โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก Salò (1975) ถึง A Serbian Film (2010) การเมืองเรื่องของหนังที่ ‘โดนแบน’

The Momentum

อัพเดต 05 มิ.ย. เวลา 15.30 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. เวลา 09.15 น. • THE MOMENTUM

Salò, or the 120 Days of Sodom (1975) หนึ่งในภาพยนตร์ที่อื้อฉาวที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกโดย ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี (Pier Paolo Pasolini) เพิ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน พร้อมเงื่อนไขจำกัดอายุผู้เข้าชมที่ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป และมีการตรวจบัตรประชาชนหน้าโรงอย่างเคร่งครัด

5 ทศวรรษก่อน เมื่อตัวหนังออกฉายใหม่ๆ ที่เทศกาลภาพยนตร์ปารีส หนังก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรุนแรงและความน่าสะอิดสะเอียน มิหนำซ้ำ เมื่อมันฉายในประเทศบ้านเกิดที่อิตาลี หนังก็ยืนโรงได้เพียงไม่กี่วันก่อนจะถูกสั่งห้ามฉายเด็ดขาดด้วยเหตุผลเรื่องความรุนแรง และเป็นไปได้ว่า อาจเพราะเนื้อหาที่พูดถึงระบอบฟาสซิสต์อย่างเผ็ดร้อนด้วย

ทั้งนี้ หนังพูดถึงชายชนชั้นนำ 4 ราย ที่สั่งให้ทหารไปจับตัวเด็กหนุ่มและเด็กสาว 18 ราย ให้มาอยู่รวมกันในคฤหาสถ์แห่งหนึ่ง ภายใต้กฎเกณฑ์วิปริตที่พวกเขาเขียนขึ้นมา เช่น ทุกคนต้องเสพสังวาสกันตลอดเวลา ห้ามเอ่ยถึงหรือทำพิธีกรรมใดทางศาสนา ต้องทำตามทุกความอุจาดและอุบาทว์ที่พวกเขาสั่งโดยไม่มีข้อแม้ ฯลฯ และเมื่อเวลาล่วงผ่าน กฎเกณฑ์ดังกล่าวก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับชะตากรรมที่ตัวละครต้องเผชิญ

ปาโซลินีตั้งใจทำหนังเพื่อวิพากษ์ระบอบฟาสซิสต์ที่ก่อร่างสร้างตัวอย่างแข็งแกร่งในอิตาลีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสำหรับเขา มันถือเป็นจุดด่างพร้อยใหญ่ของประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจมองข้ามได้ โดยเฉพาะการเถลิงอำนาจของ เบนิโต มุสโสลินี (Benito Mussolini)

ผู้นำพรรคชาตินิยมฟาสซิสต์ที่พาอิตาลีสยบยอมต่อนาซีเยอรมัน Salò จึงพูดถึงความละโมบและวิปริตของเหล่าผู้นำ กับชะตากรรมของคนหนุ่มสาวภายใต้กฎเกณฑ์เพี้ยนประหลาดที่พวกเขาออกแบบ (ซึ่งลงเอยด้วยความรุนแรงและความตายดังที่เห็น)

มากไปกว่านั้น หนังยังตั้งคำถามต่อลัทธิบริโภคนิยมที่เติบโตขึ้นในอิตาลีหลังสงครามสิ้นสุด และเป็นสิ่งที่ปาโซลินีมองว่า น่าสะอิดสะเอียนไม่น้อยไปกว่าระบอบฟาสซิสต์ และถ่ายทอดประเด็นนี้ผ่าน ‘การกินของเสีย’ อันไม่น่ามอง (ที่ว่าไปแล้วก็ถือเป็นหนึ่งในฉากจำของหนัง)

อย่างไรก็ตาม Salò ถูกแบนยับเยินในหลายประเทศ อันเนื่องมาจากงานภาพที่สำแดงความรุนแรงแทบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะการฆาตกรรม การข่มขืน หรือการทรมานคนหนุ่มสาวในหนัง โดยหนังเคยเข้าฉายที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 1977 โดยไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์แห่งอังกฤษ (British Board of Film Classification: BBFC) และทำให้ตำรวจลงที่โรงภาพยนตร์จนกลายเป็นข่าวใหญ่แทบจะทันที (หนังได้รับการจัดจำหน่ายและจัดฉายอย่างถูกกฎหมายในอังกฤษอีกทีก็ปี 2000)

ขณะที่ในสหรัฐอเมริกานั้น หนังเรื่องนี้ถูกฉายแบบจำกัดโรงในบางรัฐ และเคยเกิดเรื่องวุ่นขึ้นในปี 1994 ที่โอไฮโอ เมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่าหนังมา และบุกจับเจ้าของร้านด้วยข้อหาจัดจำหน่ายสินค้าอนาจาร (Pandering) ที่ทำให้ศิลปินและคนทำหนังมากมาย หนึ่งในนั้นคือ มาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) ออกมาร่วมลงนามให้ปล่อยตัวเจ้าของร้าน และระบุว่า Salò เป็นภาพยนตร์ที่บันทึกประวัติศาสตร์และมีคุณค่าทางศิลปะอย่างไร (ทั้งนี้ ศาลยกฟ้องคดีนี้ในที่สุดจ้า)

กรณีอย่าง Salò และเนื้อหา ตลอดจนงานภาพที่ว่าด้วยความรุนแรงและการใช้อำนาจ เมื่อมองด้วยสายตาของปัจจุบันก็อาจยังพอเข้าใจได้ ว่าทำไมหนังจึงถูกแบนหรือเต็มไปด้วยความอื้อฉาวในขวบปีที่มันออกฉาย แต่หนังบางเรื่องจำเป็นต้องอาศัยบริบททางประวัติศาสตร์ในการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของ ‘คำสั่งห้าม’ ในเวลานั้น

และหนึ่งในหนังที่ว่าคือ Battleship Potemkin(1925) หนังเงียบของสหภาพโซเวียต ที่ได้รับการยกย่องเป็นวงกว้างว่า เป็นหนังที่สลักสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ทั้งยังเป็นหนังที่เลื่องลือในแง่การตัดต่อ โดยเฉพาะทฤษฎีมอนทาจ (Montage) แบบโซเวียต ที่หมายถึงการนำภาพมาลำดับเรียงเพื่อให้เกิดความหมายใหม่ และถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในโลกภาพยนตร์ในเวลาต่อมา

หนังกำกับโดย เซอร์เกย์ ไอเซนสไตน์ (Sergei Eisenstein) ดัดแปลงมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงปฏิวัติรัสเซียปี 1905 เมื่อลูกเรือของเรือประจัญบาน ‘โปติออมกิน’ แห่งจักรวรรดิรัสเซีย ลุกขึ้นมาก่อกบฏต่อผู้บังคับบัญชา โดยในช่วงเวลาของการเกิดเหตุนั้น เป็นช่วงสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ที่รัสเซียเพิ่งพ่ายแพ้หมดรูปในยุทธนาวีที่ช่องแคบสึชิมะ (Battle of Tsushima) ทำให้ขวัญกำลังใจของนายทหารรัสเซียถดถอย บรรยากาศในกองทัพตึงเครียด เช่นเดียวกับเหล่านายทหารในเรือรบโปติออมกิน และซ้ำหนักด้วยสภาพความเป็นอยู่ชวนหดหู่ถึงขีดสุด มีรายงานว่า ชนวนสำคัญของการลุกขึ้นก่อกบฏคือ ซุปบอร์ช (Borscht) ที่นายครัวทำมานั้น เน่าเละและมีหนอนขึ้นจนเหล่าทหารเกณฑ์ไม่ยอมกิน และทำให้รองผู้บัญชาการเรือออกคำสั่งว่า เขาจะยิงใครก็ตามที่ไม่ยอมกินซุปบอร์ชที่ว่านี้

เหตุการณ์ดังกล่าวลงเอยด้วยการนองเลือด รองผู้บัญชาการเสียชีวิตหลังปะทะกับเหล่าทหารเกณฑ์ ทั้งการก่อกบฏยังกระเพื่อมมาถึงชายฝั่ง เมื่อในตัวเมืองเต็มไปด้วยผู้คนนัดหยุดงานและก่อจลาจล เพื่อประท้วงผู้นำที่ทำให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากในช่วงสงคราม

ตัวหนังของเซอร์เกย์ ไอเซนสไตน์ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเรือโปติออมกิน ตัวละครหลักของหนังคือ อาฟาเนซี มาตูเชนโกกับกริกอรี วาคูลินชุก ซึ่งมีตัวตนอยู่จริงตามหน้าประวัติศาสตร์ และเป็นหัวขบวนหลักในการลุกขึ้นประท้วงความไม่เป็นธรรมบนเรือโปติออมกิน ทั้งหนังยังเล่าถึงคลื่นพายุแห่งการปฏิวัติที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์บนเรือรบ ซึ่งในเวลาต่อมา ขยับขยายกลายเป็นชนวนใหญ่ระหว่างประชาชนกับระบอบซาร์แห่งรัสเซีย

Battleship Potemkinออกฉายครั้งแรกที่มอสโกในปี 1925 และได้รับรายงานว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก รัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้จัดฉายเรื่องนี้อีกในโซเวียต ด้วยเหตุผลใกล้เคียงกันกับอีกหลายประเทศ ทั้งมีความเสี่ยงว่าฟิล์มต้นฉบับอาจสูญหายไปอย่างเงียบๆ หากตัวหนังไม่ได้รับการเผยแพร่เป็นวงกว้าง วลาดีมีร์ มายาคอฟสกี (Vladimir Mayakovsky) กวีคนสำคัญชาวรัสเซีย ต้องพยายามโน้มน้าวรัฐบาลให้จัดฉายหนัง Battleship Potemkinและย้ำว่าควรต้องพาหนังเรื่องนี้ออกฉายในต่างประเทศให้มากที่สุด นำไปสู่การจัดฉายที่เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และได้รับความนิยมระดับปรากฏการณ์

ทว่าเนื้อหาของภาพยนตร์ที่พูดถึงการก่อกบฏและการปฏิวัติ กลับไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลในหลายๆ ประเทศ ในสหรัฐฯ มันถูกสั่งแบนอันเนื่องมาจากเหตุผลว่า ‘ทำให้ทหารเรือชาวอเมริกันเห็นภาพวิธีการก่อกบฏ’ เช่นเดียวกับในเยอรมนีที่กระทรวงกลาโหมมีคำสั่งไม่ให้กองทัพรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้

ความตึงเครียดของการเมืองโลกในเวลาต่อมา โดยเฉพาะช่วงสงครามเย็น ทำให้ชะตากรรมของ Battleship Potemkinยังถูกจองจำอยู่ใต้การห้ามฉาย อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาล่วงผ่าน หลายประเทศก็ค่อยๆ ทยอยคลายความเข้มงวดที่มีต่อหนังลงได้ในที่สุด

สำหรับหนังฝั่งตะวันออก In the Realm of the Senses(1976)ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในหนังอีกเรื่องที่ถูกแบนเป็นวงกว้าง และถือเป็นหนังขึ้นชื่ออีกเรื่องของ นางิสะ โอชิมะ (Nagisa Oshima) คนทำหนังชาวญี่ปุ่นที่มักสำรวจความเป็นมนุษย์ผ่านเรื่องราวทางเพศ ความปรารถนาและเงื่อนไขทางสังคม ทั้งตัวหนังยังกลายเป็นคดีความ เมื่อรัฐบาลฟ้องโอชิมะฐานผลิตสื่อลามกอนาจาร ซึ่งจุดประเด็นทางสังคมว่าด้วย ‘ความอนาจาร’ และการเซนเซอร์ของญี่ปุ่นในเวลาต่อมาด้วย

ทั้งนี้ หนังดัดแปลงมาจากคดีสะเทือนขวัญในญี่ปุ่นปี 1936 ซาดะ อาเบะ เป็นอดีตเกอิชาที่ทำงานในโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของคือ อิชิดะ ชายที่ลุ่มหลงเธออย่างหนัก ก่อนที่ความสัมพันธ์อันเร่าร้อนของทั้งคู่จะลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม เมื่อซาดะสังหารเขาและตัดอวัยวะเพศของอิชิดะมาเก็บไว้ ก่อนที่เธอจะถูกจับกุมในเวลาต่อมา

In the Realm of the Sensesถูกพูดถึงในแง่ของฉากเซ็กซ์ที่ร้อนแรงสุดขีด โดยเฉพาะฉาก ‘ใส่ไข่’ ที่อิชิดะเอาไข่ไก่ใส่เข้าไปในช่องคลอดของซาดะ แล้วเธอก็เบ่งไข่ออกมาในภายหลัง นับเป็นฉากอื้อฉาวที่เป็นต้นตอให้หนังโดนแบนกระหน่ำในหลายๆ ประเทศ อย่างไรก็ตาม หนังก็เต็มไปด้วยการสำรวจอำนาจทางความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสามัญที่เคยเป็นเกอิชา กับชายชนชั้นกลางที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน ซึ่งบทบาทบนเตียงของทั้งคู่นั้นกลับหัวกลับหาง ทั้งความกระหายในการจะถูกกระทำของอิชิดะ กับความหมกมุ่นต่อความรุนแรงของซาดะที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฉากเซ็กซ์และความเดือดดาลของหนังถูกอ่านว่าเป็นภาพสะท้อนสังคมญี่ปุ่นหลังสงครามโลก ที่สภาพจิตใจของผู้คนเครียดสุดขีด และโหยหาการระบายความเครียด ความเศร้า หรือแม้แต่ความรุนแรงที่ตกค้างอยู่ในเนื้อตัว

หนังเต็มไปด้วยฉากเซ็กซ์ร้อนแรงหนักหน่วง แน่นอนว่ามันอีโรติก หากแต่มันไม่ได้ยั่วยวนหรือมีน้ำเสียงในการมุ่งปลุกเร้าอารมณ์คนดู ในทางกลับกัน โอชิมะถ่ายทอดความกระหายของซาดะกับอิชิดะด้วยสายตาเครียดเขม็ง ความสัมพันธ์ของพวกเขาเร่าร้อนเท่ากันกับที่มันตึงเครียด อาจจะพิจารณาได้ว่า เป็นการเอาคืนของหญิงชนชั้นล่างกับคนชนชั้นกลางที่เข้าหาเธอด้วยผลประโยชน์ หรือความสำนึกผิดของอิชิดะที่มีต่อเธอจนสยบยอมต่อความรุนแรงที่เลยขอบเขต หรือสำหรับนักวิจารณ์บางสำนักมองว่า ในห้องพักเล็กแคบที่ทั้งคู่ร่วมรักกันนั้น เป็นดินแดนแห่งเดียวที่ความจริง หรือคือการเมืองญี่ปุ่นในช่วงนั้น คือก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะย่างกรายมาถึง และเป็นดินแดนเปราะบางที่พร้อมแตกสลายได้ทุกเมื่อเชื่อวันด้วยเช่นกัน

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า โอชิมะถูกฟ้องว่าจัดทำและเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร โดยเขากล่าวในชั้นศาลว่า “สิ่งที่ปรากฏนั้นไม่มีอะไรเป็นความอนาจารเลย ความอนาจารคือสิ่งที่ถูกซุกซ่อนไว้ต่างหาก” โดยศาลตัดสินว่าเขาไม่มีความผิดในปี 1979 หรือหลังจากที่หนังออกฉายแล้วไม่กี่ปี ขณะที่ในเยอรมนีตะวันตก ความร้อนแรงของฉาก ‘ใส่ไข่’ ทำให้หนังถูกแบนยาวนาน จะฉายได้แค่ในเวอร์ชันตัดต่อใหม่ มาปรากฏอีกทีก็ในรูปแบบวิดีโอราวปี 1990 ส่วนเบลเยียมแบนหนังยาวจนถึงปี 1994 และไม่ได้แบนหนังเรื่องไหนเลยนับแต่นั้น

อย่างไรก็ตาม หนังในยุคร่วมสมัยที่อื้อฉาวและถูกแบนอย่างหนักคือ A Serbian Film (2010) โดย เซอร์จัน สปาโซเยวิช (Srdjan Spasojevic) คนทำหนังชาวเซอร์เบีย ที่ประเดิมงานกำกับด้วยการสร้างหนังที่ถูกแบนถล่มทลายในหลายประเทศ

A Serbian Film เล่าถึง ไมโลส อดีตนักแสดงหนังโป๊ที่เกษียณตัวเองแล้ว และใช้ชีวิตในภาวะขัดสนเงินทองกับเมียและลูกชายวัย 6 ขวบที่เบลเกรด เขาหวนกลับเข้าวงการอีกครั้งในหนังของ วุคเมียร์ ผู้กำกับหนังโป๊ที่หลงใหลในการแข็งตัวสุดอลังการของไอ้จู๋ของเขา และนั่นเอง คือต้นธารแห่งความวิปริตสุดขีดคลั่ง ที่พาทั้งตัวละครและคนดูข้ามเขตแดนของกฎหมายและศีลธรรมทั้งปวง

สิ่งที่ทำให้ A Serbian Filmถูกแบนกระจุย ไม่เพียงแต่งานภาพที่พาสายตาคนดูไปปะทะกับความรุนแรงอย่างไม่อินังขังขอบ แต่ทีท่าของมันที่พร่าเลือนระหว่างเรื่องแต่งกับฟุตเทจจริง หรือประเด็นที่พูดถึงการข่มขืน และการก่ออาชญากรรมหนักหน่วงในทุกรูปแบบที่จะจินตนาการ ก็มากพอที่จะทำให้หลายๆ รัฐพิจารณาว่ามันเป็นหนังที่ไม่สมควรออกฉายโดยเด็ดขาด

สปาโซเยวิชตั้งใจทำหนังเรื่องนี้เพื่อเสียดสีการเมืองในเซอร์เบีย (อันเป็นที่มาของชื่อเรื่องที่ราวกับจะบอกว่า ความวิปริตใดๆ ที่ปรากฏในหนัง คือความเป็นเซอร์เบีย) ตัวเขาเองเป็นหนึ่งในคนที่เติบโตมาในยุคสงครามยูโกสลาเวียช่วง 1991-2001 ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดคลื่นอพยพผู้คนมหาศาล หากแต่สงครามยังทำลายจิตใจผู้คนอย่างหนัก ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองของเซอร์เบียในทศวรรษให้หลัง ที่ทำให้สปาโซเยวิชพิจารณาว่า เซอร์เบียและความเมินเฉยของรัฐบาล คือนรกของประชาชนดีๆ นี่เอง ตัวละครไมโลส คือภาพของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องกัดฟันแลกวิญญาณ และยอมทำทุกสิ่งเพื่อหาเลี้ยงชีพ หรือกระทั่งต้องไหลไปกับความเลวร้ายทั้งปวงโดยไม่อาจต่อต้านอะไรได้

ขณะที่วุคเมียร์เอง หนังเล่าคร่าวๆ ว่า เขาเคยทำรายการเด็กให้รัฐบาล ก่อนจะใช้ความรู้ความสามารถด้านภาพยนตร์มาทำหนังโป๊วิปริตดังที่ปรากฏให้เห็น และไม่แยแสหากต้องหลอกล่อ วางยา ทำร้ายร่างกายหรือล่วงละเมิดผู้อื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งฟุตเทจมาทำเป็นหนังหรือศิลปะ A Serbian Filmจึงฉายความเน่าเฟะถึงราก ทั้งรัฐบาล วงการหนังและชีวิตผู้คนอย่างเจ็บแสบ

นอกจากนี้ สปาโซเยวิชยังเคยบอกว่า เขาทำหนังขึ้นมาเพื่อสภาศิลปะแห่งสหภาพยุโรป ที่ให้ทุนผู้กำกับไปสร้างหนัง เพื่อสร้างหนังซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยการร่วมใจกันของประเทศในคาบสมุทรบอลข่านยุคหลังสงคราม ซึ่งสำหรับเขาแล้ว ทีท่าของสภาศิลปะและสหภาพยุโรปนั้นปราศจากความจริงใจโดยสิ้นเชิง และ A Serbian Filmก็ถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อต่อต้านภาพลักษณ์แห่งความปรองดองเหล่านั้น

หนังฉายครั้งแรกในเทศกาลหนัง South by Southwest (SXSW) ในสหรัฐฯ มีรายงานว่า คนดูส่วนใหญ่ช็อกกันตาตั้ง อีกส่วนหนึ่งทนดูไม่ไหว และมีบางส่วนที่คิดว่า “หนังมันก็เจ๋งดี” ทิม ลีก (Tim League) โปรดิวเซอร์และผู้จัดจำหน่ายหนัง ให้ความเห็นว่า A Serbian Filmถือเป็นหนังที่ดูได้ตราบที่เราไม่ดูเรื่องนี้กับแม่หรือเมีย (…) ทั้งสำหรับเขาแล้ว มันยังเป็นหนังที่ทำให้คนดูรู้สึกเครียดและสะอิดสะเอียนมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ส่วนตัวหนังคว้าเรตติงห้ามไม่ให้ผู้ชมอายุต่ำกว่า 17 ปีรับชมในสหรัฐฯ ขณะที่ในออสเตรเลีย มันถูกสั่งห้ามฉายเด็ดขาด ไม่ผ่านเกณฑ์แม้กระทั่งเรต 18+ เช่นเดียวกับที่นิวซีแลนด์และอีกหลายประเทศ ด้วยเนื้อหาที่พูดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและประเด็นผู้เยาว์

ทั้งนี้ สปาโซเยวิชไม่ได้ทำหนังบ่อยนัก เขากลับมาทำหนังสั้นในโปรเจกต์ The ABCs of Death(2012) และมีรายงานว่า เขากำลังปั้นโปรเจกต์หนังใหม่ในรอบทศวรรษ โดยยังไม่มีรายงานแน่ชัดว่าเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...