ด้านอ่อนไหวที่ผู้ชายควรแสดงออกได้โดยไม่ต้องอายและความเป็น ‘หนุ่มดอกไม้’ ในตัว ‘เพิร์ล-พีค’ สองนักแสดงจากซีรีส์ ‘Flower Boy หลงกลิ่นเกสร’
ห้ามร้องไห้ อย่าแสดงความรู้สึก ต้องเข้มแข็ง ทำตัวให้แมนๆ เล่นอะไรที่ดูเป็นผู้ชาย ชอบอะไรที่ดูเป็นผู้ชาย…กรอบทางเพศแต่โบราณที่สังคมคาดหวังต่อความเป็นชาย แม้วันนี้จะลดลงตามความก้าวหน้าของโลกแต่ใช่ว่าจะไม่หลงเหลือ และบางครั้งนั่นก็อาจทำให้ผู้ชายบางคนเลือกจะกดตัวเองไว้เพราะกลัวจะออกนอกกรอบจนเกิดความท็อกซิก แทนที่จะได้ ‘เป็นตัวเอง’ อย่างแท้จริง
สองนักแสดงหนุ่ม‘เพิร์ล ศัจกร’ และ‘พีค ภีมพล’ ทั้งคู่เติบโตมากับชุดความคิดลักษณะนี้เช่นกัน และเมื่อก่อนก็เผลอคิดว่านั่นคือสูตรสำเร็จของผู้ชายที่ต้องเดินตามรอย ก่อนค่อยๆ เติบโตทางความคิดจนตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าไม่เป็นแบบนั้น มันผิดตรงไหน? เพิร์ลอยากเจาะหูในวันที่เห็นแต่ผู้หญิงเจาะ เพิร์ลก็เดินไปขอแม่แล้วไปเจาะ เพิร์ลเห็นผู้ชายเล่นหมากเก็บ ชอบตุ๊กตา แทนที่จะสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายไม่เตะบอล เขาก็แค่เคารพความชอบของเพื่อนมนุษย์ก็แค่นั้น พีคที่รู้ตัวว่าเป็นคนเซนซิทีฟง่ายและมักร้องไห้ออกมาเมื่อรู้สึก จากที่เคยคิดว่าไม่อยากแตกต่างจากผู้ชายรอบตัวที่แทบจะไม่เห็นพวกเขาร้องไห้กันง่ายๆ แต่โตมาเพิ่งเข้าใจว่า ความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก การเคารพความรู้สึกตัวเอง และการได้ระบายความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา นั่นเป็นข้อดีเสียด้วยซ้ำ และเขาก็อยากเก็บข้อดีตรงนี้ไปตลอด หรือจากที่เคยไม่กล้านั่งไขว่ห้างแบบที่ผู้หญิงนั่งกันตามปกติ เพราะกลัวเพื่อนล้อ ตอนนี้เขาก็กล้านั่งอย่างมั่นใจแล้ว
ฉะนั้น ฉากหนึ่งในซีรีส์ ‘Flower Boy หลงกลิ่นเกสร’ ที่ ‘เกสร’ (รับบทโดย พีค) เลือกจะ educate ‘เซนท์’ (รับบทโดย เพิร์ล) ว่า “ดอกไม้ก็คือดอกไม้ ไม่เห็นต้องเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงเลย” หลังจากที่เซนท์มองว่าเกสรชื่อเหมือนผู้หญิง จึงมีความหมายลึกซึ้งมากกว่าฉากรักแรกพบ แต่ได้ชวนให้คนวางกรอบทางเพศลง และมองคนคนหนึ่งโดยไม่สเตอริโอไทป์ว่าเพศไหนควรเป็นแบบใดไปด้วย
เพราะผู้ชายร้องไห้ได้ ผู้ชายไม่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลา ผู้ชายจะไม่ขึงขังหรือจะดูนุ่มนิ่มอ่อนหวาน มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร และนี่คือบทสัมภาษณ์ของ‘เพิร์ล-พีค’ ว่าด้วยบางส่วนในตัวที่มีความเป็น ‘หนุ่มดอกไม้’ และการเป็นนักแสดง BL ที่อยากให้คนมองเห็นความตั้งใจในการแสดง สารที่ต้องการจะสื่อ และการให้คุณค่างานศิลปะของพวกเขา มากกว่าภาพการจิ้นกันเฉยๆ
หนุ่มดอกไม้: เพิร์ลเป็นกุหลาบ พีคเป็นทิวลิป
‘Flower Boy หลงกลิ่นเกสร’ แฟนๆ แซวว่าคนหนึ่งในเรื่องมองแวบแรกก็ดูละม้ายคล้ายตัวโกง (แต่เป็นพระเอกนะ) ส่วนอีกคนมาจากเผ่าดอกไม้อย่างมู่ตาน ที่คนเอาใจช่วยให้หนุ่มใสซื่อคนนี้ทำตามเป้าหมายได้สำเร็จโดยไม่เจ็บปวด
เรื่องราวว่าด้วยเรื่องของ เกสร หนุ่มจากเผ่ามู่ตานที่อาศัยอยู่บนดอย ผู้มีความสามารถส่งกลิ่นหอมออกมาจากตัวได้ เขามีความตั้งใจอยากตามหาแม่ที่หายตัวไป และเชื่อว่าแม่อาจอยู่ที่ไหนสักแห่งในกรุงเทพฯ จนได้พบกับ เซนท์ ผู้รับไม้ต่อดูแลบริษัทเครื่องหอมของครอบครัว และต้องการนำตัวคนจากเผ่ามู่ตานมาทำน้ำหอมสุดพิเศษ จนเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์แอบแฝงขึ้นมา เมื่อเซนท์ออกปากชวนเกสรลงจากดอยเพื่อช่วยตามหาแม่ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเขาหวังที่จะสกัดกลิ่นจากตัวเกสรเพื่อธุรกิจ ระหว่างทางจึงไม่ได้มีแค่รสหวาน แต่มีความขมและความท็อกซิกอยู่ในนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการสปอยล์มากนัก สามารถไปดูย้อนหลังกันได้ที่ แอปฯ oneD
จริงๆ Flower Boy หรือ หนุ่มดอกไม้ เป็นคำเรียกที่มีมานาน เพราะมันอธิบายถึงผู้ชายที่มีนิสัยนุ่มนวล อ่อนโยน จนถึงมีความ feminine อยู่ในตัวเอง เราถามทั้งสองว่าตอนได้ยินคำนี้ พวกเขาคิดว่ามันหมายถึงอะไร และคิดว่าบางมุมของตัวเองมีความเป็น ‘หนุ่มดอกไม้’ บ้างไหม
พีคแชร์ว่า “คำว่าหนุ่มดอกไม้ สำหรับผมก็คือเป็นหนุ่มที่มีความหวาน มีความละมุน อาจจะไม่ใช่ถึงขั้น masculine จ๋าๆ แต่เป็นคนน่ารักๆ แต่บางมุมเขาอาจจะเท่ด้วยก็ได้นะ รวมไปถึงอาจมีมุมอ่อนไหว จริงๆ ผมคิดว่าตัวเองก็มีมุมแบบนั้น พีคมีความเซนซิทีฟค่อนข้างเยอะ อย่างมองไปรอบตัว เราอาจไม่ได้เห็นด้านเซนซิทีฟนี้จากเพื่อนผู้ชายของเรามาก แต่เรามีความอ่อนไหวง่าย บางทีแค่กับเรื่องเล็กๆ เราจะรู้สึกมากกว่าคนอื่น ตอนเด็กผมก็รู้สึกว่าทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้ เราไม่อยากต่างจากเด็กผู้ชายคนอื่นเลย เพราะเราโตมากับคำว่าผู้ชายต้องแข็งแรง แต่บางโมเมนต์ แม้แต่โมเมนต์ดีใจ มีความสุข ทำไมเราร้องไห้ออกมาล่ะ พอโตขึ้นมา ถึงรู้ว่ามันเป็นข้อดีนะ ผมชอบที่ตัวเองเซนซิทีฟ และผมก็รักความอ่อนไหวนี้ของผม จริงๆ มันดีต่องานของเราด้วย”
ข้อดีทางการแสดงที่พีคว่า คือการที่เขาสามารถเอาเรื่องเศร้าๆ ที่รู้สึก มาร้องไห้และสื่อสารผ่านการแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสำหรับเขา ถ้าให้มองตัวเองเป็นดอกไม้สักดอก เขาขอเลือกจากดอกที่ตัวเองชอบนั่นคือ “ดอกทิวลิปครับ ผมชอบสีสัน และหน้าตาของมัน มันมีความยูนีค เห็นแล้วรู้เลยว่านี่คือดอกทิวลิป และมีสไตล์ที่ชัดเจน อาจไม่ใช่ดอกไม้ที่บานมากๆ แต่เห็นแล้วมันน่ารักดี และมันก็อินดี้ๆ หน่อยๆ ด้วย”
ถ้าพีคเป็นทิวลิป เพิร์ลขอเลือกเป็นกุหลาบ เขาให้เหตุผลว่า “ผมคิดว่าหนุ่มดอกไม้คงเป็นผู้ชายที่มีความสดใสร่าเริงเหมือนดอกไม้ ซึ่งผมอาจจะมีความร่าเริงในบางครั้ง และมีความสดใสในบางมุม คล้ายๆ ดอกกุหลาบ คือบางดอกอาจจะไม่ได้หอมมาก แต่ก็ยังดูสดใสอยู่นะ”
เช่นเดียวกับเพิร์ลที่เขาย้ำว่า “การที่ผู้ชายมีมุมอ่อนไหวมันปกติมาก เวลาร้องไห้ ได้ระบาย อาจทำให้แข็งแรงขึ้นด้วยซ้ำ และถึงบางคนจะชอบตุ๊กตามากกว่าเตะบอล แค่มีความสุข มันก็พอแล้ว”
“เวลาคนมาบอกว่าผู้ชายห้ามร้องไห้นะ ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้เลย คือนั่นก็คงเป็นมุมมองส่วนตัวของเขา แต่สำหรับผม ผู้ชายร้องไห้ได้สิ และร้องไห้ก็ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอเสมอไปนะ”
จาก Gender Roles สู่การ “เป็นอะไรก็ได้” ของทุกเพศ
อย่างที่พูดถึงฉากถามชื่อที่เซนท์บอกว่าเกสรชื่อเหมือนผู้หญิง ในชีวิตจริง ทั้งเพิร์ลและพีคก็คิดว่ายังมีแง่มุมการสเตอริโอไทป์เรื่องเพศลักษณะนี้หลงเหลืออยู่ให้เห็นผ่านตา แบบที่บางคนยังคิดว่า เพศนี้ต้อง… หรือ เพศนี้ห้าม… ทั้งที่ความจริง เราทุกคนสามารถมีอิสระในการกำหนดเส้นทางชีวิต จะเป็นไปตามบทบาทสังคมก็ไม่ผิด ถ้าเขารู้สึกอยากเป็นจริงๆ ขณะเดียวกัน จะไม่เป็นตามบทบาทสังคมก็ไม่ผิดเช่นเดียวกัน เพราะทุกคนควรจะออกแบบชีวิตได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ควรถูกกดดันให้เป็นแบบใดแบบหนึ่งตายตัว
สำหรับพีค ที่ผ่านมาเขาได้เห็นมุมมองที่บางคนยังยึดติดกับ Gender Roles อยู่มากมาย “อย่างที่ผมบอกว่า เราโตมากับคำว่าผู้ชายต้องแข็งแรง ต้องปกปิดความอ่อนแอ ต้องไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น ซึ่งความอ่อนแอและความเข้มแข็ง คนทุกเพศมีหมด ผู้หญิงเข้มแข็งได้ ผู้ชายร้องไห้ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่ค่านิยมที่ว่าผู้หญิงต้องเรียบร้อย ต้องเป็นภรรยาที่ดี ต้องอยู่ที่บ้านเท่านั้น มันเป็นอะไรที่คนสมัยก่อนปลูกฝังลูกหลานมา และถูกส่งต่อผ่านแต่ละเจเนอเรชัน แต่สมัยนี้พอสื่อเข้าถึงคนง่ายขึ้น ความคิดของคนยุคใหม่เปลี่ยนไป คนกล้าที่จะเป็นตัวเอง มันคงไม่ใช่ ‘ผู้ชายต้องเข้มแข็ง และผู้หญิงต้องให้ผู้ชายปกป้องดูแล’ เพราะทุกคนสามารถดูแลกันได้โดยไม่ต้องจำกัดว่าเพศไหนมีหน้าที่ต้องดูแลมากกว่ากัน ผมคิดว่าความเท่าเทียมที่ทุกคนพยายามเรียกร้องกัน มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ ปี”
“ถ้าผมจะเป็นสุภาพบุรุษ ผมก็คงแค่รู้สึกอยากให้เกียรติคนอื่น ไม่ใช่เพราะเป็นผู้ชายจึงต้องให้เกียรติ แต่คนทุกเพศควรให้เกียรติกันอยู่แล้ว หรือเรื่องของค่านิยมความสูงของผู้ชาย ผู้ชายจะตัวเล็กกว่าผู้หญิงก็ไม่เห็นเป็นอะไร ผู้หญิงจะสูงกว่าผู้ชายก็ไม่เป็นอะไรเช่นกัน หรือค่าอาหารผู้หญิงจะเลี้ยงผู้ชาย หรือผู้ชายจะเลี้ยงผู้หญิง หรือเราจะหารกัน ทั้งหมดคือตกลงกันได้ โดยไม่ใช่เรื่องน่าอาย นี่คือความหลากหลายในสังคม ที่ทุกคนไม่ควรตัดสินกัน”
ส่วนเพิร์ล เขาเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังว่า “อย่างการเจาะหู ตอนเด็กๆ จำได้ว่ามีแต่ผู้หญิงที่ใส่ต่างหู แต่พอโตมาเรื่อยๆ เราอยากเจาะหูบ้าง เราก็เลยขอแม่เจาะ เพราะเราอยากเท่ จริงๆ มันไม่เห็นเป็นอะไรเลย ผมคิดว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับว่าเราชอบอะไร อินกับอะไร และมีความสุขกับอะไร บางคนอาจมองว่าผู้หญิงไม่ควรแต่งตัวโป๊ เด็กผู้ชายไม่ควรเล่นหมากเก็บ แต่ถ้านั่นคือสิ่งที่เขาทำหรือเป็นแล้วไม่เดือดร้อนใคร บางทีเราก็ควรจะยินดีกับความสุขของคนอื่นดูบ้าง”
พีคเสริมให้ฟังทันทีว่าเขาเองก็เคยรู้สึกว่าต้องทำตัวแมนๆ ตามกรอบ เช่น “สมัยเด็กๆ ผมเคยได้ยินมาว่า ผู้หญิงจะนั่งไขว่ห้างแบบนี้ (ทำท่าให้เราดู) ผู้ชายจะนั่งแบบนั้นไม่ได้ ถ้าเราเผลอนั่ง ผมจะรู้สึกว่า ไม่ได้ละ เดี๋ยวเพื่อนล้อ เราต้องนั่งให้มันแมนๆ แต่ตอนนี้เราก็นั่งเป็นปกติ ไม่ได้มานั่งคิดแล้วว่า เราจะแสดงออกแบบไหน ใครจะมองว่าแมนหรือไม่ จะนึกถึงเราแบบไหน เพราะเราจะเป็นอะไรก็ได้ เราไม่ผิด”
เราเองก็เป็นหนึ่งคนที่ได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งอีกหนึ่งฉากที่ทำให้หลายๆ คนยิ้มตามกับความสวยงามของความรัก คือฉากที่เราได้เห็นชาวมู่ตานแต่งงานกัน ซึ่งคู่สมรสนั้นคือหญิงรักหญิง การใส่ความรักของแซฟฟิกลงไปในซีรีส์ BL นี้ ทั้งคู่มองว่ามันได้สะท้อนถึงความรักในสังคมทุกวันนี้ได้อย่างดี
เพิร์ลพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ฉากการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันใน ‘หลงกลิ่นเกสร’ ผมว่ามันสะท้อนว่าในปัจจุบันจะผู้หญิงรักกับผู้หญิง จะผู้ชายรักกับผู้ชาย หรือจะเพศไหนก็ได้ที่รักกัน ผมรู้สึกว่ามันสวยงาม ตอนผมดูผมยังรู้สึกเลยว่าความรักที่เกิดขึ้นมันสวยงามจังเลย ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนรักกันก็ตาม”
ไม่ต่างจากพีคที่นั่งข้างๆ เขาเสริมต่อว่า “ผมว่ามันเป็น symbolic ที่ดี ที่ทีมงานเขียนให้ชนเผ่ามู่ตาน เป็นชนเผ่าที่ทันสมัย เราไม่ได้จำกัดอะไรเลย เราคือเสรีชน เราใช้ชีวิตอย่างสงบสุข รักใคร ก็แต่งงานกับคนนั้น รักใครก็อยู่กับคนนั้น มันเลยสะท้อนถึงตัวเกสรด้วย ที่เติบโตมาในเผ่าที่รักใครก็แค่รักคนนั้น ฉะนั้น เราจะไม่เห็นในซีรีส์เลยว่า เกสรมีความ doubt ที่รักกับเซนท์ที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน เพราะนี่คือเรื่องปกติที่เกิดขึ้น”
หลงกลิ่นเกสร ชวนนึกย้อนถึงเรื่องความสัมพันธ์
จะความสัมพันธ์รูปแบบครอบครัวหรือรูปแบบคนรัก มนุษย์ทุกคนก็ต่างต้องการเจอพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถเป็นที่พึ่งทางใจให้กันได้ ในซีรีส์หลงกลิ่นเกสร เราจึงได้เห็นว่า การที่เด็กคนหนึ่งต้องการให้ครอบครัวอยู่ใกล้ๆ นั้นเป็นอย่างไร ไปจนถึงการที่คนคนหนึ่งจะรักคนรักโดยไม่เผื่อใจมันจะเวิร์กหรือไม่ และยังชวนทบทวนถึงการไม่โกหกซึ่งกันและกัน เมื่อความจริงใจต่อกันเป็นสิ่งที่สำคัญ (มาก) ในทุกๆ ความสัมพันธ์ และเราไม่ควรละเลย
เพิร์ล คิดว่าตัวละครที่ตัวเองเล่นนั้นมีมุมที่น่าเห็นใจ “เซนท์เรียนจบแล้วกลับมาแบกรับหน้าที่ เป็นรองประธานเลย พ่อก็ป่วยอีก กลับมาไม่ทันไร รู้ข่าวว่าพ่อป่วยติดเตียง ก็น่าเห็นใจแล้ว ซึ่งเขาก็ไม่ได้มีแม่ ไม่ได้มีใคร ไม่ได้มีครอบครัวที่คอยซัพพอร์ต หรือคอยให้กำลังใจ หรือคอยถามไถ่ทุกวัน อยู่บ้านก็อยู่คนเดียว เขาขาดความอบอุ่น โดนอาบอกให้ทำตาม ทั้งๆ ที่ไม่รู้ทันอาขนาดนั้น กลายเป็นว่าที่พึ่งทางใจของเด็กคนหนึ่งที่ควรจะเป็นครอบครัว แต่ครอบครัวกลับไม่ได้เป็นที่พึ่งให้เซนท์ได้”
ทางด้านพีค คิดว่า “ผมอาจจะเห็นใจเกสรในด้านที่บางทีเราอาจจะไว้ใจคนมากเกินไป โดยที่เราไม่ได้กลั่นกรองสักเท่าไหร่ บางทีเราคิดว่า เรามอบความจริงใจให้คนอื่นแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมอบความจริงใจกลับมาให้เรา นี่คือเรื่องที่เกสรไม่รู้ และพอความผิดหวังมันเกิดขึ้น กลายเป็นว่าเราไม่มีที่พึ่งเหลือแล้ว เพราะเราเลือกลงมาจากที่ปลอดภัยของเรา ซึ่งก็คือบนดอย เข้ามาอยู่ในเมือง เราไม่เหลือใครแล้วนอกจากเซนท์คนเดียว นั่นหมายความว่าวันที่ไม่มีเซนท์ เกสรก็จะไปไม่เป็นเหมือนกันนะ”
มีความเหมือนหรือต่างจากพีคไหม? “ผมคิดว่าเกสรน่าจะเป็นคนที่คิดอะไรชั้นเดียว คิดอะไรไม่ซับซ้อน มีความจริงใจอยู่ในความคิดและคำพูด มันเลยแสดงออกออกมาแบบที่ทุกคนเห็น มีความซื่อๆ อ่อนต่อโลก บางมุมพีคก็เป็นคนที่ไม่คิดอะไรเท่าไหร่เหมือนเกสร คิดอะไรก็พูด แต่สิ่งที่แตกต่างคือเรามีประสบการณ์มามากกว่าเกสรแน่นอน เราโตกว่า บางอย่างเรามีฟิลเตอร์ในการกลั่นกรอง ว่าเราจะพูดอะไร เราคิดอะไร และเราสามารถทำอะไรได้มากแค่ไหน”
แล้วเซนท์เหมือนหรือต่างจากเพิร์ลไหม? เพิร์ลรีบบอกมุมที่ต่างก่อนเลย เพราะชีวิตจริงเขาไม่ได้เหมือนตัวโกงเหมือนที่คนชอบแซวเซนท์แต่อย่างใด! “มุมที่ต่างคือเซนท์เขาจะมองทุกอย่างเป็นผลประโยชน์ ใครเข้ามาเขาก็มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่ได้มองชั้นเดียวแบบเกสร มองว่าคนนี้ทำแบบนี้ต้องการอะไร เราก็ไม่อยากเสียผลประโยชน์ตรงนั้น ซึ่งตัวผมเองไม่ได้มองทุกอย่างเป็นผลประโยชน์แบบนั้น รู้สึกว่าเป็นเราคนเหมือนกัน รู้จักกัน ไม่ควรจะมาหวังผลประโยชน์อะไร ส่วนสิ่งที่เหมือน ก็คงมีมุมที่ติดเล่นตอนที่ไม่ได้ทำงาน”
ชอบแกล้งเกสรอะดิ? เราถามขำๆ พีคชิงตอบทันทีว่า “ใช่ แกล้งบ่อย!”
การหวังผลประโยชน์บางอย่างแบบที่เลือกจะ ‘บอกไม่หมด’ กับอีกฝ่าย พีคในฐานะที่รับบทเป็นเกสร ตัวละครที่ไม่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายอยากได้ประโยชน์อะไรจากตัวเอง เขามองว่า “ผมว่าแค่มีคำว่าหลอกก็เป็นคำที่ไม่ถูกต้องแล้วนะ เพราะสิ่งแรกที่สุดที่ทำให้คนรักได้คือความจริงใจต่อกัน เมื่อไหร่ที่มีความจริงใจ ใจมันจะเปิดให้กัน แต่เมื่อใดที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งหรือทั้งสองฝั่ง ไม่จริงใจต่อกัน มันจะมีประตูบานหนึ่งที่มันไม่ได้เปิด สิ่งนั้นมันจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ หรือจะเป็นปัญหา ณ ตอนนั้นเลยก็ได้ ถามว่าท็อกซิกไหม ผมคิดว่ามันไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก คือผมคิดว่าผลประโยชน์มีได้ แต่เราต้องเคลียร์กันให้เรียบร้อย และทั้งสองคนต้องยินยอมต่อผลประโยชน์นั้นๆ มากกว่า เราได้สิ่งนี้ คุณได้สิ่งนี้ เราพอใจที่จะคบหาดูใจกันนะ เราพอใจที่จะอยู่ด้วยกัน การหลอกกันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นในความสัมพันธ์เลย”
ไม่ว่าบทสรุปของ เซนท์-เกสร จะจบแบบใด ทั้งเพิร์ลและพีคเห็นตรงกันว่า หากเป็นในมุมมองของพวกเขา การ ‘รักตัวเอง’ ให้ได้ก่อนไปรักคนอื่น อาจเป็นอะไรที่ยั่งยืนที่สุด เพราะในวันที่อีกฝ่ายไม่อยู่ เราจะยังเหลือตัวเองเสมอ รักคนอื่นได้ แต่อย่าลืมที่จะรักตัวเองด้วย
“ผมเป็นคนไม่เอาตัวเองไปผูกกับใคร 100% ผมรู้สึกว่า คนเราควรจะยืนด้วยตัวเองให้ได้ก่อนจะไปมอบความรักให้คนอื่น หรือก่อนจะดูแลคนอื่น เราต้องดูแลตัวเองให้ได้ก่อน ไม่งั้นเราจะไปดูแลคนอื่นได้ยังไง ถ้าเรายังดูแลตัวเองไม่ได้ หรือเราเอาจิตใจของเราไปผูกไว้กับคนอื่น 100% กลายเป็นว่าความทุกข์ หรือความสุข มันจะขึ้นอยู่กับคนอื่น 100% ทั้งที่จริงแล้ว มันควรจะขึ้นอยู่กับเราให้ได้มากที่สุด” นี่คือมุมมองการรักตัวเองของเพิร์ล
“รักตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่ต้องมีใครมาบอกพีค พีคก็รู้สึกรักตัวเองอยู่แล้ว เราอยากจะทำทุกอย่างให้ตัวเอง ผมไม่รู้สึก doubt กับตัวเองว่า เรากำลังรู้สึกแย่กับตัวเองอยู่หรือเปล่า เพราะปกติแล้ว เราจะรู้สึก appreciate กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต ผมจมอยู่กับความคิดตัวเองค่อนข้างบ่อย คิดถึงตัวเอง คิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเรา ขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้น มันเลยทำให้เรามองไม่ออกเลยว่า เราจะไม่รักตัวเองได้ยังไง” นี่คือมุมมองการรักตัวเองของพีค
นักแสดง BL = นักแสดง
ตั้งแต่ ‘MAKE IT RIGHT รักออกเดิน’ มาจนถึงตอนนี้ก็ 10 ปีแล้ว ที่ ‘พีค’ เข้ามาอยู่ในวงการในบทบาทนักแสดง เขาจึงไม่ใช่น้องใหม่ในวงการ BL แต่เป็นนักแสดงประสบการณ์ 10 ปีที่อยู่ทั้งยุคที่ซีรีส์วายยังไม่หลากหลายเท่าในปัจจุบัน และยุคที่วันนี้หันไปทางไหนก็เจอซีรีส์วายอยู่แทบจะทุกแพลตฟอร์ม
แม้ว่าการเป็นนักแสดงที่เล่นซีรีส์วาย ในบางครั้งจะถูกเรียกว่าเป็น ‘นักแสดงซีรีส์ BL’ หรือ ‘นักแสดงซีรีส์ GL’ แทนที่จะเรียกว่าเป็น ‘นักแสดง’ เหมือนกับนักแสดงประเภทอื่นๆ ทั้งที่ชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง ก็เป็นความรักอันปกติที่ไม่ควรถูกจัดแบ่งตั้งแต่แรก สำหรับพีคเองที่อยู่ในวงการนี้มานานพอสมควร เขามองเห็นภาพการโดนสเตอริโอไทป์เรื่องนี้มาโดยตลอด และวันนี้เขาก็อยากสื่อสารบางสิ่งออกไปให้ทุกคนได้อ่าน
“ผมคิดว่าวงการซีรีส์วายที่คนรู้จัก หรือว่า BL มันอยู่ในสังคม หรือวงการมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง คอนเทนต์ที่มีในไทยมันหลากหลายมาก แล้วก็มีคนสนใจค่อนข้างเยอะ มันเลยตามมาด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะความเห็นในแง่ลบ เช่น คนจะบอกว่าเราแค่มาเล่นเพื่อให้คนจิ้นเรา เราเล่นเพื่อให้มีคนรู้จักมากขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น โดยที่บางคนเขาไม่ได้เห็นด้านที่เราทุ่มเทมากขนาดนั้น เราเลยต้องพิสูจน์ทางด้านผลงานของเรา ว่าเราคือ ‘นักแสดง’ และพวกเราให้คุณค่ากับการแสดงและงานศิลปะชิ้นนี้”
“ผมอยากฝากถึงนักแสดงซีรีส์วายที่มีความตั้งใจเหมือนๆ กับผมว่า จงตั้งใจทำในสิ่งที่ทำให้ตัวเองพัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วก็เห็นคุณค่าในงานศิลปะที่เราทำ สักวันคนก็จะเห็นค่าของเราเอง”
ส่วนเพิร์ลที่แม้จะเคยเป็นนักเทนนิสมาก่อน แล้วเปลี่ยนผ่านมาเป็นนักแสดง อยากย้ำว่า “พวกเราคือนักแสดง ผมรู้สึกรักทุกๆ ตัวละครที่ผมได้รับเล่น และยินดีกับทุกๆ เหตุการณ์ที่ตัวละครเหล่านั้นได้พบเจอ เพราะทุกๆ ตัวละครก็คือคนในสังคมที่มีความหลากหลาย”
พีคเพิ่มเติมในจุดยืนของเขาว่า “ที่จริงแล้ว ผลงานดี ผลงานไม่ดี มันไม่ได้มีมาตราวัด หรือการันตีขนาดนั้น คือแต่ละคนสามารถรู้สึกกับสิ่งที่รู้สึกได้ และพูดออกมาได้ คอมเมนต์ได้ แต่อยากให้เป็นการติเพื่อก่อ ไม่ใช่ว่าต้องการจะทับถมใคร โจมตีใคร”
จากจุดเริ่มต้นในวงการ เดินทางมายังปัจจุบัน ทั้งสองคนต่างเติบโตมาในแบบของตัวเอง มีทั้งเรื่องที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ก็มีสิ่งที่จะพวกเขาจะ ‘ไม่ยอมเปลี่ยน’ เลยเช่นกัน
เรากินเวลาสัมภาษณ์มา 1 ชั่วโมงเต็มแล้ว ก่อนจะปล่อยให้ทั้งคู่ได้ไปพักผ่อนหลังจากใช้เวลาพูดมาอย่างเต็มที่ และนี่คือคำตอบทิ้งท้ายของพวกเขา เพิร์ล-พีค เวอร์ชันอัปเดตปี 2026
พีค: “ผมคิดว่าผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทั้งอายุตัวเอง และอายุงาน และประสบการณ์ที่เจอ กับทุกๆ คนที่เจอ เราโตขึ้นไวเหมือนกัน ผมอยู่ในวงการมา 10 ปี ก่อนจะเข้าวงการเป็นคนที่ไม่มั่นใจ เป็นคนขี้อาย และแทบจะไม่กล้าคุยกับคนแปลกหน้า ถ้ามองวันนั้นจนมาถึงวันนี้ ผมก็คุยกับคนแปลกหน้ามาเป็นพันคนแล้วเหมือนกัน (พีคยิ้มกว้าง) ก็ถือว่ามาไกลจากเด็กคนนั้นที่ขี้อายเหมือนกันนะ ผมคิดว่าความคิดของเรา และเป้าหมายของเรา มันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ตามช่วงอายุ และผมก็คงยังจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ แต่สิ่งๆ หนึ่งที่ผมยังเหมือนเดิม แล้วก็จะไม่มีทางเปลี่ยน ต่อให้ใครจะพยายามมาเปลี่ยน ก็คือ ความเป็นตัวเอง ความเป็นพีคตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ ไม่มีใครสามารถบอกให้พีคเป็นคนอื่นได้ครับ”
“มันคือความสบายใจ ความเป็นอิสระ ความตลก ความจริงใจ สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ผมเป็นตัวเองแบบนี้ ผมคิดว่า ถ้าใครมาห้ามนู่น ห้ามนี่ ผมจะรู้สึกว่า ถ้ามันเปลี่ยนตัวเองมากเกินไป ผมก็คงไม่ยอม”
เพิร์ล: “ผมเปลี่ยนไปหลายอย่าง เปลี่ยนไปตลอดเวลา และเปลี่ยนไปทุกเดือน ทุกปีเราโตขึ้น เราเจอประสบการณ์หลายๆ อย่าง เจอเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่าง ยิ่งเราอยู่ในวงการ เหมือนเราได้อัปเดตอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอด มันยิ่งเปลี่ยนไว ก็เลยรู้สึกว่า บางทีคำพูดของผมเมื่อวาน ไม่สามารถมาตัดสินผมในวันนี้ได้แล้ว เพราะผมอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว ผมเลยให้ความสำคัญกับปัจจุบัน แล้วก็ถ้ามีโอกาสผมอยากทำบทบาทอื่นๆ มากขึ้น ผมอาจจะเป็นมากกว่านักแสดง เช่น กำกับการแสดง เพราะเราอยากพัฒนาหนังหรือซีรีส์ไทย ผมชอบดูเวลาผู้กำกับทำงาน มันเท่ดีครับ ส่วนสิ่งที่คงไม่เปลี่ยน คือผมเป็นคนไม่ตัดสินคน เป็นมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็คงจะเป็นต่อไป”
บทความต้นฉบับได้ที่ : ด้านอ่อนไหวที่ผู้ชายควรแสดงออกได้โดยไม่ต้องอายและความเป็น ‘หนุ่มดอกไม้’ ในตัว ‘เพิร์ล-พีค’ สองนักแสดงจากซีรีส์ ‘Flower Boy หลงกลิ่นเกสร’
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Chase Infiniti จากเด็กผู้มีชื่อตามตัวละครในหนัง เนิร์ดละครเพลง เต้น K-pop สู่ความสดใสของฮอลลีวูด
- The Preservation of Fire ‘บู้เซอ อาจอ’ ศิลปินหญิงชาวอาข่า กับบทบันทึกการมีอยู่ของวัฒนธรรมพื้นเมืองบน ‘ผืนผ้า’ และ ‘บ้าน’ สองสิ่งที่กำลังมอดไหม้สูญหายไปในโลกสมัยใหม่
- Eau Parfumée Thé Impérial น้ำหอมจาก Bvlgari ที่ร้อยเรียงโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน ผ่านชาดำและส้มแมนดารินจากจีน เข้ากับผลไม้ซิตรัสจากอิตาลี อันเป็นกลิ่นซิกเนเจอร์ของ Bvlgari Hotels & Resorts
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com