยังคงเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ พร้อมระบุว่าผู้ชนะจะได้ทุกอย่าง (The winner takes it all)

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...