โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมัครสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านไม่ผ่าน ดูวิธีแก้ที่นี่

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การรีไฟแนนซ์บ้านถือเป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลดภาระดอกเบี้ย ปรับลดค่างวดรายเดือน หรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระให้ยาวนานขึ้นเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในครัวเรือน แต่ในความเป็นจริง ขั้นตอนนี้ไม่ได้ราบรื่นสำหรับทุกคน ผู้กู้จำนวนมากต้องเผชิญกับสถานการณ์ "สินเชื่อไม่อนุมัติ" ซึ่งอาจสร้างความกังวลและสงสัยว่าเกิดข้อผิดพลาดตรงจุดใด เพื่อไม่ให้โอกาสในการลดภาระหนี้หลุดลอยไป บทความนี้จะพาไปเจาะลึกสาเหตุที่แท้จริงของการกู้ไม่ผ่าน พร้อมแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อให้การยื่นกู้ครั้งใหม่ประสบความสำเร็จ

เปิดสาเหตุยอดฮิตที่ทำให้รีไฟแนนซ์บ้านไม่ผ่าน

การถูกปฏิเสธสินเชื่อรีไฟแนนซ์มักเกิดจากปัจจัยความเสี่ยงที่ธนาคารประเมินแล้วพบว่าอาจส่งผลต่อการชำระหนี้ในอนาคต ในส่วนนี้ทาง สินเชื่อทีทีบี (ttb) ในฐานะผู้ให้บริการสินเชื่อชั้นนำที่คนไทยไว้วางใจและมีความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อบ้าน ได้ให้คำแนะนำและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุหลักที่มักทำให้ผู้กู้พลาดโอกาส เพื่อให้สามารถตรวจสอบและเตรียมความพร้อมได้อย่างตรงจุด ดังนี้

1. มีประวัติเครดิตบูโร หรือประวัติการชำระหนี้

ประวัติในข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) คือปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุด หากผู้กู้มีประวัติการผ่อนชำระที่ไม่ดี เช่น การค้างชำระค่างวดบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อบ้านบัญชีเดิม เกินกว่ากำหนด (ล่าช้า 30-90 วันขึ้นไป) สถานะบัญชีจะไม่เป็นปกติ (Normal) ธนาคารผู้รับรีไฟแนนซ์จะมองว่าเป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงในการผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้โอกาสในการอนุมัติสินเชื่อลดลงทันที หรืออาจถูกปฏิเสธในที่สุด

2. รายได้และความสามารถในการชำระหนี้ (DSR) ไม่เพียงพอ

ธนาคารจะพิจารณาภาระหนี้ต่อรายได้ หรือ Debt Service Ratio (DSR) เป็นสำคัญ แม้รายได้ของผู้กู้จะสูง แต่หากมีภาระหนี้สินต่อเดือนรวมกัน (ทั้งหนี้บ้าน รถ บัตรเครดิต) เกินเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด (โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 40-50% ของรายได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละแห่ง) ธนาคารจะประเมินว่าผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้คืนต่ำ หรือไม่มีเงินเหลือพอสำหรับการดำรงชีพ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กู้ไม่ผ่านแม้ประวัติการเงินจะดีก็ตาม

3. คุณสมบัติผู้กู้ไม่ตรงเกณฑ์ธนาคาร

ในบางครั้งปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของคุณสมบัติพื้นฐานที่ไม่สอดคล้องกับระเบียบของธนาคารใหม่ เช่น อายุของผู้กู้เมื่อรวมกับระยะเวลาผ่อนชำระแล้วเกินกำหนด (ส่วนใหญ่รวมกันต้องไม่เกิน 65-70 ปี), อายุงานยังไม่ถึงเกณฑ์ความมั่นคง (เช่น เพิ่งเปลี่ยนงานได้ไม่ถึง 4-6 เดือน หรือยังไม่ผ่านโปร), หรือลักษณะอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงและไม่มีที่มาของรายได้ที่ชัดเจน ทำให้ธนาคารไม่สามารถประเมินความมั่นคงได้

4. เอกสารประกอบการพิจารณาไม่ครบถ้วน

ความน่าเชื่อถือทางเอกสารเป็นสิ่งที่สะท้อนวินัยทางการเงิน หากผู้กู้ยื่นเอกสารไม่ครบถ้วน หรือเอกสารมีความขัดแย้งกัน เช่น ยอดเงินในสเตตเมนต์ (Bank Statement) ไม่สอดคล้องกับหนังสือรับรองเงินเดือน, การเดินบัญชีไม่สม่ำเสมอ, ขาดหลักฐานการเสียภาษีที่ถูกต้อง, หรือขาดเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หลักประกันที่ชัดเจน จะทำให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อไม่สามารถวิเคราะห์ที่มาของรายได้และความเสี่ยงได้ ส่งผลให้การพิจารณาล่าช้าหรือถูกปฏิเสธได้ง่าย

5. มูลค่าหลักประกัน (บ้าน) ไม่เพียงพอ

สำหรับการรีไฟแนนซ์ มูลค่าประเมินของบ้านหรือคอนโดมิเนียม ณ ปัจจุบัน มีผลอย่างมากต่อวงเงินอนุมัติ หากราคาประเมินทรัพย์สินลดลงจากช่วงที่ซื้อครั้งแรก หรือสภาพบ้านทรุดโทรมจนมูลค่าต่ำกว่ายอดหนี้คงเหลือเดิมที่ต้องการรีไฟแนนซ์ (LTV เกินเกณฑ์) ธนาคารอาจไม่อนุมัติวงเงินเต็มจำนวนตามที่ขอ หรือปฏิเสธการให้สินเชื่อเนื่องจากหลักประกันไม่คุ้มครองวงเงินหนี้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารต้องแบกรับ

6. ประวัติการขอสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา

พฤติกรรมการขอสินเชื่อก็เป็นสิ่งที่ธนาคารตรวจสอบ หากมีการยื่นสมัครสินเชื่อ (ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล) ไปยังสถาบันการเงินหลายแห่งพร้อมกันในช่วงเวลาสั้นๆ (ภายใน 1-3 เดือน) ข้อมูลจะปรากฏในระบบเครดิตบูโรว่าเป็นผู้ที่มีความต้องการใช้เงินสูงผิดปกติ หรือ "Credit Hunger" ซึ่งธนาคารอาจตีความว่าผู้กู้กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก จึงชะลอการอนุมัติออกไป

7. นโยบายภายในของธนาคาร

ปัจจัยนี้เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากที่สุด เพราะแต่ละธนาคารมีนโยบายการปล่อยสินเชื่อ (Risk Appetite) ที่แตกต่างกันในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น บางธนาคารอาจชะลอการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มอาชีพเฉพาะที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ, เข้มงวดกับหลักประกันประเภทคอนโดมิเนียมในบางทำเล, หรือจำกัดวงเงินรีไฟแนนซ์สำหรับลูกค้าบางกลุ่ม ทำให้แม้ผู้กู้จะมีคุณสมบัติดี แต่อาจไม่ตรงกับ "กลุ่มเป้าหมาย" ของธนาคารนั้นๆ ในเวลานั้น

Checklist! เตรียมตัวยื่นสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านครั้งใหม่ยังไงให้ผ่าน

เมื่อทราบสาเหตุแล้ว อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะการเตรียมตัวที่ดีจะช่วยพลิกสถานการณ์ได้ ก่อนยื่นเอกสารกับธนาคารใหม่อีกครั้ง ลองตรวจสอบและปรับปรุงความพร้อมตามเช็กลิสต์ด้านล่างนี้ เพื่อเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือและโอกาสในการอนุมัติให้สูงที่สุด

ตรวจสอบเครดิตบูโรด้วยตนเอง: เช็กสถานะบัญชีให้แน่ใจว่าเป็น "ปกติ" หากมีประวัติค้างชำระ ควรรีบเคลียร์หนี้ให้เป็นปัจจุบันและรอเวลาสักระยะ (อย่างน้อย 6-12 เดือน) เพื่อสร้างวินัยใหม่

ปิดบัญชีหนี้ระยะสั้น: หากภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) สูงเกินไป ควรนำเงินก้อนไปปิดสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรเครดิต เพื่อลดภาระหนี้รายเดือนลง ทำให้มีความสามารถในการกู้เพิ่มขึ้น

เดินบัญชีให้สวยงาม: รักษาเงินคงเหลือในบัญชีอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการถอนเงินจนหมดบัญชีทันทีที่เงินเดือนออก อย่างน้อย 6 เดือนก่อนยื่นกู้

เตรียมเอกสารให้เป๊ะ: รวบรวมสลิปเงินเดือน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) และเอกสารแสดงรายได้อื่นๆ ให้ครบถ้วนและเป็นปัจจุบันที่สุด

ประเมินราคาทรัพย์สินเบื้องต้น: สำรวจราคาซื้อขายจริงในตลาดละแวกบ้าน เพื่อคาดการณ์วงเงินกู้ที่น่าจะได้รับ หากบ้านทรุดโทรมควรซ่อมแซมเล็กน้อยเพื่อให้ประเมินได้ราคาดีขึ้น

เลือกธนาคารที่เหมาะสม: ศึกษาโปรโมชันและเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร หากสนใจ สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ttb สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่สาขาเพื่อประเมินเบื้องต้นก่อนยื่นเอกสารจริง

สรุปบทความ

การรีไฟแนนซ์บ้านไม่ผ่านไม่ใช่ทางตันทางการเงิน แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้กู้กลับมาทบทวนสุขภาพทางการเงินของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวินัยการชำระหนี้ ภาระหนี้สินต่อรายได้ หรือความพร้อมของเอกสาร การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงและการเตรียมตัวแก้ไขตามเช็กลิสต์ข้างต้น จะช่วยสร้างเครดิตที่ดีขึ้น เมื่อมีความพร้อมรอบด้าน การยื่นขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านกับสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถืออย่าง ttb ในครั้งถัดไป ก็จะมีโอกาสได้รับการอนุมัติสูงขึ้น ช่วยให้เป้าหมายในการลดดอกเบี้ยและเป็นเจ้าของบ้านอย่างปลอดภาระเป็นจริงได้เร็วยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่กำลังวางแผนรีไฟแนนซ์บ้าน วันนี้ ทีทีบี มีบริการสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ ด้วยทางเลือกดอกเบี้ยที่หลากหลายตอบโจทย์นักผ่อนทุกสาย ผ่อนสบายนานสูงสุด 35 ปี และต้องการเงินก้อนสำหรับใช้จ่าย รีไฟแนนซ์บ้านพร้อมขอวงเงินกู้เพิ่มได้ พร้อมโปรพิเศษ ฟรี! ค่าประเมินหลักทรัพย์ – ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย และทางเลือกฟรีค่าจดจำนอง*

*ธนาคารจะออกค่าธรรมเนียมจดจำนองให้ 1% ของวงเงินอนุมัติสินเชื่อรวมสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท โดยลูกค้าชำระค่าธรรมเนียมจดจำนองก่อนแล้วธนาคารจะโอนค่าธรรมเนียมจดจำนองดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของลูกค้าภายในวันที่จดจำนองสำเร็จ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมและเงื่อนไขการสมัคร สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ทีทีบี หรือ สมัครได้ที่ ทีทีบีทุกสาขา และ แอปทีทีบีทัช

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว : สินเชื่อรีไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3% - 6% ต่อปี • สมมติฐานการคำนวณมาจากอัตราดอกเบี้ย MRR-3.865% ถึง MRR-0.130% ต่อปี • สินเชื่อบ้านแลกเงินท็อปอัป 5% - 8% ต่อปี • สมมติฐานการคำนวณมาจากอัตราดอกเบี้ย MRR-1.605% ถึง MRR+1.200% ต่อปี • โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ณ วันที่ 2 มี.ค. 69 = 7.105% ต่อปี • อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ • เงื่อนไขการตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกําหนด • รายละเอียดการคำนวณเพิ่มเติมดูได้ที่เว็บไซต์ www.ttbbank.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...