โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตู่ ภพธร เผยสไตล์เลี้ยงลูกให้แกร่ง ปลูกฝังวินัยไม่ให้ติดจอ อายุ 16 ค่อยมีมือถือ

Khaosod

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตู่ ภพธร เผยสไตล์เลี้ยงลูกให้แกร่ง ปลูกฝังวินัยไม่ให้ติดจอ อายุ 16 ค่อยมีมือถือ สอนลูกเรียนรู้ชีวิตจริงไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ!

เปิดหมดเปลือกสไตล์การเลี้ยงลูกยุคใหม่ของคุณพ่อสายคอนเทนต์อย่าง ตู่ ภพธร ในรายการ MY DADDY James ตั้งแต่ไม่ตีลูก ไม่ใช้จอเป็นพี่เลี้ยง ไปจนถึงการปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบ พร้อมย้ำว่าหน้าที่ของพ่อแม่ ไม่ใช่การบังคับให้ลูกเก่ง แต่คือการสร้างเครื่องมือในการใช้ชีวิตเพื่อให้ลูกเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุขในแบบของตัวเอง

ในโซเชียลเป็นสายคอนเทนต์ฮา ๆ ชีวิตจริงเป็นแบบนั้นไหม?

“เวลาเล่นกับเขาเราจะเล่นเต็มที่จนพี่นุชรู้ว่าอาชีพพ่อหลัก ๆ ของพี่ตู่คือ อาชีพเล่น ดูเหมือนได้งานง่าย แต่จริง ๆ เหนื่อยนะ ด้วยความที่เราทำงานเยอะ และไม่ได้มีเวลามากขนาดที่จะดูแลเขาได้ตลอดเวลาแบบพี่นุช ตอนนี้คนเล็กเริ่มชอบงานประดิษฐ์ประดอย เราต้องเล่นตามเขา ช่วยเขาตัดสิ่งของต่าง ๆ ส่วนคนโตจะชอบเล่นอะไรที่แอ็กชั่นมากกว่า เช่น ออกไปเล่นชิงช้า หรือออกไปปั่นจักรยาน ทั้งสองคนมีความชอบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ ปัญหาไม่ได้อยู่เรื่องของการเล่น แต่ว่าเราจะแบ่งร่างเรายังไงให้สามารถเล่นได้ทั้ง 2 คน”

ลูกมีความชอบที่แตกต่างกัน พวกเขาเล่นด้วยกันบ้างไหม?

“มีบ้าง บางอย่างจะเล่นด้วยกัน แต่จะสังเกตว่าถ้าอะไรที่พี่สาวสนุกมาก ๆ น้องจะนั่งเล่นด้วยพยายามที่จะอิน แต่สักพักนึงเขาจะแยกไปทำอย่างอื่น”

คุณพ่อจะใจดี คุณแม่จะดุลูกมากกว่าไหม ?

“มันจะเป็นโหมดที่แตกต่างกัน พี่ตู่จะโหมดเรื่องซีเรียสกว่า พี่นุชเขาจะมีความดุเรื่องการกิน เรื่องที่เราเจอกันทุกวัน เช่น เวลานี้ต้องแปรงฟันแล้วนะ แต่ยังไม่ไป หรือว่าเป็นแนวบ่น แต่พี่ตู่จะเป็นแนวให้เขาทำอะไรที่ควรทำ หรือที่จะต้องสั่งสอนแบบจริงจัง พี่ตู่จะเป็นโหมดนั้น”

เวลาที่ต้องคุยกับลูกเรื่องจริงจัง ต้องจับเขาคุยเลยไหม?

“จะมีช่วงของมัน ศึกษาจากสื่อออนไลน์ทั้งนั้นเลยว่าถ้าเขาทำอะไรไม่ดี เราคงจะไม่สั่งสอนเขาเดี๋ยวนั้น เพราะว่าเขาจะมีความต่อต้านเบา ๆ ถ้าเราดุเลยเขาก็จะกลายเป็นกลัวเรามากกว่าที่จะรับฟัง เราจะไปสอนเขาในเวลาที่เขาใจเย็นลงแล้ว และเวลาที่ดีที่สุดคือ เวลาก่อนนอน ที่เราจะมาพูดคุยกัน”

ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาจากลูกทั้งสองคนเหมือนกันไหม ?

“ไม่เหมือน อย่างเช่น มีวันหนึ่งคนโตถือขนมมาจะเอามาอวดแม่เขา ฟันเขาโยกใกล้จะหลุดแล้ว เขาอยากจะกัดขนม เพราะเขาเห็นพี่ตู่ทำให้ดูว่า กัดไปปุ๊บ ถ้าฟันมันโยก ฟันมันจะหลุด เขาก็เลยซื้อมาแต่เขายังไม่ได้จะกินหรอก เพราะกำลังจะเข้านอนแล้ว เรานึกว่าเขาจะเอามากิน เราเลยพูดว่า พี่ริสาไม่กินลูก ดึกแล้ว เราพูดอาจจะน้ำเสียงมีความตำหนินิดนึง ลูกเสียใจมาก ทำไมปะป๊าต้องดุหนู หนูแค่อยากจะเอามาโชว์หม่ามี้เอง เขาจะเป็นอ่อนไหวง่าย เราตอบกลับไปว่า ปะป๊านึกว่าหนูจะเอามากิน อ๋อ หนูมาโชว์ หนูเล่าให้หม่ามี้ฟังเลย

ในส่วนของคนเล็ก เมื่อวานนี้ให้เขาเก็บของก่อนเข้านอนพวกของเล่น เวลาเล่นเขาจะไม่เหนื่อยหรอก แต่พอเก็บของปุ๊บ เหนื่อยหมดแรงแบตเหลือ 0% ทันที เราจะมีเลเวลที่จะบอกเขาให้ทำ ถ้าลูกยังไม่ทำ เราจะพยายามหาวิธีทำให้มันดูสนุก พยายามไล่ระดับของเรา พอเริ่มดุปุ๊บเขาจะสู้ เขาจะทำเสียงขู่เราเหมือนจะเล่นแต่จริง ๆ แล้วเราแอบจะไม่เล่นด้วย มีความหงุดหงิด แต่ว่าพยายามแสดงออกมาในทางที่เหมือนเล่น ถ้าเขาเริ่มไม่พอใจ เราจะเริ่มสอน คนโตจะสู้กว่าคนเล็ก

มันมีความถอดใจในความเป็นพ่อที่พยายามที่จะไม่ดุ ไม่ตี พอพูดแล้วไม่ทำ บางทีคิดกับตัวเองว่า ช่างมัน เดี๋ยวมาเก็บเองก็ได้ แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้ ถ้าเราปล่อยให้ครั้งนี้ผ่านไปได้ มันก็จะมีครั้งหน้าต่อไปเรื่อย ๆ เราก็ฮึบกลับมาแล้วพยายามบอกเขาว่า โอเค ไม่เป็นไรลูก งั้นคืนนี้ถ้าหนูยังไม่เก็บเราจะนอนดึก ป๊าจะรอจนกว่าหนูจะเก็บ แล้วพรุ่งนี้หนูจะเหนื่อยนะ เพราะตื่นเช้าไปโรงเรียน”

ถ้าไม่ลงโทษลูกแล้วเราต้องทำอย่างไร?

“มันมีเรื่องที่จะต้องลงโทษ แต่ในเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เราจะลงโทษ ถ้าเขาทำอย่างอื่น เช่น ทะเลาะกัน เขาโกรธ ตีกันต้องลงโทษ แต่ว่าลงโทษคงไม่ใช่ตีครับ ไม่มีการตีในบ้านผมอยู่แล้ว แต่จะมีเวลากำหนดว่า ห้ามดูจอนานกี่วัน หรือ 1 อาทิตย์ มันเป็นเหมือนการพรากสิ่งที่เขาชอบทำ เขาจะรู้ว่าเขาสมควรแล้วที่จะโดน”

ทราบว่าเรียนจบที่เมืองนอกมาได้นำประสบการณ์ในการไปใช้ชีวิตที่โน้นมาปรับใช้กับลูก ๆ บ้างไหม ?

“ตัวเราเองทำงานพาร์ตไทม์ตั้งแต่เด็ก แล้วช่วงจบมัธยมเราเริ่มทำงานฟูลไทม์เลยพร้อมกับเรียนไปด้วย เรารู้สึกว่าโอเค ลูกเรายังเล็ก แต่รู้สึกว่าการมีงานทำให้เขามีวินัยทำให้เขาโต โตในแง่นี้คือมีความรับผิดชอบในตัวเองมากขึ้น พอเขามีเงินก้อนหนึ่งแล้วอยากจะซื้ออะไร เขาจะเริ่มคิดละว่าควรที่จะซื้อสิ่งนี้หรือเปล่า อยากได้ของเล่นชิ้นนี้ เขาต้องเก็บเงินมานานเท่าไหร่กว่าจะได้ เขามีเป้าหมายอยากซื้อสุนัข เขาควรจะต้องทำยังไงให้ไปถึงจุดนั้นได้”

เป็นคนที่ซีเรียสเรื่องมารยาทไทยมาก ๆ กับลูก ?

“ไม่ขนาดนั้น แต่แค่เห็นว่าลูกเรียนอินเตอร์แล้วสิ่งเหล่านี้จะหายไปเยอะ เช่น การไหว้ เราไม่แน่ใจว่าโรงเรียนสอนเยอะไหม เพราะครูเป็นชาวต่างชาติ เป็นคนอังกฤษมีผู้ช่วยครูซึ่งเป็นคนฟิลิปปินส์ มีคนไทยบ้างในชั้นเล็ก ๆ มันมีความเป็นไทยน้อยมาก รู้สึกว่าบางสิ่งยังมองว่าเป็นสิ่งสำคัญ เด็กที่รู้จักความเป็นไทยจะมีความนอบน้อม ไม่แน่ใจว่าคนยุคนี้คิดยังไงเรื่องการไหว้ผู้ใหญ่ แต่รู้สึกว่าในความเป็นไทยมันเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ เรื่องความเกรงใจเกินไป อาจจะไม่ได้อยากให้เขาเป็นขนาดนั้น เขาจะต้องกล้าที่จะพูด กล้าแสดงความเป็นตัวของตัวเอง แต่ยังรู้เรื่องขนบธรรมเนียมไทย

เราว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่แย่ที่จะให้เรียนรู้ พยายามฝึกเขาซึ่งจะทำบ้างไม่ทำบ้าง บางทีจะไหว้แบบมึน ๆ แต่พยายามสอนเขา นั่นเป็นเรื่องหนึ่งที่พยายามครับ อยู่บ้านจะคุยกับเขาว่าพยายามพูดไทยกันนะลูก เพราะเขาจะกลายเป็นเด็กพูดไทยได้ไม่แข็งแรง โรงเรียนอินเตอร์อาทิตย์หนึ่งสอนไทยไม่กี่วัน ซึ่งมันเสียดายว่าเราเกิดมาเป็นคนไทยแล้วเรียนโรงเรียนอินเตอร์ควรจะได้ทั้ง 2 ภาษา เผลอ ๆ เดี๋ยวนี้เขาต้องได้ภาษาจีนด้วย”

3 หัวข้อหลักที่อยากส่งต่อให้ลูก ?

“อันดับแรก การให้คุณค่าตัวเอง ด้วยความที่เป็นลูกสาว เราอยากให้เขารู้ถึงคุณค่าของตัวเองไม่ว่าไปอยู่ในสังคมไหนเขาจะไม่ให้ใครมาด้อยค่าและฟังในสิ่งที่เขารู้ว่าไม่ใช่ หรือใครที่พยายามจะผลักดันเขาไปในทางที่เขารู้ว่าไม่ควรลดตัวลงไปทำสิ่งนั้น อันนี้น่าจะเป็นเรื่องหลักที่อยากสอนเขา

อันที่สองคือเรื่องวินัยในตัวเอง และอีกเรื่องคือเรื่องของความเป็นคนดี อันนี้เป็นหัวข้อใหญ่ว่าต้องสอนให้เขาเป็นคนดี เวลาเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการที่จะมานั่งคิดเรียงลำดับว่า เราจะสอนอะไรต่อดี มันจะมาเมื่อเรารับฟังเมื่อมีเวลาที่จะพูดคุยกับเขาว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างวันนี้ ใครทำให้หนูยิ้มได้บ้างที่โรงเรียน หรือหนูมีเรื่องอะไรที่ไม่แฮปปี้ไหม คุยกับเขาบ่อย ๆ จนเขากล้าที่จะเปิดกับเราในสิ่งที่เขาอาจจะไม่สบายใจที่จะเปิด แล้วเราจะได้เรียนรู้ว่าควรจะสอนอะไรเขาต่อ แต่บางคนไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ถึงบอกว่ามันควรจะต้องมีให้กับลูกเราบ้าง เรื่องเล่นก็สำคัญสำหรับผม แต่เรื่องที่ดีที่สุดคือ การมีเวลาพูดคุยกับลูก”

อนาคตคาดหวังให้ลูกอยู่ในวงการบันเทิง ?

เจมส์ จิ : “ส่วนตัวผมไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น อันนี้ผมแล้วแต่เขาเลยอยู่วงการบันเทิงมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่ใช่ข้อเสียของวงการบันเทิงนะ แต่เป็นข้อเสียที่จิตใจคุณจะโดนกระทบเองตอนที่คุณอยู่ในวงการบันเทิง”

ตู๋ ภพธร : “ใช่ครับ นั่นเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยอยากบังคับให้เขาทำอะไรหรือถ่ายอะไรถ้าเขาไม่แฮปปี้ เราจะหยุดเลย นอกจากว่ามีถ่ายงานก็จะบอกล่วงหน้านาน ๆ สมมติมีพรีเซนเตอร์เข้ามา จะบอกเขาว่า เรามีงานนี้ลูกนะ ปะป๊าจะมีส่วนแบ่งให้ แต่เงินนี้หนูไม่ได้เอาไปใช้นะ เป็นค่าตัวจริงจังเลย ให้เขาเป็นกอบเป็นกำ แต่อยู่ในบัญชีที่ไม่ได้ใช้จะได้ใช้ตอนโตตอนเข้ามหาลัย เขาจะแฮปปี้ที่จะทำ และมีสิ่งจูงใจเป็นรางวัลเล็กน้อย

ถ่ายงานมีบ้างแต่ไม่ได้บ่อย ส่วนอื่น เช่น คอนเทนต์ ผมจะไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะไม่ใช่แค่ตัวเขา แต่เป็นตัวเราด้วย รู้สึกว่าเราแบ่งตัวเองระหว่างฐานะพ่อที่เล่นกับลูก กับพิธีกรหรือดารา ที่กำลังทำงานอยู่ เพราะการกระทำของเราจะไม่เหมือนกัน รู้สึกว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นเลยไม่ค่อยชอบถ่ายเท่าไหร่เวลาที่อยู่กับลูกจริง ๆ แต่เราจะไม่บังคับเขา ไม่มีความคาดหวังใด ๆ ว่าอยากให้เขาเป็นอะไร ณ ตอนนี้ แค่อยากให้เครื่องมือในการใช้ชีวิตกับเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้เรียนนี่ให้ลองนู่นนั่นเพื่อให้เขารู้ว่าอยากทำอะไรมากกว่า”

วิธีรับมือเรื่องการเล่นมือถือของลูกสไตล์คุณพ่อสายคอนเทนต์ ?

“แต่ก่อนจะมีแบบหลอกล่อด้วยจอ ตอนนี้จะบอกที่บ้านตลอดไม่ให้ทำเลย จะไม่มีการกินข้าวแล้วเพื่อให้นั่งนิ่ง ๆ หรือเวลาไปกินข้าวนอกบ้านกับเพื่อนแล้วเอาจอมาตั้งให้เขาเล่น นอกจากว่าไปกับเพื่อนเยอะ ๆ แล้วลูกเพื่อนทุกคนดูกัน แต่ถ้าของเราเองที่บ้านเวลาไปข้างนอกบ้านจะไม่ให้ดูจอ นั่งกินข้าวเอง ห้ามเล่นมือถือ จะไม่เปิดทีวีตอนกินข้าว เพราะรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องสื่อสารกัน คุยกัน ใช้เวลาร่วมกัน ซึ่งจะมีเวลาของเขา เช่น วันหยุด สุดสัปดาห์สามารถเล่นได้วันละ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง”

ควรให้ลูกมีมือถือเป็นของตัวเองตอนอายุเท่าไหร่ ?

“คิดว่าอายุ 16 ปี ถ้าอยากจะมีก่อนหน้านั้นอาจจะเป็นมือถือแบบไม่ใช่สมาร์ทโฟนเพราะพยายามให้เขาอยู่ไกลโซเชียลมีเดียให้นานที่สุด สมมติว่าเขาอยากทำคอนเทนต์หรือเริ่มโต เอาจริง ๆ ผมไม่ค่อยเห็นด้วย ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ อาจจะมี iPad ที่เอามาใช้ทำได้หรือเป็นอะไรที่เขาไม่ได้ใช้ในเวลาส่วนตัวครับ”

ถ้าในเร็ว ๆ นี้ ลูกขอเป็น TikToker ?

“หนูอยากทำอะไร อยากพูด หรืออยากเต้น ถ้างั้นหนูไปเรียนเต้นไหม ไม่ใช่หนูทำท่าง่าย ๆ ตามคลิปใน TikTok แล้วแค่นั้นคือ เรียกว่าเป็น TikToker ผมว่ามันต้องมีสกิลเพิ่มเติมให้เขา ถ้าหนูชอบทำคลิปแบบนี้ หนูเรียนตัดต่อไหม หนูไปเรียนเกี่ยวกับ prompt เพื่อทำ AI เพราะเราคิดว่าเขาต้องได้อะไรมากกว่าแค่ว่า หนูจะทำหนูก็ทำ โดยที่หนูไม่ได้ฝึกฝนอะไร”

ทำไมถึงให้ความสำคัญในเรื่องของความอดทนและการมีวินัย ?

“เพราะว่าชีวิตจริงมันต้องเป็นอย่างนั้น ชีวิตจริงคุณไม่สามารถทำอะไรฉาบฉวยได้แบบจับอันนี้แล้วอยากจะรวยเลย จับอันนี้แล้วอยากจะดังเลย มันไม่มีอยู่แล้ว ไม่มีใครเอาอะไรมาวางให้คุณแล้วชีวิตคุณเซ็ตแล้วสบายเลย มันไม่มีอยู่แล้ว ลูกต้องเรียนรู้ในจุดนี้ว่าทุกอย่างมีที่มามีเวลาของมัน มีสิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องได้มาก่อนที่คุณจะได้รับมันไป ที่คุณจะต้องไปฝึกฝนมา เพราะทุกคนเห็นแค่ในมุมที่เขาโชว์ผลลัพธ์ ที่เขาบอกวิธีว่าฉันทำคลิปแบบนี้ ฉันหาเงินได้ 100,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมันอาจจะมีจริงสำหรับบางคน แต่ว่ามันไม่ใช่ทุกคน ไม่งั้นคงรวยกันไปหมด”

เคล็ดลับในการบริหารเวลาดูแลลูก ?

“เขาจะเฝ้ารอ แต่ว่าขึ้นอยู่กับในบางช่วง เหมือนเขาอยู่ตลอดเวลา บางทีเพื่อนเขามาก็จะไปติดเพื่อน แต่เราจะสังเกตได้ว่าถ้าเราหายไป เพราะทำงานยุ่ง ๆ ติดกัน 2-3 วัน เรากลับบ้านมาเขาจะวิ่งเข้ามากอด อย่างเมื่อวานนี้กลับบ้านไปแล้วลูกสาวคนเล็กซึ่งปกติเขาจะไม่ค่อยมีนิสัยแบบนี้ที่วิ่งเข้ามากอดก่อน มันเป็นโมเมนต์ที่เราเหมือนเป็นรางวัล แต่ถามว่าแบ่งเวลายังไง ผมว่าเวลาที่เรามีจะมากจะน้อย ถ้าเราให้เขา 100% มันเพียงพอ”

ลูกคนไหนมาสายดนตรีเหมือนพ่อ ?

“ลูกสาวคนโต ริสา เขาจะชอบเล่นเปียโน ตอนนี้เรียนอยู่ด้วย แล้วเขาจะบอกว่าเดี๋ยวจะไปซ้อมของตัวเอง เราจ้างครูมาสอนเขา มันเริ่มจากเขาไปดูละครเวที เห็นเราร้องเพลงซึ่งเขาก็ไม่ได้อินอะไรขนาดนั้น เพียงแต่ว่าที่โรงเรียนมีสอนเปียโน เราเลยจ้างครูมาสอนเพิ่มให้ซึ่งจะมีโมเมนต์ที่เขาอยากเลิกเรียน เราจะพยายามบอกว่า อย่าเลยลูกหนูเริ่มเรียนมาแล้ว อยากให้ลองเรียนต่อไปเรื่อย ๆ มันดีกับตัวหนู ถ้าหนูเล่นเป็น เราให้เขาเริ่มเรียนเป็นปีแล้ว คนเล็กก็มีเรียนด้วย แต่ว่าคนเล็กเหมือนจะชอบร้องเพลงมากกว่า เขาจะฮัมเพลงของเขาเองอยู่ตลอดเวลา”

ช่วงที่ลูกท้อแท้ทำให้เขาผ่านช่วงเวลานั้นอย่างไร ?

“เราบอกว่าไม่ได้ลูก หนูต้องเรียนต่อ คุณครูจะต้องมาแล้วเย็นนี้ หนูต้องเรียนนะเราจะพยายามสอนเขาว่า ถ้าเราเริ่มทำอะไรแล้ว ป๊าไม่อยากให้หนูล้มเลิกง่าย ๆ ซึ่งเขาไม่รู้หรอกว่า มันไม่มีวันจบ มันไม่มีทางที่เรียนเปียโน แล้วเป็นปรมาจารย์ ไม่ต้องเรียนแล้ว ไม่ต้องฝึกแล้ว จริง ๆ ไอเดียนี้ได้มาจากการเห็นพ่อแม่เด็กคนอื่น เพราะลูกเขาเก่ง อยู่ในวงของโรงเรียนด้วย เขาขอเองที่จะเรียน เพราะว่าเราจะมีความคิดที่ว่าถ้าลูกดูไม่มีความสุขอย่าไปบังคับเขา ในตอนแรก ๆ นะ รู้สึกว่าเขาจะไม่มีความสุขที่ทุกคนฝืนให้เขาทำนู่นทำนี่ แต่เราอาจจะต้องดูด้วยว่า เขามีแววหรือเปล่า มีความชอบบ้างหรือเปล่า

พอเริ่มเรียนถ้าเขาดูมีความชอบแต่เขาเลิกเพราะเขาขี้เกียจอันนี้ต้องบังคับเขาแล้ว เพราะว่าเด็กทุกคนมันขี้เกียจหมด อยากไปเล่นกับเพื่อน พอนำเขาผ่านจุดหนึ่งไปได้มันจะกลายเป็นว่าเขาชอบ แล้วจะกลายเป็นสิ่งที่เขาไปต่อยอดได้ แต่ว่าถ้าเขาดูมีความชอบแล้วเราปล่อยให้เขาเลิกไปเขาจะไม่จับอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ใช่ทุกคนด้วยที่จะเกิดมาแล้วรู้เลย เพราะฉะนั้นมันเป็นหน้าที่เราที่จะต้องสร้างพื้นที่ให้เกิดแรงบันดาลใจสำหรับเขาไปเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายแล้วถ้าเราเห็นประกายบางอย่างในตัวเขากับสิ่งนั้นๆที่เขาเรียนรู้ มันจะเห็นได้”

มีอะไรอยากจะฝากถึงลูกกับภรรยา ?

“มีคนคอมเมนต์เยอะ เวลาที่เห็นเราทำอะไรด้วยกันว่าพี่นุชโชคดีจังเลย ที่ได้พี่ตู่เป็นสามีแต่สิ่งที่เขาไม่เห็นในมุมที่ไม่ดีมันก็มีไม่ได้น้อย สิ่งที่นุชพยายามปรับพยายามเข้าใจพี่ตู่ เราเป็นคนมีความนอยด์ในบางเรื่อง มีความเยอะ ซึ่งเราซาบซึ้งมากที่เขาพยายามเข้าใจเราในหลาย ๆ เรื่อง ขอโทษที่บางทีอาจจะมีความเยอะในมุมของเรา เช่น เรื่องของอารมณ์ มันเป็นสิ่งที่เราก็พยายามปรับให้ดีขึ้น และพยายามที่จะเป็นสามีที่ดีกับเขาขึ้นเรื่อย ๆ กับลูก

ถ้าลูกได้มาดูคงเป็นตอนโตไปแล้ว อยากให้เขารู้ว่า ปะป๊ากับหม่ามี้รักเขามากที่สุดในโลก ภูมิใจในตัวเขามาก อยากให้เขาใช้ชีวิตของตัวเองอย่างมีความสุขเท่านั้น เราก็แฮปปี้ และมันเริ่มจากตัวเรา เพราะเราเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับเขา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเป็นมีผลส่งสะท้อนไปถึงตัวเขาด้วย เพราะฉะนั้นเริ่มจากตัวเรา”.

ติดตาม “My Daddy James” ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=RAfPCxBwD_s

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตู่ ภพธร เผยสไตล์เลี้ยงลูกให้แกร่ง ปลูกฝังวินัยไม่ให้ติดจอ อายุ 16 ค่อยมีมือถือ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...