โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดใจ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” หลังเกิดคำถาม ‘ศุภจีหายไปไหน?’ กับภารกิจที่ทุกคนยังไม่รู้

เดลินิวส์

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
เปิดใจ “ศุภจี” ทำงานหลังฉาก ฝ่ากระแสคำถามโลกออนไลน์

ท่ามกลางกระแสคำถามบนโลกออนไลน์ว่า “ศุภจีหายไปไหน?” และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดใจกับผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ ประจำทำเนียบรัฐบาล อย่างตรงไปตรงมา พร้อมยอมรับว่า ที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับ “การทำงาน” มากกว่าการ “สื่อสาร” จนทำให้ประชาชนจำนวนไม่รับรู้ถึงภารกิจและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

"ศุภจี" ยอมรับว่า เดิมมองตัวเองในฐานะ “ข้าราชการการเมือง” ที่ต้องเร่งแก้ปัญหาให้กับประชาชน จึงไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของการประชาสัมพันธ์ หรือการตอบโต้กระแสในโลกโซเชียล เท่าใดนัก แต่จากนี้ไปจำเป็นที่ต้องสื่อสารให้ชัดเจนมากขึ้นว่ากำลังทำอะไรอยู่!!

นอกจากนี้ยังได้อรรถาธิบายให้เห็นถึงภาพการทำงานว่า ไม่ได้เน้นเพียงแค่ที่เฉพาะกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น แต่ในหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรี ได้ทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวงแบบ “คลัสเตอร์” หรือ Cluster-based เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต การค้า การบริการ ไปจนถึงการลงทุน โดยได้ปรับใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หรือ กรอ. มาขับเคลื่อนใน 4 เสาหลัก คือ เรื่องของการท่องเที่ยวและบริการ เกษตรและอาหาร เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเอสเอ็มอีกับชุมชน เพื่อให้แต่ละภาคส่วนทำงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ในส่วนของผลงานด้านเศรษฐกิจ "ศุภจี" ระบุว่า สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุด คือ การแก้ปัญหาสินค้าเกษตร โดยใช้กลไกตลาดแทนการใช้งบประมาณรัฐ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ “มะพร้าว” จากเดิมที่เกษตรกรขายได้เพียงลูกละประมาณ 2 บาท ปัจจุบันราคาปรับขึ้นแตะระดับ 15 บาท ผ่านมาตรการหลาย ๆ อย่าง ทั้งการลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ การเชื่อมโยงโรงงานรับซื้อผลผลิต และการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” ให้ชาวสวนสามารถคัดแยกและแปรรูปผลผลิตได้เอง

ขณะที่“ทุเรียน” ซึ่งปีนี้ผลผลิตมีขนาดเล็กจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง กระทรวงไม่ได้มองว่าเป็นวิกฤติ แต่กลับพลิกเป็นโอกาส ด้วยการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการแข่งขันเรื่องขนาด มาเป็นการขาย “คุณภาพเนื้อทุเรียน” รวมถึงการทำตลาดล่วงหน้าโดยเปิดเส้นทางส่งออกพิเศษ 40 ช่องทางผ่านเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาวและเวียดนามเข้าสู่จีน ทำให้ทุเรียนไทยยังรักษาตลาดไว้ได้ ขณะเดียวกันยังสามารถผลักดันทุเรียนผลเล็ก ที่ได้รับความนิยมในตลาดญี่ปุ่น เพื่อรักษาระดับราคาทุเรียนไซส์ใหญ่ได้

ส่วนปัญหาเรื่อง“กุ้ง” ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการนำเข้าของประเทศคู่ค้า ซึ่งเหตุผลของปัญหาเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 61 แต่ได้แก้ปัญหาโดยเลือกใช้วิธีจับคู่ธุรกิจ เชื่อมผู้ผลิตกับเครือข่ายร้านอาหารและค้าปลีก จนสามารถระบายผลผลิตได้กว่า 2,900 ตัน โดยไม่ใช้งบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐ แม้จะถูกกดดันให้มีการจ่ายเงินอุดหนุนถึงกก.ละ 20 บาทก็ตาม

เรื่องของ "ข้าว" ตอนนี้ราคาข้าวสารขาวปรับราคาขึ้นมาอยู่ที่ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากเดิมที่ราคาต่ำมากอยู่ที่ 334 ดอลลาร์ ฯ ซึ่งได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำแดชบอร์ด ข้าว ลงลึกระดับอำเภอ เพื่อพยากรณ์ผลผลิตและราคาหน้าโรงสีล่วงหน้า 2 เดือน ทำให้ภาครัฐเข้าไปซื้อในราคานำตลาดได้ทันทีและหมุนเวียนนำข้าวไปขายต่อให้กับพันธมิตร โดยไม่ต้องใช้เงินงบประมาณ รวมไปถึงการขยายโครงการ "ข้าวประณีต"

เช่นเดียวกับเรื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสัญญาเอ็มโอยูเพื่อซื้อข้าวโพดจีเอ็มโอจากสหรัฐ แต่เป็นเรื่องของภาคเอกชน ซึ่งสาเหตุที่ต้องนำเข้าเป็นเพราะไทยแบนข้าวโพดจากการเผาป่าของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ขาดตลาด ปัญหานี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ลามมาถึงไข่ไก่ และหากไม่ทำอะไรก็อาจลามไปถึงเนื้อไก่ เนื้อหมูได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็ได้ใช้วิธีประสานกับพันธมิตรเพื่อตรึงราคาไม่ให้ขึ้นราคามากไปกว่านี้ เป็นต้น

"ศุภจี" ย้ำถึงปัญหาราคาสินค้าอาหารจานด่วน ที่แพงขึ้นตามต้นทุนของราคาพลังงาน ตรงนี้กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งเฉย ได้เข้าไปดำเนินการในทุกทางเพื่อให้ร้านค้ามีต้นทุนที่ไม่เป็นภาระมากเกินไป โดยจัดหาวัตถุดิบ ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาช่วยสนับสนุน รวมไปถึงการขยายร้านค้าที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อลดภาระให้กับประชาชน

ขณะที่การทำงานด้านเจรจาการค้าระหว่างประเทศ "ศุภจี" ฉายภาพให้เห็นว่า ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ ทำให้ทำงานด้านนี้ในปัจจุบันซับซ้อนขึ้นมาก ไม่ใช่การเจรจาแบบ 1 ต่อ 1 เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่ในการเจรจาแต่ละเรื่องก็มีความคืบหน้า ทั้งกรณีของสหรัฐ ที่กำลังไต่สวนมาตรา 301 เรื่องการทุ่มตลาด ในสินค้ายานยนต์ เครื่องจักร และยาง รวมถึงเรื่องแรงงานบังคับ

ซึ่งไทยพิสูจน์แล้วว่าไม่มีแรงงานบังคับ แต่เราขาดกฎหมายรองรับ จึงถูกเก็บภาษีที่ 12.5% แทนที่จะเป็น 10% ตอนนี้กำลังเจรจาต่อรองให้ยกเว้นภาษีสินค้าที่อเมริกาผลิตเองไม่ได้ (เช่น ข้าวหอมมะลิ) ซึ่งระหว่างวันที่ 15-17 ก.ค.นี้ ก็เตรียมเดินทางไปสหรัฐ เพื่อเจรจากันต่อไปอีก หรือกรณีของเอฟทีเอไทย-อียู ก็สามารถปิดประเด็นไปแล้ว ถึง 8 ประเด็น เหลืออีก 9 บทแต่เจรจาไปเกินครึ่งทางแล้ว จะมีการประชุมรอบที่ 10 ในเดือนก.ย.นี้ โดยตั้งเป้าหาข้อสรุปให้ได้ภายในปีนี้ เพื่อให้เอกชนมีเวลาเตรียมตัว

ส่วนกรณีของการค้ากับจีน ที่พบว่ามีสินค้าจีนไหลเข้ามาในไทยจำนวนมาก เรื่องนี้ได้มีการเจรจากับจีน โดยเสนอให้ใช้โมเดล "Co-creation"โดยให้จีนมาลงทุนแบบร่วมทุนในไทย แต่มีเงื่อนไขว่าต้องใช้วัตถุดิบและซัพพลายเชนของไทย ซึ่งนำร่องด้วยสินค้าเกษตรแปรรูป และทำตลาดร่วมกัน วิธีนี้จะทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ณ เวลานี้ โลกการค้าปัจจุบันไม่มีประเทศใดอยู่ได้ด้วยตัวเอง การสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจจึงเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในอนาคต

นี่เป็นเพียงผลงานส่วนหนึ่ง ที่"ศุภจี" ได้ตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประเทศในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และได้ทิ้งท้าย ไว้ว่า จากนี้ไปให้พยายามสื่อสารให้ทุกฝ่ายรับรู้มากขึ้น และยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เปลี่ยนหลักการทำงานที่ยึดมาโดยตลอด คือ "การไม่โกหก" แน่นอน

ทั้งหมดเป็นเพียงแค่บางส่วนที่รองนายกฯคนนี้ ได้สื่อสารไว้ จากนี้ไปก็คงต้องรอดูผลงานต่อไปว่า จากฉายาที่สังคมได้เรียกขานไว้ว่าเป็นหนึ่งใน 3 แม่ครัวของรัฐบาลอนุทิน จะสามารถปรุงรสให้ประเทศไทยกลมกล่อมได้มาน้อยเพียงใด!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...