โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

“ล้อเดียว” ตะลุยเมียนมา ผ่านโค้งนับพันสู่ “อินเล”

เดลินิวส์

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
การเดินทาง […]

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นช่วงบ่ายแก่ ๆ โดยคณะล้อเดียวรวมตัวกัน ณ บริษัท นิวอนุชา แทรเวล แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ย่านปทุมธานี กระเป๋าเดินทางใบโตและอุปกรณ์คู่ใจถูกลำเลียงขึ้นรถเรียบร้อย สมาชิกก็พร้อมขึ้นประจำที่บนรถบัส มุ่งหน้าสู่ อ.แม่สาย เวลาราว 12 ชั่วโมง กับระยะทาง 833 กิโลเมตร

แทนที่จะไปนั่งรอเวลาเปิดด่าน เมื่อเข้าสู่เขตจงหวัดเชียงรายแล้ว หากจะผ่านเลย “วัดร่องขุ่น” แลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดไปก็จะเสียเที่ยว วัดสีขาวที่สวยราววิมานบนสรวงสวรรค์ แต่แฝงไปด้วยคติธรรมมากมายแห่งนี้ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ได้บูรณะจากวัดเก่าเล็ก ๆ ที่สภาพค่อนข้างทรุดโทรม โดยออกแบบใหม่และใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 13 ปี โดยมีพระอุโบสถสีขาวสะอาดตาเป็นจุดเด่นสำคัญ ทั้งสถาปัตยกรรมอันวิจิตรและลายปูนปั้นสุดอลังการ แถมวันนี้ยังเพิ่มเติมด้วยอุทยานพระพิฆเนศ อาคารสีทองอร่ามจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระพิฆเนศ และมีหอพระพิฆเนศสีทองตั้งอยู่กลางน้ำ ถ้ำศิลป์ผลงานประติมากรรมสร้างสรรค์ตามแนวคิดของพระพุทธศาสนา แล้วยังมีห้องนิทรรศการภาพวาด หอศิลป์ และห้องแสดงภาพ ที่จัดแสดงภาพศิลปะของอาจารย์เฉลิมชัยให้ชม

ได้ชมวัด ได้ชมผลงานศิลปะจนหนำใจแล้ว ชาวคณะยังโชคดีได้พบกับ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินผู้สร้างสรรค์ตัวเป็น ๆ ด้วยอีกต่างหาก นอกจากจะพูดคุยด้วยอย่างเป็นกันเองยังให้เกียรติร่วมถ่ายภาพกับคณะล้อเดียวในชุดทีมด้วย

ออกจากวัดไปแวะเติมพลังเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางข้ามพรมแดนที่ด่านแม่สาย สู่ด่านท่าขี้เหล็กของเมียนมาอย่างเป็นทางการ โดยมีรถบัสของเมียนมามารอรับช่วงต่อ พาไปตามเส้นทาง R3B มอเตอร์เวย์ ถนนสายเศรษฐกิจที่เชื่อมไทย เมียนมา และจีนเข้าด้วยกัน โดยเริ่มจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ข้ามไปท่าขี้เหล็ก เมียนมา ผ่านเชียงตุง และเข้าสู่จีนที่ด่านต้าลั่ว (Daluo)

วันนี้เส้นทางที่ว่าเป็นเส้นทางค้าขายสำคัญของไทย แต่อีกฐานะนี่คือ เส้นทางสายประวัติศาสตร์ เพราะในอดีตเคยเป็นเส้นทางเดินทัพสมัย ร.4 และเคยเป็นส่วนหนึ่งของไทยในชื่อ "สหรัฐไทยเดิม" หรือ “สหรัฐไทยใหญ่” อดีตดินแดนในเขตรัฐฉานที่ประเทศไทยเคยยึดกลับคืนมาได้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษเมื่อปี พ.ศ. 2485 มีผู้ว่าราชการจังหวัดไปปกครองเหมือนพื้นที่ทั่วไปมีพื้นที่กว่า 65,000 ตารางกิโลเมตร แต่ครอบครองดินแดนเพียง 3 ปี 4 เดือน ต้องคืนดินแดนนี้ให้ฝ่ายสัมพันธมิตรในปี พ.ศ. 2488 หลังสงครามสงบ ปัจจุบันพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเมียนมา

ช่วงบ่ายคณะเด็กซนกลุ่มนนท์ก็เดินทางถึง “เชียงตุง” เมืองหลวงแห่งรัฐฉานใต้ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี แล้วล้อเดียวที่พกมาด้วยก็ได้เวลาออกลัดเลาะชมเมือง ชมวัดวาอาราม ศิลปะไทเขินและพม่าอย่างลงตัว แวะทดสอบต้นยางยักษ์สูงตระหง่านกว่า 80 เมตร ว่าขนาด 10 คนโอบจริงหรือไม่ ว่ากันว่าต้นยางนี้ปลูกมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอลองพญา ก่อนจะเข้ากราบนมัสการ “พระมหามัยมุนี” ที่ “วัดพระเจ้าหลวง” พระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์องค์จำลองที่สร้างเลียนแบบมาจากองค์จริงในเมืองมัณฑะเลย์ ที่ว่ากันว่าเป็นพระพุทธรูปมีชีวิต เพราะชาวเมียนมาเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้ประทานลมหายใจใส่ลงไปในองค์พระ จึงต้องมีการทำพิธีล้างพระพักตร์ (ล้างหน้า) และแปรงฟันทุกเช้าเหมือนมนุษย์

ก่อนจะไปสักการะ “พระยืนเมืองเชียงตุง” ที่คนไทยมักเรียกกันว่า "พระชี้นิ้ว" พระพุทธรูปปางชี้อสุภะ หมายถึง ชี้ความไม่งามของสังขาร ประดิษฐานอยู่ที่ “วัดจอมสัก” บนเนินเขาจอมสัก องค์พระมีความสูงประมาณ 20 เมตร พระหัตถ์ขวายื่นชี้ไปทางใจกลางเมืองเชียงตุงและหนองตุง ตำแหน่งที่ตั้งคุ้มหลวงเดิม บ้างเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปปางทำนายที่ชี้นิ้วบอกทางเพื่อนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่บ้านเมือง แต่ชาวเชียงตุงบางส่วนเชื่อว่า ทหารพม่าสร้างขึ้นเพื่อสาปแช่งและกดข่มเมืองเชียงตุงไม่ให้เป็นอิสระ

เช้าวันต่อมาก็ได้เวลากล่าวอำลาเมืองเชียงตุง เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองเป็งและกุ๋นเฮง แม้ระยะทางรวมแล้วเพียงแค่ 260 กิโลเมตร แต่กลับต้องใช้เวลายาวนานกว่า 12 ชั่วโมง ชาวล้อเดียวต่างให้คำนิยามว่าเป็นเส้นทาง “สูง เสียว สวย” เพราะแม้จะวัดใจแต่ยังมีจุดชมวิวทะเลหมอกที่มาช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าระหว่างเส้นทาง กว่าจะเดินทางเข้าใกล้เมืองกุ๋นเฮงก็บ่ายแก่มากแล้ว กิฟท์-นิรดา จุลโลบล บรรณาธิการบริหาร Autovisionmag.com ผู้นำทริป ให้สัญญาณเตรียมตัวแต่งองค์ทรงเครื่องให้พร้อม เพื่อให้ชาวคณะพาล้อเดียววิ่งเข้าเมือง

ขบวนล้อเดียวพากันทยอยข้ามแม่น้ำสาละวินอันยิ่งใหญ่ ก่อนจะต่อด้วยเส้นทางไกลอีกราว 35 กิโลเมตร โดยมีจุดหมายอยู่ที่ที่พัก

“เมืองกุ๋นเฮง” หรือ “เมืองพันเกาะ” อยู่ในเขตรัฐฉาน โดยตั้งอยู่ในจังหวัดดอยแหลม ที่ได้ชื่อว่าเมืองพันเกาะเพราะตั้งอยู่ริมแม่น้ำป๋าง สาขาสำคัญของแม่น้ำสาละวิน ประกอบด้วยเกาะแก่งน้อยใหญ่มากมาย ทำให้ดูคล้ายกับเกาะเป็นพัน ๆ เกาะกลางสายน้ำ

ค่ำคืนที่เมืองกุ๋ยเฮงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่จุดหมายสำคัญกำลังใกล้เข้ามา บนเส้นทางสู่ทะเลสาบอินเล ชาวคณะมีโอกาสได้แวะอุ่นเครื่องล้อเดียวที่ “เมืองตองจี” หรือ “ตองยี” เมืองหลวงของรัฐฉาน ชื่อเมืองหมายถึง “ภูเขาใหญ่” ในภาษาพม่า ด้วยความที่ล้มอรอบด้วยภูเขาและสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 4,712 ฟุต ที่นี่จึงมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

ด้วยเวลาอันจำกัดเพราะจุดหมายยังรออยู่ชาวคณะจึงได้เพียงแวะ “เจดีย์สุระมณี” หรือ “เจดีย์สูลามุนี” เจดีย์สีขาวที่ตั้งอยู่ในเมืองตองจี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2537 เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีของเมือง โดยถอดแบบสถาปัตยกรรมมาจาก "อนันทเจดีย์" ในเมืองพุกาม เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปยังจุดชมวิวเมืองตองจีที่จะมองเห็นบ้านเรือนและหุบเขา ไม่ได้ไป ตลาดห้าวัน ตลาดพื้นเมืองที่ชาวไทใหญ่และชนเผ่าต่าง ๆ จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนนำสินค้ามาขาย รวมถึงทะเลสาบน้ำสีฟ้า ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันงดงาม

แล้วในที่สุด “ทะเลสาบอินเล” ปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ก็มาถึง วินาทีที่เช็คอินเข้าที่พักริมทะเลสาบ ทุกคนต่างหลุดปากร้อง "ว้าว!" ออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ห้องพักวิวหลักล้านคุ้มค่ากับความเหนื่อยยากที่นั่งรถข้ามเขามาหลายร้อยกิโลเมตร

แล้วก็ได้เวลาแปลงกายเป็นชาวพื้นเมือง ทุกคนพร้อมใจกันสวมชุดประจำชาติลงเรือหางยาวลำละ 5-6 คน พร้อมเสื้อชูชีพ มุ่งหน้าสู่ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ระหว่างทางเรือแล่นผ่านวิถีชีวิตชาวอินตาที่พายเรือด้วยเท้าอันเป็นเอกลักษณ์

ชาวคณะมีโอกาสได้เข้ากราบนมัสการ “พระบัวเข็ม” หรือ “พระผ่องด่ออู” พระพุทธรูปไม้จันทน์หอม 5 องค์ที่องค์จริงขยายใหญ่ขึ้นถึง 6 เท่าจากทองคำเปลวแห่งศรัทธา ก่อนจะไปล่องเรือชมวิถีชีวิตทั้งหมู่บ้านผลิตเครื่องเงิน โรงงานตีมีดโบราณ และศูนย์ทอผ้าพื้นเมืองจากใยบัวและไหม ลวดลายประณีตงดงาม ตกเย็นเมื่อกลับถึงฝั่ง ชาวคณะก็พร้อมใจกันนำล้อเดียวคู่ใจออกไปชมเมืองและชมพระอาทิตย์ตกดินร่วมกัน

แล้วก็ได้เวลาเดินทางกลับ แม้จะเป็นเส้นทางเดิมที่ย้อนกลับไป และต้องใช้เวลาอีก 2 วันเต็ม ๆ บนรถบัสข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่า แต่เพราะความทรงจำอันงดงามและมิตรภาพระหว่างทางที่เด็กซนกลุ่มนนท์ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านโค้งนับพัน ผ่านทางเสียวและสวยมาด้วยกัน เชื่อว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งบันทึกในความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนของทุกคน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...