ESG Bond ไทยครึ่งแรกปี 69 โต 14.7% แตะ 1.16 แสนล้าน จับตา 3 ปัจจัยกดดันครึ่งปีหลัง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยตลาดตราสารหนี้ ESG ครึ่งแรกปี 2569 ยังขยายตัว 14.7% แตะ 1.16 แสนล้านบาท โดยแรงหนุนหลักมาจากภาครัฐและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ขณะที่ภาคเอกชนยังกระจุกตัวในกลุ่มพลังงานและขนส่ง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มทั้งปีอาจไม่เติบโตหวือหวาเหมือนปีก่อน จากแรงส่งภาคเอกชนที่ยังจำกัด Greenium แคบลง และเศรษฐกิจชะลอตัว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตลาดตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (ESG Bond) ของไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ยังคงเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้แนวโน้มตลอดทั้งปีอาจไม่เร่งตัวเท่าปี 2568 เนื่องจากยังต้องเผชิญปัจจัยกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะการระดมทุนของภาคเอกชนที่ยังไม่กระจายตัว
ข้อมูลระบุว่า ช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มีการออกตราสารหนี้ ESG ใหม่รวม 116,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 101,300 ล้านบาท สะท้อนว่า ตลาดยังขยายตัวได้ แม้แรงส่งหลักจะมาจากผู้ระดมทุนเพียงบางกลุ่ม
ภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด ESG Bond
หากจำแนกตามประเภทผู้ออกตราสาร พบว่า ภาครัฐยังครองสัดส่วนสูงสุด 60.8% ของมูลค่าการออกทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นการออกพันธบัตรเพื่อปรับโครงสร้างหนี้จากมาตรการเยียวยาผลกระทบช่วงโควิด-19
รองลงมาคือ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) คิดเป็น 17.2% ขณะที่ภาคเอกชนมีสัดส่วน 21.9% ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจพลังงานและขนส่ง
เมื่อพิจารณาตามสาขาธุรกิจ พบว่ากลุ่ม พลังงาน มีสัดส่วน 12.0% ของมูลค่าการออกตราสารทั้งหมด โดยระดมทุนเพื่อลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน ส่วนกลุ่ม ขนส่ง มีสัดส่วน 6.9% เพื่อใช้พัฒนาโครงการขนส่งพลังงานสะอาด
สถิติย้อนหลังสะท้อนตลาดเติบโตต่อเนื่อง
ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ตลาด ESG Bond ของไทยขยายตัวต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าการออกตราสารใหม่ดังนี้
- ปี 2562 จำนวน 23,000 ล้านบาท
- ปี 2563 จำนวน 86,400 ล้านบาท
- ปี 2564 จำนวน 168,800 ล้านบาท
- ปี 2565 จำนวน 214,029 ล้านบาท
- ปี 2566 จำนวน 179,866 ล้านบาท
- ปี 2567 จำนวน 176,333 ล้านบาท
- ปี 2568 จำนวน 208,404 ล้านบาท
ส่วนครึ่งแรกปี 2569 มูลค่าการออกตราสารอยู่ที่ 116,205 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568
3 ปัจจัยกดดัน ทำตลาด ESG Bond ปีนี้อาจโตไม่แรง
แม้ครึ่งแรกของปีจะขยายตัวได้ดี แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แนวโน้มตลอดปี 2569 ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปัจจัยกดดันสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
ประการแรก หากช่วงครึ่งปีหลังไม่มีการออกตราสารขนาดใหญ่จากภาครัฐหรือผู้ออกหลักเพิ่มเติม ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางถึงระยะยาวยังทรงตัวในระดับสูง หรือปรับเพิ่มตามตลาดโลก อาจทำให้การระดมทุนชะลอลง
ประการที่สอง ส่วนต่างต้นทุนการระดมทุน (Greenium) ระหว่าง ESG Bond กับตราสารหนี้ทั่วไปลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า Greenium ลดลงจากประมาณ 19 basis points (bps) ในปี 2562 เหลือเพียง 2 bps ในปี 2568 ส่งผลให้แรงจูงใจด้านต้นทุนในการออกตราสาร ESG ลดน้อยลง
ประการสุดท้าย ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาจทำให้ภาคธุรกิจชะลอแผนลงทุนใหม่ ส่งผลให้ความต้องการระดมทุนผ่าน ESG Bond ลดลงตามไปด้วย