แจ้งความมา 4 เดือนยังนิ่ง คดีซื้อขายตำแหน่งข้าราชการ
(27 มิ.ย. 69) ความคืบหน้ากรณีศาลจังหวัดสตูลอนุมัติออกหมายจับรวด 3 หมาย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอควนกาหลง ในข้อหาฉ้อโกงปมเรียกรับเงินแสนแลกสิทธิสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้
.
ล่าสุดวันนี้ ผู้เสียหายชาวอำเภอละงู จังหวัดสตูล ได้หอบหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าว เพื่อสะท้อนถึง "ความล่าช้าอย่างมีเงื่อนงำ" ของกระบวนการทำคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเปิดเผยว่า ตนเองได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สถานีตำรวจภูธรละงู ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. 69 หลังจากรู้ตัวว่าถูกกลุ่มขบวนการดังกล่าวหลอกลวงจนสูญเงินไปสูงถึง 700,000 บาท แต่จนถึงขณะนี้เวลาล่วงเลยมานานถึง 4 เดือน กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากทางโรงพัก
.
ผู้เสียหายรายนี้ระบุว่า ในตอนแรกกลุ่มผู้ต้องหาเรียกเงินจำนวน 500,000 บาท ก่อนจะมาขอเพิ่มอีก 200,000 บาท โดยอ้างว่า "ตำแหน่งบรรจุของจังหวัดสตูลมีราคาสูง" และมีการแสดงพฤติกรรมแอบอ้างว่าสนิทสนมกับผู้มีอิทธิพลในจังหวัดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนตนหลงเชื่อจ่ายเงินไป แต่สุดท้ายก่อนวันสอบกลับระลึกได้ว่าส่อแววถูกหลอก จึงได้นัดเจรจาขอเงินคืน แต่ฝั่งผู้ต้องหาบ่ายเบี่ยงอ้างว่า "ส่งเงินไปให้ข้างบนหมดแล้ว"
.
แหล่งข่าวรายเดิมยังแฉอีกว่า ขบวนการนี้มีผู้เสียหายในพื้นที่ อ.ละงู ที่รวบรวมความกล้าเข้าแจ้งความแล้วถึง 9 คดี และยังมีเหยื่ออีกจำนวนมากที่ไม่กล้าปรากฏตัวเพราะความอับอายและหวาดกลัวต่ออิทธิพลของผู้ต้องหา
.
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เสียหายได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของพนักงานสอบสวน สภ.ละงู ที่ส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอิทธิพล เนื่องจากตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา คดีไม่มีความคืบหน้าในทางปฏิบัติ เมื่อไปทวงถามความคืบหน้าจากร้อยเวรเจ้าของคดี มักได้รับคำตอบบ่ายเบี่ยงอ้างว่ากำลังเตรียมส่งฟ้องอัยการ แต่เมื่อผู้เสียหายตรวจสอบกลับพบข้อพิรุธว่า อาจยังไม่มีการลงระบบรับเป็นคดีอาญาอย่างถูกต้อง หรือมีการ "ตัดเลขคดี" ออกไป เพื่อไม่ให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนปกติ ซึ่งถือเป็นการเตะถ่วงเวลาเพื่อให้ผู้ต้องหามาเจรจาไกล่เกลี่ยและผิดนัดไปเรื่อยๆ หรือไม่
.
จากความล่าช้าที่เกิดขึ้น ทำให้สังคมและกลุ่มผู้เสียหายเริ่มขาดความเชื่อมั่นในความตรงไปตรงมาของตำรวจท้องที่ และตั้งคำถามว่า เหตุใดคดีที่มีมูลความเสียหายชัดเจนและมีผู้เดือดร้อนจำนวนมากขนาดนี้ ถึงถูกแช่แข็งไว้ที่สถานีตำรวจภูธรละงู จึงเรียกร้องให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูล และหน่วยงานตรวจสอบระดับสูง ลงมาจี้สอบสวนการทำงานของพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีโดยด่วน เพื่อกู้ศักดิ์ศรีของกระบวนการยุติธรรมและให้ความเป็นธรรมแก่ชาวบ้าน