โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สกลธีชงญัตติด่วนแก้ปมจุดตัดรถไฟ ชำแหละ 4 ต้นตอ เหตุอำนาจแยกส่วน พร้อมเสนอ กทม. รวบอำนาจแก้จบปัญหา

THE STANDARD

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • thestandard.co
สกลธีชงญัตติด่วนแก้ปมจุดตัดรถไฟ ชำแหละ 4 ต้นตอ เหตุอำนาจแยกส่วน พร้อมเสนอ กทม. รวบอำนาจแก้จบปัญหา

วันนี้ (20 พฤษภาคม) สกลธี ภัททิยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาต่อรัฐสภา เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษากรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์บริเวณจุดตัดทางรถไฟ พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟในประเทศไทยเกิดขึ้นสูงถึงปีละ 70-80 ครั้ง และเป็นปัญหาซ้ำซากที่เกิดขึ้นมานานนับสิบปี ซึ่งถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง

สกลธี ได้สรุปสาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ออกเป็น 4 ประการหลัก โดยสาเหตุแรกเกิดจากพฤติกรรมมนุษย์ ทั้งกรณีคนขับรถไฟที่มีปัสสาวะสีม่วง และคนขับรถเมล์ที่จอดทับรางรถไฟ รวมถึงเจ้าหน้าที่โบกธงสัญญาณ ส่วนสาเหตุที่สองคือปัญหาเชิงโครงสร้าง จากจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศที่มีมากถึง 2,600 จุด ซึ่งในกรุงเทพฯ มีจุดตัดกว่า 20 จุดที่เป็นจุดเสี่ยง และบริเวณที่เกิดเหตุก็เป็นหนึ่งในสี่แยกสำคัญที่มีอุบัติเหตุมากที่สุด

จากปัญหาโครงสร้างดังกล่าว สกลธีได้หยิบยกโมเดลความสำเร็จของต่างประเทศขึ้นมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพการจัดการที่ได้ผล โดยระบุว่า “ถ้าไปดูประเทศใกล้เคียงเราที่เขามีระบบขนส่งทางรางที่ดีที่สุดแทบจะแห่งหนึ่งในโลก เช่น ที่ญี่ปุ่น เขามีจุดตัดรถไฟเป็น 1,000 จุดตัดทั่วทั้งประเทศ พอเข้ามาในเมืองโตเกียว อุบัติเหตุที่จุดตัดเป็นศูนย์ หรือที่กรุงโซลของเกาหลีใต้ ก็มีระบบรถไฟที่ดีเยี่ยมเช่นกัน แต่พอมาในพื้นที่เขตเมืองจุดตัดรถไฟกับรถยนต์มาเจอกัน อุบัติเหตุก็เป็นศูนย์เช่นกัน”

นอกจากนี้ สกลธีได้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดสรรงบประมาณ โดยย้อนไปในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เคยอนุมัติแผนแม่บทการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปี 2551-2554 วงเงิน 1.76 แสนล้านบาท เพื่อสร้างทางยกระดับ อุโมงค์ลอด และระบบสัญญาณอัตโนมัติ ทว่าเมื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาล งบประมาณดังกล่าวกลับถูกโยกย้ายไปใช้ในส่วนอื่น เช่น การซ่อมทาง ซื้อหัวรถจักร และทำรถไฟสายสีแดง ประกอบกับปัญหาผังเมืองและการจัดลำดับความสำคัญที่มองว่าทางรถไฟสายตะวันออกมีผู้ใช้บริการน้อย จึงทำให้จุดตัดในกรุงเทพฯ ไม่ได้รับการแก้ไขเสียที

สำหรับสาเหตุที่สามคือ วิศวกรรมจราจร ซึ่งพบปัญหาว่าสัญญาณไฟจราจรก่อนถึงทางรถไฟเป็นไฟเขียว แต่ถัดไปกลับติดไฟแดง ประกอบกับรถที่มาจากเส้นทางที่ไม่มีสัญญาณไฟเข้ามาสมทบ ทำให้การจราจรติดขัดสะสมบนรางรถไฟ สกลธีชี้ว่า ปัญหาใหญ่เกิดจากระบบอาณัติสัญญาณไฟจราจรส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ยังเป็นระบบตั้งเวลาคงที่ซึ่งไม่สัมพันธ์กับสถานการณ์จริง

ทั้งนี้ สกลธีได้สะท้อนถึงประสบการณ์ตรงสมัยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ที่เคยร่วมมือกับไจก้า (JICA) ทำระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะ (ATC) นำร่องที่ถนนพระราม 4 จนสำเร็จ และตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารงานในปัจจุบัน

“ที่ผ่านมาสี่ปีงบส่วนนี้ ทำไมไม่แบ่งมาทำให้การจราจรในกรุงเทพฯ เบาลง ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะจาก 560 แยก เหลือเพียง 70 แยก ส่วนอีก 490 แยก เป็นการใช้ระบบฟิกซ์ ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่งบประมาณนั้นสามารถเสนอได้แยกหนึ่งไม่เกิน 3-5 ล้านบาท หรือใช้งบประมาณราว 2,000-3,000 ล้านบาทในการเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟอัจฉริยะ หรือคิดเป็นเพียง 1% ของงบประมาณผู้ว่าฯ กว่า 300,000 ล้านบาทในหนึ่งเทอม” สกลธีกล่าว

ส่วนสาเหตุสุดท้ายคือปัญหาเชิงกฎหมายและอำนาจหน้าที่ ที่มีความลักลั่นซ้ำซ้อน เนื่องจาก กทม. เป็นผู้ติดตั้งสัญญาณไฟ แต่ตำรวจเป็นผู้ควบคุมระบบ ขณะที่ไม้กั้นรถไฟอยู่ในการดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงระบบเข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ

สกลธีกล่าวทิ้งท้ายว่า ข้อจำกัดด้านอำนาจของผู้ว่าฯ กทม. คือจุดอ่อนสำคัญที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทางพรรคประชาธิปัตย์จึงได้เสนอญัตติเข้าสู่รัฐสภาเพื่อผลักดันให้ปรับปรุงโครงสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นมหานครที่แท้จริง โดยเป็นการรวบรวมกิจการและอำนาจการบริหารจัดการเมืองทั้งหมดมาไว้ที่ผู้ว่าฯ กทม. อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยและสามารถปกป้องชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...