Krungthai COMPASS พบ 335 บริษัทใน SET และ mai ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
Krungthai COMPASS พบ 335 บริษัทที่ระบุว่าได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง Middle East Conflict (ME Conflict) ใน Q1/2569 แบ่งเป็น 80% ใน SET และ 20% ใน mai สะท้อนว่ากิจการในทุกระดับได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน หากแบ่งตามประเภทอุตสาหกรรม พบว่า 80% กระจุกตัวใน Top 5 อุตสาหกรรมแรก ได้แก่ SERVICE, INDUS, PROPCON, AGRO และ RESOURC ตามลำดับ
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง หรือ ME Conflict ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลาย ก.พ. 2569 ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทย
เพื่อให้เป็นหนึ่งในช่องทางการติดตามและประเมินผลกระทบดังกล่าว Krungthai COMPASS ได้ทำการวิเคราะห์ MD&A และ Operating Result ที่บริษัทจดทะเบียน (Listed Company) รายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในงวด Q1/2569 เพื่อประเมินว่ามีบริษัทใดบ้างที่ระบุในรายงานว่าได้รับผลจาก ME Conflict? บริษัทได้รับผลกระทบผ่านช่องทางใด? และประเมินภาพรวมว่าอุตสาหกรรมใดกระทบมากสุด?
335 บริษัท หรือ ~40% ได้รับผลกระทบจาก ME Conflict
Krungthai COMPASS พบว่า 335 บริษัท (~40% ของบริษัทที่ส่งรายงานงวด Q1//2569) ระบุว่าได้รับผลกระทบจาก ME Conflict (MD&A และ Operating Result ไม่ได้มีเกณฑ์กำหนดชัดเจนว่าบริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลใดบ้างทำให้บางบริษัทอาจรายงานเพียงผลการดำเนินงานโดยไม่ระบุผลกระทบจาก ME Conflict)
หากแบ่งบริษัทที่ได้รับผลกระทบผ่านมิติโครงสร้างตลาด พบว่าบริษัทราว 80% อยู่ใน SET และอีก 20% อยู่ใน mai สะท้อนให้เห็นว่า ME Conflict ส่งผลกระทบทั้งต่อบริษัทขนาดใหญ่ และบริษัทขนาดกลาง-เล็กในตลาดทุนไทย
ในมิติประเภทอุตสาหกรรม พบว่า 80% ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบกระจุกตัวอยู่ใน Top 5 อุตสาหกรรมแรก ได้แก่ SERVICE (บริการ) 21% ตามมาด้วย INDUS (สินค้าอุตสาหกรรม) 19%, PROPCON (อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง) 18%, AGRO (เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) 13% และ RESOURC (ทรัพยากร) 9% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
50% ของผลกระทบส่งผ่านช่องทาง “ต้นทุนที่สูงขึ้น
การประเมินพบ 322 บริษัท ที่ระบุว่าได้รับผลด้านลบจาก ME Conflict ใน Q1/2569 โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นผลรวมระหว่าง 305 บริษัทที่ได้รับผลลบ (Negative) และ 17 บริษัทที่ได้รับผลทั้ง 2 ทาง (Mixed) ส่วนอีก 13 บริษัทที่เหลือซึ่งไม่ถูกนับรวมนั้นระบุว่าได้ผลบวก (Positive) จากเหตุการณ์ในครั้งนี้
50% ของผลด้านลบถูกส่งผ่านช่องทาง “ต้นทุนที่สูงขึ้น” สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งทิศทางราคาน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงค่าขนส่ง ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ
35% ระบุว่า ME Conflict ทำให้บริษัทมี “รายได้ลดลง” โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกไปตลาด ME ที่ไม่สามารถทำได้ตามปกติ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงจาก Transport Disruption
7% ได้รับผลกระทบจากการ “ขาดแคลนวัตถุดิบ” โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาน้ำมัน และกลุ่มพลาสติก ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบต้นน้ำจากตลาด ME
ประโยคยอดนิยม (Top Quote)ที่ Listed Company ใช้อธิบายผลกระทบจาก ME Conflict
Krungthai COMPASS ทำการรวบรวมและจัดกลุ่ม Top Quote ที่บริษัทใช้อธิบายผลกระทบจาก ME Conflict แบ่งตามช่องทางของผลกระทบ ได้ดังนี้
ต้นทุนสูงขึ้น (Higher Costs) ถูกระบุว่ามีสาเหตุจาก “ราคาน้ำมัน/พลังงาน” และ “ต้นทุนโลจิสติกส์” โดยเฉพาะ ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น เหตุผลที่รองลงมาคือ วัตถุดิบปิโตรเคมี และสินค้าโภคภัณฑ์มีราคาสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงาน
รายได้ลดลง (Revenue Decline) ถูกระบุว่าเกิดจาก “ผู้บริโภคชะลอการซื้อ” ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าครองชีพ และกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค สาเหตุรองลงมาคือ จำนวนนักท่องเที่ยว และการส่งออกไปตะวันออกกลาง (ME) ที่ลดลง
ขาดแคลนวัตถุดิบ (Shortage) “กลุ่มพลาสติก” และ “น้ำมัน” เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจาก ME ได้ตามปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อสายการผลิตโดยตรง
INDUS และ AGRO คือ 2 อุตฯ ที่มีสัญญาณความเปราะบางต่อ ME Conflict สูง
Krungthai COMPASS ประเมินสัญญาณความเปราะบางรายอุตสาหกรรมผ่าน 4 มิติ ประกอบด้วย (1) จำนวนบริษัทที่ระบุว่าได้รับผลกระทบ (2) สัดส่วนบริษัทที่ระบุว่าได้รับผลกระทบต่อบริษัททั้งหมดในอุตฯ (3) อัตราการเติบโตของรายได้ใน Q1/69 (%YoY) ตลอดจน (4) การเปลี่ยนแปลงของ %NPM ใน Q1/69 (pp.) โดย INDUS และ AGRO เป็น 2 อุตฯ ที่ควรติดตามใกล้ชิด เนื่องจากมีตัวชี้วัดที่แย่กว่าเกณฑ์อ้างอิงถึง 3 จาก 4 มิติ
INDUS (สินค้าอุตสาหกรรม) มีบริษัทที่ระบุว่าได้รับผลกระทบ 63 บริษัท คิดเป็น 48% ของจำนวนบริษัทใน INDUS (สูงกว่าเกณฑ์อ้างอิงที่ 42 บริษัท, 39%) ขณะที่รายได้ใน Q1/69 ก็หดตัว -0.9%YoY
AGRO (เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) มีสัดส่วนบริษัทที่ระบุว่าได้รับผล 51% (สูงกว่าเกณฑ์อ้างอิงที่ 39%) อีกทั้งผลการดำเนินงานใน Q1/2569 ยังหดตัวทั้งรายได้ -3.0%YoY และ %NPM -0.2 pp. จาก Q1/68 อย่างไรก็ดี หากภาวะการส่งออกกลับมาเป็นปกติ อุตฯ นี้อาจได้รับอานิสงส์จากเทรนด์ Food Security ได้
ภาคธุรกิจไทยส่วนใหญ่มองว่า ME Conflict อาจยืดเยื้อ/รุนแรงขึ้น
296 บริษัท หรือกว่า 90% ของบริษัทที่ได้รับผลลบจาก ME Conflict ระบุว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569 โดย 3 อุตสาหกรรมที่มีการระบุข้อความลักษณะดังกล่าวมากสุด ประกอบด้วย
SERVICE (บริการ) จำนวน 70 บริษัท จาก 296 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 24% ส่วนใหญ่ระบุรายได้ และ Margin ในช่วงที่เหลือของปีจะถูกกดดันจากต้นทุนพลังงาน เชื้อเพลิง และค่าขนส่งที่สูงขึ้น
PROPCON (อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง) 57 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 19% การลงทุนและการฟื้นตัวของโครงการใหม่ในระยะถัดไปอาจได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงต้นทุนวัสดุและพลังงานที่สูงขึ้น
INDUS (สินค้าอุตสาหกรรม) จำนวน 48 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 16% ระบุว่าต้นทุนและสายการผลิตในช่วงที่เหลือของปีมีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานและวัตถุดิบ การขาดแคลนวัตถุดิบ และคำสั่งซื้อที่ชะลอตัวลง
บทสรุป
Krungthai COMPASS พบ Listed Company จำนวน 335 บริษัทที่ส่ง MD&A หรือรายงานชี้แจงผลการดำเนินงานงวด Q1/2569 ระบุว่าได้รับผลกระทบจาก ME Conflict แบ่งเป็นบริษัทใน SET 80% และ mai 20% สะท้อนว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ แต่ได้ส่งผ่านไปยังกิจการในหลายระดับของตลาดทุนไทย
เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า 80% ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบกระจุกตัวอยู่ใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ SERVICE, INDUS, PROPCON, AGRO และ RESOURC ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์
322 บริษัท ที่ระบุว่าได้รับผลกระทบด้านลบจาก ME Conflict อธิบาย Channels of Impact ของเหตุการณ์นี้ต่อภาคธุรกิจ ได้แก่
- ต้นทุนที่สูงขึ้น (Higher Costs) สะท้อนจากบริษัทส่วนใหญ่ระบุว่าได้รับผลจาก “ราคาน้ำมัน/พลังงาน” และ “ค่าระวางเรือ/ต้นทุนโลจิสติกส์”
- รายได้ลดลง (Revenue Decline) จากการระบุว่า “ผู้บริโภคชะลอซื้อสินค้า” ตามภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น “การลดลงของนักท่องเที่ยว” จากการยกเลิกเที่ยวบิน ตลอดจน “การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง (ME) ได้ลดลง”
- ขาดแคลนวัตถุดิบ (Shortage) โดยเฉพาะ “กลุ่มพลาสติก” และ “น้ำมัน” เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจาก ME ได้ตามปกติ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อสายการผลิตโดยตรง
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างอุตสาหกรรม INDUS และ AGRO คือ 2 อุตฯ ที่มีสัญญาณความเปราะบางต่อ ME Conflict อยู่ในระดับสูง โดย INDUS (สินค้าอุตสาหกรรม) มีบริษัทได้รับผลกระทบถึง 63 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 48% (เกณฑ์อ้างอิง 42 บริษัท และ 39%) และมีรายได้หดตัวเฉลี่ย -0.9%YoY ใน Q1/69 (เกณฑ์อ้างอิง 0%)
เช่นเดียวกับ AGRO (เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) มีสัดส่วนบริษัทที่ได้รับผลกระทบถึง 51% (เกณฑ์อ้างอิง 39%) อีกทั้งยังมีอัตราเติบโตของรายได้ที่หดตัว -3.0%YoY กับ %NPM ที่ลดลง -0.2 pp. จากปีก่อนหน้า (เกณฑ์อ้างอิง 0%) อย่างไรก็ดี หากภาวะการส่งออกกลับมาเป็นปกติ อุตสาหกรรมนี้อาจได้รับอานิสงส์จากเทรนด์ Food Security ได้
กว่า 90% ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบด้านลบจาก ME Conflict มีมุมมองว่า “สถานการณ์มีโอกาสจะยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569”
บทวิเคราะห์โดย กณิศ อ่ำสกุลและ วีระยา ทองเสือ ศูนย์วิจัย Krungthai Compass