“ล้อเดียว” ตะลุยเมียนมา ผ่านโค้งนับพันสู่ “อินเล”
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นช่วงบ่ายแก่ ๆ โดยคณะล้อเดียวรวมตัวกัน ณ บริษัท นิวอนุชา แทรเวล แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ย่านปทุมธานี กระเป๋าเดินทางใบโตและอุปกรณ์คู่ใจถูกลำเลียงขึ้นรถเรียบร้อย สมาชิกก็พร้อมขึ้นประจำที่บนรถบัส มุ่งหน้าสู่ อ.แม่สาย เวลาราว 12 ชั่วโมง กับระยะทาง 833 กิโลเมตร
แทนที่จะไปนั่งรอเวลาเปิดด่าน เมื่อเข้าสู่เขตจงหวัดเชียงรายแล้ว หากจะผ่านเลย “วัดร่องขุ่น” แลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดไปก็จะเสียเที่ยว วัดสีขาวที่สวยราววิมานบนสรวงสวรรค์ แต่แฝงไปด้วยคติธรรมมากมายแห่งนี้ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ได้บูรณะจากวัดเก่าเล็ก ๆ ที่สภาพค่อนข้างทรุดโทรม โดยออกแบบใหม่และใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 13 ปี โดยมีพระอุโบสถสีขาวสะอาดตาเป็นจุดเด่นสำคัญ ทั้งสถาปัตยกรรมอันวิจิตรและลายปูนปั้นสุดอลังการ แถมวันนี้ยังเพิ่มเติมด้วยอุทยานพระพิฆเนศ อาคารสีทองอร่ามจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระพิฆเนศ และมีหอพระพิฆเนศสีทองตั้งอยู่กลางน้ำ ถ้ำศิลป์ผลงานประติมากรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดของพระพุทธศาสนา แล้วยังมีห้องนิทรรศการภาพวาด หอศิลป์ และห้องแสดงภาพ ที่จัดแสดงภาพศิลปะของอาจารย์เฉลิมชัยให้ชม
ได้ชมวัด ได้ชมผลงานศิลปะจนหนำใจแล้ว ชาวคณะยังโชคดีได้พบกับ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินผู้สร้างสรรค์ตัวเป็น ๆ ด้วยอีกต่างหาก นอกจากจะพูดคุยด้วยอย่างเป็นกันเองยังให้เกียรติร่วมถ่ายภาพกับคณะล้อเดียวในชุดทีมด้วย
ออกจากวัดไปแวะเติมพลังเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางข้ามพรมแดนที่ด่านแม่สาย สู่ด่านท่าขี้เหล็กของเมียนมาอย่างเป็นทางการ โดยมีรถบัสของเมียนมามารอรับช่วงต่อ พาไปตามเส้นทาง R3B มอเตอร์เวย์ ถนนสายเศรษฐกิจที่เชื่อมไทย เมียนมา และจีนเข้าด้วยกัน โดยเริ่มจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ข้ามไปท่าขี้เหล็ก เมียนมา ผ่านเชียงตุง และเข้าสู่จีนที่ด่านต้าลั่ว (Daluo)
วันนี้เส้นทางที่ว่าเป็นเส้นทางค้าขายสำคัญของไทย แต่อีกฐานะนี่คือ เส้นทางสายประวัติศาสตร์ เพราะในอดีตเคยเป็นเส้นทางเดินทัพสมัย ร.4 และเคยเป็นส่วนหนึ่งของไทยในชื่อ "สหรัฐไทยเดิม" หรือ “สหรัฐไทยใหญ่” อดีตดินแดนในเขตรัฐฉานที่ประเทศไทยเคยยึดกลับคืนมาได้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษเมื่อปี พ.ศ. 2485 มีผู้ว่าราชการจังหวัดไปปกครองเหมือนพื้นที่ทั่วไปมีพื้นที่กว่า 65,000 ตารางกิโลเมตร แต่ครอบครองดินแดนเพียง 3 ปี 4 เดือน ต้องคืนดินแดนนี้ให้ฝ่ายสัมพันธมิตรในปี พ.ศ. 2488 หลังสงครามสงบ ปัจจุบันพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเมียนมา
ช่วงบ่ายคณะเด็กซนกลุ่มนนท์ก็เดินทางถึง “เชียงตุง” เมืองหลวงแห่งรัฐฉานใต้ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี แล้วล้อเดียวที่พกมาด้วยก็ได้เวลาออกลัดเลาะชมเมือง ชมวัดวาอาราม ศิลปะไทเขินและพม่าอย่างลงตัว แวะทดสอบต้นยางยักษ์สูงตระหง่านกว่า 80 เมตร ว่าขนาด 10 คนโอบจริงหรือไม่ ว่ากันว่าต้นยางนี้ปลูกมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอลองพญา ก่อนจะเข้ากราบนมัสการ “พระมหามัยมุนี” ที่ “วัดพระเจ้าหลวง” พระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์องค์จำลองที่สร้างเลียนแบบมาจากองค์จริงในเมืองมัณฑะเลย์ ที่ว่ากันว่าเป็นพระพุทธรูปมีชีวิต เพราะชาวเมียนมาเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้ประทานลมหายใจใส่ลงไปในองค์พระ จึงต้องมีการทำพิธีล้างพระพักตร์ (ล้างหน้า) และแปรงฟันทุกเช้าเหมือนมนุษย์
ก่อนจะไปสักการะ “พระยืนเมืองเชียงตุง” ที่คนไทยมักเรียกกันว่า "พระชี้นิ้ว" พระพุทธรูปปางชี้อสุภะ หมายถึง ชี้ความไม่งามของสังขาร ประดิษฐานอยู่ที่ “วัดจอมสัก” บนเนินเขาจอมสัก องค์พระมีความสูงประมาณ 20 เมตร พระหัตถ์ขวายื่นชี้ไปทางใจกลางเมืองเชียงตุงและหนองตุง ตำแหน่งที่ตั้งคุ้มหลวงเดิม บ้างเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปปางทำนายที่ชี้นิ้วบอกทางเพื่อนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่บ้านเมือง แต่ชาวเชียงตุงบางส่วนเชื่อว่า ทหารพม่าสร้างขึ้นเพื่อสาปแช่งและกดข่มเมืองเชียงตุงไม่ให้เป็นอิสระ
เช้าวันต่อมาก็ได้เวลากล่าวอำลาเมืองเชียงตุง เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองเป็งและกุ๋นเฮง แม้ระยะทางรวมแล้วเพียงแค่ 260 กิโลเมตร แต่กลับต้องใช้เวลายาวนานกว่า 12 ชั่วโมง ชาวล้อเดียวต่างให้คำนิยามว่าเป็นเส้นทาง “สูง เสียว สวย” เพราะแม้จะวัดใจแต่ยังมีจุดชมวิวทะเลหมอกที่มาช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าระหว่างเส้นทาง กว่าจะเดินทางเข้าใกล้เมืองกุ๋นเฮงก็บ่ายแก่มากแล้ว กิฟท์-นิรดา จุลโลบล บรรณาธิการบริหาร Autovisionmag.com ผู้นำทริป ให้สัญญาณเตรียมตัวแต่งองค์ทรงเครื่องให้พร้อม เพื่อให้ชาวคณะพาล้อเดียววิ่งเข้าเมือง
ขบวนล้อเดียวพากันทยอยข้ามแม่น้ำสาละวินอันยิ่งใหญ่ ก่อนจะต่อด้วยเส้นทางไกลอีกราว 35 กิโลเมตร โดยมีจุดหมายอยู่ที่ที่พัก
“เมืองกุ๋นเฮง” หรือ “เมืองพันเกาะ” อยู่ในเขตรัฐฉาน โดยตั้งอยู่ในจังหวัดดอยแหลม ที่ได้ชื่อว่าเมืองพันเกาะเพราะตั้งอยู่ริมแม่น้ำป๋าง สาขาสำคัญของแม่น้ำสาละวิน ประกอบด้วยเกาะแก่งน้อยใหญ่มากมาย ทำให้ดูคล้ายกับเกาะเป็นพัน ๆ เกาะกลางสายน้ำ
ค่ำคืนที่เมืองกุ๋ยเฮงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่จุดหมายสำคัญกำลังใกล้เข้ามา บนเส้นทางสู่ทะเลสาบอินเล ชาวคณะมีโอกาสได้แวะอุ่นเครื่องล้อเดียวที่ “เมืองตองจี” หรือ “ตองยี” เมืองหลวงของรัฐฉาน ชื่อเมืองหมายถึง “ภูเขาใหญ่” ในภาษาพม่า ด้วยความที่ล้มอรอบด้วยภูเขาและสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 4,712 ฟุต ที่นี่จึงมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี
ด้วยเวลาอันจำกัดเพราะจุดหมายยังรออยู่ชาวคณะจึงได้เพียงแวะ “เจดีย์สุระมณี” หรือ “เจดีย์สูลามุนี” เจดีย์สีขาวที่ตั้งอยู่ในเมืองตองจี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2537 เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีของเมือง โดยถอดแบบสถาปัตยกรรมมาจาก "อนันทเจดีย์" ในเมืองพุกาม เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปยังจุดชมวิวเมืองตองจีที่จะมองเห็นบ้านเรือนและหุบเขา ไม่ได้ไป ตลาดห้าวัน ตลาดพื้นเมืองที่ชาวไทใหญ่และชนเผ่าต่าง ๆ จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนนำสินค้ามาขาย รวมถึงทะเลสาบน้ำสีฟ้า ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันงดงาม
แล้วในที่สุด “ทะเลสาบอินเล” ปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ก็มาถึง วินาทีที่เช็คอินเข้าที่พักริมทะเลสาบ ทุกคนต่างหลุดปากร้อง "ว้าว!" ออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ห้องพักวิวหลักล้านคุ้มค่ากับความเหนื่อยยากที่นั่งรถข้ามเขามาหลายร้อยกิโลเมตร
แล้วก็ได้เวลาแปลงกายเป็นชาวพื้นเมือง ทุกคนพร้อมใจกันสวมชุดประจำชาติลงเรือหางยาวลำละ 5-6 คน พร้อมเสื้อชูชีพ มุ่งหน้าสู่ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ระหว่างทางเรือแล่นผ่านวิถีชีวิตชาวอินตาที่พายเรือด้วยเท้าอันเป็นเอกลักษณ์
ชาวคณะมีโอกาสได้เข้ากราบนมัสการ “พระบัวเข็ม” หรือ “พระผ่องด่ออู” พระพุทธรูปไม้จันทน์หอม 5 องค์ที่องค์จริงขยายใหญ่ขึ้นถึง 6 เท่าจากทองคำเปลวแห่งศรัทธา ก่อนจะไปล่องเรือชมวิถีชีวิตทั้งหมู่บ้านผลิตเครื่องเงิน โรงงานตีมีดโบราณ และศูนย์ทอผ้าพื้นเมืองจากใยบัวและไหม ลวดลายประณีตงดงาม ตกเย็นเมื่อกลับถึงฝั่ง ชาวคณะก็พร้อมใจกันนำล้อเดียวคู่ใจออกไปชมเมืองและชมพระอาทิตย์ตกดินร่วมกัน
แล้วก็ได้เวลาเดินทางกลับ แม้จะเป็นเส้นทางเดิมที่ย้อนกลับไป และต้องใช้เวลาอีก 2 วันเต็ม ๆ บนรถบัสข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่า แต่เพราะความทรงจำอันงดงามและมิตรภาพระหว่างทางที่เด็กซนกลุ่มนนท์ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านโค้งนับพัน ผ่านทางเสียวและสวยมาด้วยกัน เชื่อว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งบันทึกในความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนของทุกคน