โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เกาะติดสงครามอิหร่าน 22 พ.ค. 69 “ทรัมป์” ลั่นต้องยึด-ทำลายยูเรเนียมอิหร่าน

PPTV HD 36

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“ทรัมป์” ประกาศจะยึดแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจากอิหร่านเพื่อขัดขวางการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ ใช้เป็นเหตุผลของการทำสงคราม

ระหว่างการพูดคุยกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะไม่ปล่อยให้อิหร่านครอบครองวัตถุดิบที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่า ส่วนประกอบเหล่านี้ถูกนำไปซ่อนไว้ในโรงงานใต้ดิน หลังจากสงคราม 12 วันเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว

ทรัมป์ย้ำว่า สหรัฐฯ จะต้องยึดแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจากอิหร่านให้ได้ และอาจต้องทำลายทิ้ง ตามความตั้งใจของรัฐบาลสอชิงตันที่จะไม่อนุญาตให้อิหร่านมีขีดความสามารถที่จะผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้

จุดยืนของประธานาธิบดีทรัมป์สอดคล้องกับคำพูดของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ที่ยืนยันมาโดยตลอดว่า จะเดินหน้าทำสงครามต่อไปจนกว่าแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ และขีดความสามารถด้านการผลิตขีปนาวุธจะถูกกำจัดออกไปจากอิหร่าน รวมทั้งรัฐบาลเตหะรานต้องหยุดสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธตัวแทนด้วย

ขณะเดียวกัน อายาตอลเลาะห์ มุจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ส่งยูเรเนียมที่มีความบริสุทธิ์ใกล้เคียงระดับที่ใช้ผลิตอาวุธออกนอกประเทศ ซึ่งสวนทางกับหนึ่งในเงื่อนไขยุติสงครามของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เตหะรานยอมส่งมอบแร่ยูเรเนียม

คำสั่งดังกล่าวของผู้นำสูงสุดอิหร่านอาจสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีทรัมป์มากยิ่งขึ้น และทำให้การเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศตะวันตกกล่าวหาอิหร่านพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยอ้างถึงการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมสูงถึง 60% และเข้าใกล้ระดับ 90% ที่จำเป็นสำหรับการสร้างอาวุธ

ขณะที่ในปัจจุบันคาดว่า อิหร่านครอบครองแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะประมาณ 400 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการผลิตอาวุธ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิหร่านกังวลว่าการส่งแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรมถนะออกไปเก็บไว้ในประเทศอื่น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการโจมตีจากสหรัฐฯและอิสราเอลในอนาคต

UN เตือน ปิดช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงฃจุดชนวนวิกฤตราคาอาหารโลก

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ออกมาเตือนว่า การปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอาจจุดชนวนวิกฤตราคาอาหารโลกอย่างเต็มรูปแบบอาจเกิดขึ้นภายใน 6 - 12 เดือนข้างหน้า

แถลงการณ์ของ FAO ระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงการหยุดชะงักของการขนส่งชั่วคราว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแรงกระแทกต่อระบบอาหารและเกษตรระดับโลก

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ผลกระทบกำลังเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่พลังงาน ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ผลผลิตที่ลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดคือเงินเฟ้อด้านอาหาร ซึ่งทำให้ต้องปรับเพิ่มดัชนีราคาอาหารโลกขององค์กรขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น

FAO เสนอแนะว่า ประเทศต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญกับเส้นทางขนส่งทางบกและทางทะเลอื่น ๆ มากขึ้น รวมถึง เส้นทางผ่านคาบสมุทรอาหรับไปยังทะเลแดง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกหลีกเลี่ยงมาตรการจำกัดการส่งออกพลังงาน และปุ๋ย รวมถึงยกเว้นความช่วยเหลือด้านอาหารจากมาตรการจำกัดทางการค้า

ก่อนหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ. นั้น การขนส่งน้ำมันราว 20% ของอุปทานโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่หลังการโจมตีดังกล่าว รัฐบาลเตหะรานได้ตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบสำคัญแห่งนี้ และห้ามเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าแล่นผ่านแทบทั้งหมด

นอกจากนี้ ก่อนเกิดสงคราม ปุ๋ยประมาณ 1 ใน 3 ของอุปทานทั่วโลกก็ถูกขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้เช่นกัน ทำให้เจ้าหน้าที่ FAO ได้เตือนว่าเกษตรกรอาจเผชิญภาวะขาดแคลนในช่วงเพาะปลูกฤดูร้อนด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อิหร่านประกาศแผนควบคุมการเดินเรือ "ช่องแคบฮอร์มุซ"

ข่าวกรองสหรัฐฯ เผย อิหร่านฟื้นตัวทางทหารเร็วกว่าที่คาด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เกาะติดสงครามอิหร่าน 22 พ.ค. 69 “ทรัมป์” ลั่นต้องยึด-ทำลายยูเรเนียมอิหร่าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...