โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Krungthai COMPASS พบ 335 บริษัทใน SET และ mai ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 56 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 56 นาทีที่แล้ว

Krungthai COMPASS พบ 335 บริษัทที่ระบุว่าได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง Middle East Conflict (ME Conflict) ใน Q1/2569 แบ่งเป็น 80% ใน SET และ 20% ใน mai สะท้อนว่ากิจการในทุกระดับได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน หากแบ่งตามประเภทอุตสาหกรรม พบว่า 80% กระจุกตัวใน Top 5 อุตสาหกรรมแรก ได้แก่ SERVICE, INDUS, PROPCON, AGRO และ RESOURC ตามลำดับ

สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง หรือ ME Conflict ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลาย ก.พ. 2569 ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทย

เพื่อให้เป็นหนึ่งในช่องทางการติดตามและประเมินผลกระทบดังกล่าว Krungthai COMPASS ได้ทำการวิเคราะห์ MD&A และ Operating Result ที่บริษัทจดทะเบียน (Listed Company) รายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในงวด Q1/2569 เพื่อประเมินว่ามีบริษัทใดบ้างที่ระบุในรายงานว่าได้รับผลจาก ME Conflict? บริษัทได้รับผลกระทบผ่านช่องทางใด? และประเมินภาพรวมว่าอุตสาหกรรมใดกระทบมากสุด?

335 บริษัท หรือ ~40% ได้รับผลกระทบจาก ME Conflict

Krungthai COMPASS พบว่า 335 บริษัท (~40% ของบริษัทที่ส่งรายงานงวด Q1//2569) ระบุว่าได้รับผลกระทบจาก ME Conflict (MD&A และ Operating Result ไม่ได้มีเกณฑ์กำหนดชัดเจนว่าบริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลใดบ้างทำให้บางบริษัทอาจรายงานเพียงผลการดำเนินงานโดยไม่ระบุผลกระทบจาก ME Conflict)

หากแบ่งบริษัทที่ได้รับผลกระทบผ่านมิติโครงสร้างตลาด พบว่าบริษัทราว 80% อยู่ใน SET และอีก 20% อยู่ใน mai สะท้อนให้เห็นว่า ME Conflict ส่งผลกระทบทั้งต่อบริษัทขนาดใหญ่ และบริษัทขนาดกลาง-เล็กในตลาดทุนไทย

ในมิติประเภทอุตสาหกรรม พบว่า 80% ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบกระจุกตัวอยู่ใน Top 5 อุตสาหกรรมแรก ได้แก่ SERVICE (บริการ) 21% ตามมาด้วย INDUS (สินค้าอุตสาหกรรม) 19%, PROPCON (อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง) 18%, AGRO (เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) 13% และ RESOURC (ทรัพยากร) 9% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์

50% ของผลกระทบส่งผ่านช่องทาง “ต้นทุนที่สูงขึ้น

การประเมินพบ 322 บริษัท ที่ระบุว่าได้รับผลด้านลบจาก ME Conflict ใน Q1/2569 โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นผลรวมระหว่าง 305 บริษัทที่ได้รับผลลบ (Negative) และ 17 บริษัทที่ได้รับผลทั้ง 2 ทาง (Mixed) ส่วนอีก 13 บริษัทที่เหลือซึ่งไม่ถูกนับรวมนั้นระบุว่าได้ผลบวก (Positive) จากเหตุการณ์ในครั้งนี้

50% ของผลด้านลบถูกส่งผ่านช่องทาง “ต้นทุนที่สูงขึ้น” สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งทิศทางราคาน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงค่าขนส่ง ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ

35% ระบุว่า ME Conflict ทำให้บริษัทมี “รายได้ลดลง” โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกไปตลาด ME ที่ไม่สามารถทำได้ตามปกติ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงจาก Transport Disruption

7% ได้รับผลกระทบจากการ “ขาดแคลนวัตถุดิบ” โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาน้ำมัน และกลุ่มพลาสติก ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบต้นน้ำจากตลาด ME

ประโยคยอดนิยม (Top Quote)ที่ Listed Company ใช้อธิบายผลกระทบจาก ME Conflict

Krungthai COMPASS ทำการรวบรวมและจัดกลุ่ม Top Quote ที่บริษัทใช้อธิบายผลกระทบจาก ME Conflict แบ่งตามช่องทางของผลกระทบ ได้ดังนี้

ต้นทุนสูงขึ้น (Higher Costs) ถูกระบุว่ามีสาเหตุจาก “ราคาน้ำมัน/พลังงาน” และ “ต้นทุนโลจิสติกส์” โดยเฉพาะ ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น เหตุผลที่รองลงมาคือ วัตถุดิบปิโตรเคมี และสินค้าโภคภัณฑ์มีราคาสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงาน

รายได้ลดลง (Revenue Decline) ถูกระบุว่าเกิดจาก “ผู้บริโภคชะลอการซื้อ” ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าครองชีพ และกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค สาเหตุรองลงมาคือ จำนวนนักท่องเที่ยว และการส่งออกไปตะวันออกกลาง (ME) ที่ลดลง

ขาดแคลนวัตถุดิบ (Shortage) “กลุ่มพลาสติก” และ “น้ำมัน” เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจาก ME ได้ตามปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อสายการผลิตโดยตรง

INDUS และ AGRO คือ 2 อุตฯ ที่มีสัญญาณความเปราะบางต่อ ME Conflict สูง

Krungthai COMPASS ประเมินสัญญาณความเปราะบางรายอุตสาหกรรมผ่าน 4 มิติ ประกอบด้วย (1) จำนวนบริษัทที่ระบุว่าได้รับผลกระทบ (2) สัดส่วนบริษัทที่ระบุว่าได้รับผลกระทบต่อบริษัททั้งหมดในอุตฯ (3) อัตราการเติบโตของรายได้ใน Q1/69 (%YoY) ตลอดจน (4) การเปลี่ยนแปลงของ %NPM ใน Q1/69 (pp.) โดย INDUS และ AGRO เป็น 2 อุตฯ ที่ควรติดตามใกล้ชิด เนื่องจากมีตัวชี้วัดที่แย่กว่าเกณฑ์อ้างอิงถึง 3 จาก 4 มิติ

INDUS (สินค้าอุตสาหกรรม) มีบริษัทที่ระบุว่าได้รับผลกระทบ 63 บริษัท คิดเป็น 48% ของจำนวนบริษัทใน INDUS (สูงกว่าเกณฑ์อ้างอิงที่ 42 บริษัท, 39%) ขณะที่รายได้ใน Q1/69 ก็หดตัว -0.9%YoY

AGRO (เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) มีสัดส่วนบริษัทที่ระบุว่าได้รับผล 51% (สูงกว่าเกณฑ์อ้างอิงที่ 39%) อีกทั้งผลการดำเนินงานใน Q1/2569 ยังหดตัวทั้งรายได้ -3.0%YoY และ %NPM -0.2 pp. จาก Q1/68 อย่างไรก็ดี หากภาวะการส่งออกกลับมาเป็นปกติ อุตฯ นี้อาจได้รับอานิสงส์จากเทรนด์ Food Security ได้

ภาคธุรกิจไทยส่วนใหญ่มองว่า ME Conflict อาจยืดเยื้อ/รุนแรงขึ้น

296 บริษัท หรือกว่า 90% ของบริษัทที่ได้รับผลลบจาก ME Conflict ระบุว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569 โดย 3 อุตสาหกรรมที่มีการระบุข้อความลักษณะดังกล่าวมากสุด ประกอบด้วย

SERVICE (บริการ) จำนวน 70 บริษัท จาก 296 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 24% ส่วนใหญ่ระบุรายได้ และ Margin ในช่วงที่เหลือของปีจะถูกกดดันจากต้นทุนพลังงาน เชื้อเพลิง และค่าขนส่งที่สูงขึ้น

PROPCON (อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง) 57 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 19% การลงทุนและการฟื้นตัวของโครงการใหม่ในระยะถัดไปอาจได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงต้นทุนวัสดุและพลังงานที่สูงขึ้น

INDUS (สินค้าอุตสาหกรรม) จำนวน 48 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 16% ระบุว่าต้นทุนและสายการผลิตในช่วงที่เหลือของปีมีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานและวัตถุดิบ การขาดแคลนวัตถุดิบ และคำสั่งซื้อที่ชะลอตัวลง

บทสรุป

Krungthai COMPASS พบ Listed Company จำนวน 335 บริษัทที่ส่ง MD&A หรือรายงานชี้แจงผลการดำเนินงานงวด Q1/2569 ระบุว่าได้รับผลกระทบจาก ME Conflict แบ่งเป็นบริษัทใน SET 80% และ mai 20% สะท้อนว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ แต่ได้ส่งผ่านไปยังกิจการในหลายระดับของตลาดทุนไทย

เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า 80% ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบกระจุกตัวอยู่ใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ SERVICE, INDUS, PROPCON, AGRO และ RESOURC ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์

322 บริษัท ที่ระบุว่าได้รับผลกระทบด้านลบจาก ME Conflict อธิบาย Channels of Impact ของเหตุการณ์นี้ต่อภาคธุรกิจ ได้แก่

  • ต้นทุนที่สูงขึ้น (Higher Costs) สะท้อนจากบริษัทส่วนใหญ่ระบุว่าได้รับผลจาก “ราคาน้ำมัน/พลังงาน” และ “ค่าระวางเรือ/ต้นทุนโลจิสติกส์”
  • รายได้ลดลง (Revenue Decline) จากการระบุว่า “ผู้บริโภคชะลอซื้อสินค้า” ตามภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น “การลดลงของนักท่องเที่ยว” จากการยกเลิกเที่ยวบิน ตลอดจน “การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง (ME) ได้ลดลง”
  • ขาดแคลนวัตถุดิบ (Shortage) โดยเฉพาะ “กลุ่มพลาสติก” และ “น้ำมัน” เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจาก ME ได้ตามปกติ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อสายการผลิตโดยตรง

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างอุตสาหกรรม INDUS และ AGRO คือ 2 อุตฯ ที่มีสัญญาณความเปราะบางต่อ ME Conflict อยู่ในระดับสูง โดย INDUS (สินค้าอุตสาหกรรม) มีบริษัทได้รับผลกระทบถึง 63 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 48% (เกณฑ์อ้างอิง 42 บริษัท และ 39%) และมีรายได้หดตัวเฉลี่ย -0.9%YoY ใน Q1/69 (เกณฑ์อ้างอิง 0%)

เช่นเดียวกับ AGRO (เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) มีสัดส่วนบริษัทที่ได้รับผลกระทบถึง 51% (เกณฑ์อ้างอิง 39%) อีกทั้งยังมีอัตราเติบโตของรายได้ที่หดตัว -3.0%YoY กับ %NPM ที่ลดลง -0.2 pp. จากปีก่อนหน้า (เกณฑ์อ้างอิง 0%) อย่างไรก็ดี หากภาวะการส่งออกกลับมาเป็นปกติ อุตสาหกรรมนี้อาจได้รับอานิสงส์จากเทรนด์ Food Security ได้

กว่า 90% ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบด้านลบจาก ME Conflict มีมุมมองว่า “สถานการณ์มีโอกาสจะยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569”

บทวิเคราะห์โดย กณิศ อ่ำสกุลและ วีระยา ทองเสือ  ศูนย์วิจัย Krungthai Compass

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...