โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ไทยช่วยไทย พลัส” เดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยหลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.) มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย และเกิดการใช้จ่ายผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการในการกระตุ้นกำลังซื้อ กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกของการใช้สิทธิ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยมียอดใช้จ่ายรวม 2,039.74 ล้านบาท ก่อนที่ยอดใช้จ่ายจะขยายตัวต่อเนื่องจนมียอดสะสม 43,218.39 ล้านบาท ภายในเดือนแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการและการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนแรกสะท้อนความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...