โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สาวลดน้ำหนักจาก 63 เหลือ 43 กก. แชร์ 9 นิสัย คงหุ่นไม่กลับไปอ้วนอีก โดยไม่อดขนม

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ลดน้ำหนักได้แล้วไม่กลับมาอ้วนอีก หญิงสาวแชร์ 9 นิสัยง่าย ๆ ที่ช่วยรักษาหุ่นนาน 2 ปี ไม่กลับไปอ้วนอีก

ลดน้ำหนักได้แล้วไม่กลับมาอ้วนอีก หญิงสาวแชร์ 9 นิสัยง่าย ๆ ที่ช่วยรักษาหุ่นนาน 2 ปี ไม่กลับไปอ้วนอีก แม้ยังกินขนม

หลายคนอาจคิดว่าการลดน้ำหนักคือด่านที่ยากที่สุด แต่ความจริงแล้ว “การรักษาน้ำหนักให้คงที่” หลังจากลดได้ต่างหากที่เป็นโจทย์ใหญ่ เพราะหลายคนลดลงได้ไม่นาน น้ำหนักก็กลับขึ้นมาใหม่ จนวนอยู่ในวงจรเดิมซ้ำ ๆ

ล่าสุด เรื่องราวของหญิงสาวรายหนึ่งถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ หลังเธอแชร์ประสบการณ์ลดน้ำหนักจาก 63 กิโลกรัม เหลือ 43 กิโลกรัม และสามารถรักษาน้ำหนักให้คงที่ได้นานกว่า 2 ปี โดยเธอเล่าว่า เคล็ดลับไม่ได้อยู่ที่การอดอาหารอย่างหนัก หรือออกกำลังกายจนเกินกำลัง แต่คือการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตให้กลายเป็นนิสัยที่ทำได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมักย้ำว่า การลดน้ำหนักควรคำนึงถึงสุขภาพ ความเหมาะสมของร่างกาย และไม่ควรเลียนแบบตัวเลขน้ำหนักของผู้อื่นโดยตรง เพราะน้ำหนักที่เหมาะสมของแต่ละคนขึ้นอยู่กับส่วนสูง มวลกล้ามเนื้อ โรคประจำตัว อายุ และปัจจัยอื่น ๆ หากต้องการลดน้ำหนักมากหรือรวดเร็ว ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อน

สิ่งที่ยากกว่า “ลดน้ำหนัก” คือทำอย่างไรไม่ให้น้ำหนักกลับมา

การลดน้ำหนักแบบเข้มงวดมากเกินไปอาจเห็นผลเร็วในช่วงแรก แต่หลายครั้งกลับรักษาได้ยากในระยะยาว เพราะเมื่อร่างกายและจิตใจถูกกดดันมากเกินไป อาจนำไปสู่การกินมากขึ้นในภายหลัง หรือกลับไปใช้พฤติกรรมเดิมทันทีเมื่อหยุดคุมอาหาร

แนวทางที่ยั่งยืนกว่าคือการปรับพฤติกรรมทีละน้อย ทั้งเรื่องอาหาร การเคลื่อนไหว การนอนหลับ และการจัดการความเครียด ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำด้านการควบคุมน้ำหนักจากหน่วยงานสุขภาพหลายแห่งที่เน้นการสร้างไลฟ์สไตล์ระยะยาว มากกว่าการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน

กรณีของหญิงสาวรายนี้จึงน่าสนใจ ไม่ใช่เพียงเพราะเธอลดน้ำหนักได้มาก แต่เพราะเธอสามารถรักษารูปร่างและพฤติกรรมเดิมไว้ได้นานกว่า 2 ปี โดยไม่ได้ใช้วิธีหักโหมจนใช้ชีวิตยาก

กินตามลำดับ ผักก่อน โปรตีนตาม แล้วค่อยคาร์โบไฮเดรต

หนึ่งในหลักการที่เธอทำเป็นประจำคือ การจัดลำดับการกินในแต่ละมื้อ โดยเริ่มจาก ผักใบเขียว ตามด้วย อาหารที่มีโปรตีน และปิดท้ายด้วย คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว เส้น หรือแป้งชนิดต่าง ๆ

แนวทางนี้มีเหตุผลรองรับในเชิงโภชนาการ เพราะการกินผักและโปรตีนก่อนอาจช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น อิ่มนานขึ้น และช่วยลดโอกาสกินคาร์โบไฮเดรตหรือพลังงานรวมมากเกินความต้องการ นอกจากนี้ งานวิจัยบางชิ้นยังพบว่า การกินผักหรือโปรตีนก่อนคาร์โบไฮเดรตอาจช่วยลดระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารได้ในบางกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคาร์โบไฮเดรตเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะร่างกายยังต้องการพลังงานจากอาหารกลุ่มนี้ เพียงแต่ควรเลือกชนิดที่เหมาะสม เช่น ข้าวไม่ขัดสี ธัญพืช หรือคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารมากขึ้น และกินในปริมาณพอดี

ไม่อดอาหาร แต่ปรับมื้อเย็นให้เบาลง

เธอเล่าว่า ในระหว่างวันยังคงกินอาหารมื้อหลักให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอ แต่จะระวังมื้อเย็นมากขึ้น โดยเลือกกินให้เบาลงและหลีกเลี่ยงการกินดึกโดยไม่จำเป็น

หลักสำคัญไม่ใช่การอดมื้อเย็น แต่คือการฟังสัญญาณร่างกายและหยุดเมื่อรู้สึกอิ่มประมาณ 70-80% วิธีนี้ช่วยลดโอกาสกินเกินโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่หลายคนมักกินเพื่อคลายเครียดหรือกินตามความเคยชิน มากกว่ากินเพราะหิวจริง

สำหรับบางคน การเว้นมื้อหรือกินน้อยเกินไปอาจทำให้หิวจัดและควบคุมอาหารได้ยากกว่าเดิม ดังนั้นควรเลือกวิธีที่เหมาะกับชีวิตประจำวันและไม่ทำให้รู้สึกทรมาน

ของหวานไม่จำเป็นต้องตัดขาด แค่รู้จักปริมาณ

สิ่งที่ทำให้วิธีของเธอแตกต่างจากการลดน้ำหนักแบบเข้มงวดคือ เธอไม่ได้ห้ามตัวเองกินของหวานโดยสิ้นเชิง หากอยากกินขนมหรือของหวาน เธอจะยังกินได้ แต่ลดปริมาณให้พอหายอยาก ไม่ปล่อยให้กลายเป็นการกินมากเกินไป

แนวคิดนี้ช่วยลดความรู้สึกกดดัน เพราะยิ่งห้ามตัวเองมากเท่าไร บางคนอาจยิ่งอยากกินมากขึ้น และเมื่อหลุดจากแผนก็อาจกินแบบควบคุมไม่ได้ การอนุญาตให้ตัวเองกินอาหารที่ชอบในปริมาณพอดี จึงอาจช่วยให้รักษาแผนการกินได้นานกว่า

ขณะเดียวกัน เธอยังพยายามลดอาหารที่มีไขมันสูง เค็มจัด หรือรสจัดมากเกินไป เพราะอาหารกลุ่มนี้มักทำให้กินเพลินและได้รับพลังงานหรือโซเดียมสูงโดยไม่รู้ตัว

ดื่มน้ำให้พอ และเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

อีกหนึ่งนิสัยที่เธอทำต่อเนื่องคือการดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยตั้งเป้าประมาณวันละมากกว่า 2 ลิตร อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่เหมาะสมของแต่ละคนอาจแตกต่างกันตามน้ำหนักตัว กิจกรรม สภาพอากาศ และโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตหรือโรคหัวใจควรทำตามคำแนะนำของแพทย์

นอกจากเรื่องน้ำ เธอยังให้ความสำคัญกับการกินอาหารให้ครบหมู่ แม้ในวันที่ต้องกินนอกบ้าน ก็พยายามเลือกเมนูที่มีผัก โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตอย่างสมดุล ไม่ปล่อยให้มื้ออาหารกลายเป็นการกินแป้งหรือของทอดเป็นหลัก

หลังมื้ออาหาร ไม่รีบนั่งหรือนอนทันที

หลังรับประทานอาหาร เธอมักยืนหรือเดินเบา ๆ ประมาณ 30 นาที แทนการนั่งหรือนอนทันที พฤติกรรมเล็ก ๆ นี้อาจช่วยให้ร่างกายได้ขยับ ลดความง่วงหลังอาหาร และเพิ่มการใช้พลังงานเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน

ไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายหนัก เพียงเดินช้า ๆ เก็บของ ล้างจาน หรือเดินเล่นในบ้าน ก็ถือเป็นการเพิ่มการเคลื่อนไหวที่ทำได้ง่ายและไม่กดดันเกินไป

ชั่งน้ำหนักตอนเช้า เพื่อสังเกตร่างกาย ไม่ใช่กดดันตัวเอง

เธอยังมีนิสัยชั่งน้ำหนักตอนเช้า เพื่อดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หากน้ำหนักขึ้นเล็กน้อย ก็จะปรับอาหารหรือกิจกรรมในวันถัดไป แทนการปล่อยให้เพิ่มขึ้นมากแล้วค่อยเริ่มใหม่

อย่างไรก็ตาม การชั่งน้ำหนักบ่อยอาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่รู้สึกเครียดหรือหมกมุ่นกับตัวเลขมากเกินไป เพราะน้ำหนักสามารถขึ้นลงได้จากหลายปัจจัย เช่น น้ำในร่างกาย รอบเดือน การกินเค็ม หรือการนอนหลับ หากการชั่งน้ำหนักทำให้กังวล ควรใช้วิธีดูจากความกระชับของเสื้อผ้า รอบเอว หรือความรู้สึกแข็งแรงร่วมด้วย

นอนให้พอ เพราะการนอนเกี่ยวกับความหิวมากกว่าที่คิด

การนอนหลับเป็นอีกปัจจัยที่เธอให้ความสำคัญ เพราะเมื่อนอนน้อย หลายคนมักหิวบ่อยขึ้น อยากกินของหวานหรืออาหารพลังงานสูงมากขึ้น และควบคุมความอยากอาหารได้ยากกว่าเดิม

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การนอนหลับไม่เพียงพออาจเกี่ยวข้องกับความอยากอาหาร การเลือกอาหาร และการควบคุมน้ำหนัก ดังนั้น การพักผ่อนให้พอจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรูปร่าง ไม่ใช่แค่เรื่องความสดชื่นเท่านั้น

9 นิสัยที่ช่วยรักษาน้ำหนักได้ในระยะยาว

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยปรับตามร่างกาย กิจกรรม และโรคประจำตัว
  • กินตามลำดับ เริ่มจากผักใบเขียว ตามด้วยโปรตีน แล้วค่อยคาร์โบไฮเดรต
  • กินอาหารให้สมดุลระหว่างวัน ไม่อดจนหิวจัด และเลือกมื้อเย็นให้เบาลงหากเหมาะกับตัวเอง
  • หยุดกินเมื่ออิ่มพอดี ไม่ฝืนกินจนแน่นเกินไป
  • หลังมื้ออาหารให้ขยับตัวเบา ๆ เช่น ยืน เดิน หรือทำกิจกรรมในบ้าน
  • ไม่ตัดของหวานแบบเด็ดขาด แต่กินในปริมาณที่พอเหมาะ
  • ลดอาหารไขมันสูง เค็มจัด หรือกินเพลินง่าย เพื่อช่วยควบคุมพลังงานและโซเดียม
  • นอนหลับให้เพียงพอ เพราะมีผลต่อความหิวและการตัดสินใจเลือกอาหาร
  • ติดตามร่างกายอย่างพอดี เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว หรือสังเกตเสื้อผ้า โดยไม่กดดันตัวเองเกินไป

ลดน้ำหนักให้สำเร็จ ต้องเปลี่ยนจาก “ภารกิจระยะสั้น” เป็น “วิถีชีวิต”

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การลดน้ำหนักได้หลายกิโลกรัม แต่คือการรักษาพฤติกรรมใหม่ให้อยู่ได้นานกว่า 2 ปี เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำได้ทุกวัน มักให้ผลระยะยาวมากกว่าการบังคับตัวเองอย่างหนักในช่วงสั้น ๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมักแนะนำว่า แผนลดน้ำหนักที่ดีควรทำได้จริง เหมาะกับชีวิตประจำวัน มีอาหารที่หลากหลาย ไม่ตัดอาหารทั้งกลุ่มโดยไม่จำเป็น และควรมีทั้งการกินที่ดี การเคลื่อนไหว การพักผ่อน และการจัดการความเครียดร่วมกัน

สรุป

การลดน้ำหนักให้ได้ผลไม่ควรวัดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว และไม่ควรเลียนแบบน้ำหนักเป้าหมายของคนอื่นโดยไม่ดูสภาพร่างกายของตัวเอง กรณีหญิงสาวที่รักษาน้ำหนักได้นานกว่า 2 ปี สะท้อนให้เห็นว่าเคล็ดลับสำคัญคือการสร้างนิสัยที่ทำได้จริง เช่น กินอาหารตามลำดับ ดื่มน้ำให้พอ ขยับตัวหลังอาหาร ไม่ห้ามของหวานจนกดดันตัวเอง และนอนหลับให้เพียงพอ

หากต้องการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็กและวัยรุ่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่เคยมีปัญหาการกินผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อน เพื่อให้แผนการดูแลน้ำหนักเหมาะกับสุขภาพของตนเองมากที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...