โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อ ‘ช้อปออนไลน์’ กลายเป็นเรื่องปกติ ผู้บริโภคเริ่ม ‘รู้มาก’ ข้อมูลที่น่าเชื่อถือเท่านั้นที่ใช้ ‘ปิดการขาย’

Positioningmag

อัพเดต 03 ก.ค. 2566 เวลา 08.29 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2566 เวลา 06.35 น.

นับตั้งแต่ที่ COVID-19 ระบาด ผู้บริโภคหลายคนได้เริ่มทดลอง ช้อปปิ้งออนไลน์ จนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักช้อปไทยเริ่มคุ้นเคยกับการซื้อของออนไลน์มากขึ้นจนกลายเป็นNorm หรือการช้อปปิ้งปกติไปแล้ว ทำให้พฤติกรมผู้บริโภคในปัจจุบัน เริ่มหาช่องทางใหม่ ๆ และหาช่องทางที่เหมาะกับเขามากที่สุด และอีกสิ่งที่ตามมาก็คือความคาดหวัง ที่มากขึ้น

แทบไม่มีใครช้อปออฟไลน์อย่างเดียว

จากรายงาน Thailand’s Future Shopper 2023: Divergence and Disruption of the Status Quo ของ วันเดอร์แมน ธอมสัน ที่ทำการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด1,014 คน จากกลุ่ม Baby Boomers, Gen X, Gen Y และ Gen Z เพศชาย 47% เพศหญิง 52% อายุ 16 – 55 ปี จากกรุงเทพมหานคร 60% ต่างจังหวัด 40% เพื่อหา ภาพของการช้อปปิ้งออนไลน์ ว่าเป็นอย่างไรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
โดยผลสำรวจพบว่า ในปี 2022 จำนวนผู้ที่ยังจับจ่ายเฉพาะ ออฟไลน์ แทบจะเป็น ศูนย์ ขณะที่กว่า 92% ช้อปออนไลน์ ที่น่าสนใจคือ มีนักช้อปถึง90% ที่มีสัดส่วนการช้อปออนไลน์ถึง 40% และมีนักช้อป 9% ที่สัดส่วนการช้อปปิ้งออนไลน์คิดเป็น 90% ซึ่งเติบโตขึ้นถึง300% ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการช้อปออนไลน์ในปี 2022 กลายเป็นเรื่องปกติ และในปี 2023 นี้การช้อปออนไลน์เริ่มอิ่มตัวแล้ว
“พอเทียบประสบการณ์ระหว่างออนไลน์-ออฟไลน์ อันไหนดีกว่ากัน ออนไลน์ได้คะเเนนดีกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคา ความสนุก ความวาไรตี้ของช่องทางและสินค้า แต่สิ่งที่ออฟไลน์แข็งแกร่งคือ สามารถลองของได้ และความสดใหม่ของสินค้า ดังนั้น อนาคตออนไลน์จะกลายเป็นช่องทางหลัก และถึงแม้ว่าซื้อของออนไลน์ก็จะรีเสิร์ชออนไลน์ก่อนทุกครั้ง” ปรัตถจริยา ชลายนเดชะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันเดอร์แมน ธอมสัน ประเทศไทยกล่าว


ช้อปจนเชี่ยว เลยต้องหาแหล่งช้อปใหม่

เมื่อการช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปคือ การจับจ่ายไม่ได้อยู่ในช่องทางไหนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น อีมาร์เก็ตเพลส (Shopee, Lazada), โซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์แบรนด์สโตร์ ไม่มีแพลตฟอร์มไหนที่ครองสัดส่วนมากกว่า 20% ของยอดการช้อปปิ้ง
โดยอีมาร์เก็ตเพลสมีทิศทางลดลง โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ แต่จะเริ่มเห็นการเติบโตในมาร์เก็ตเพลสอื่น ๆ เช่น 7-Eleven Online ส่วน โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการช้อปออนไลน์ โดยจำนวนผู้ซื้อของบนโซเชียลเติบโตจาก 62% เป็น80% ขณะที่ Live Shopping ยังเป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างยอดขายถึง73%


อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มที่เป็นผู้นำในโซเชียลคอมเมิร์ซอย่าง Facebook มีสัดส่วนลดลงเหลือ 38% จากปีที่ผ่านมามีสัดส่วน 61% โดยผู้คนหันไปช้อปทาง TikTok มากขึ้นจาก 8.11% ในปีที่ผ่านมา ไปอยู่ที่ 29.8% แต่ที่น่าสนใจคือ ปี 2566 นักช้อปเริ่มหาช่องทางที่นีชขึ้น เริ่มหาซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น eBay, AliExpress รวมไปถึง แบรนด์เว็บไซต์ ที่ตอนนี้ ผู้บริโภคซื้อสินค้าจากแบรนด์เว็บไซต์บ่อยกว่าโซเชียลมีเดียเสียอีก เพราะผู้บริโภคช้อปออนไลน์จนคุ้นเคยแล้ว เขาเลยมาหาว่าช่องทางไหนให้ราคาดีที่สุด
“จะเห็นว่าคนไทยจะอยู่ใกล้จุดสูงสุดของการช้อปปิ้งออนไลน์ มันเป็นเรื่องปกติไปเเล้ว และเขาก็จะเริ่มมองหาช่องทางอื่น ๆ ที่มันเฉพาะทางขึ้น อย่างอีมาร์เก็ตเพลสไม่ใช่ช่องทางหลักอีกต่อไป ช่องทางใหม่ ๆ มีบทบาทมากขึ้นแม้แต่การซื้อของในเกมก็มี”


ข้อมูลที่ชัดเจน ปิดการขายได้ดีที่สุด

แน่นอนว่าคอนเทนต์บันเทิง ก็ยังสามารถดึงดูดนักช้อปได้แต่ยังไม่มีพลังปิดการขาย ส่วนคอนเทนต์ที่ทำให้เกิดการซื้อ คือ คอนเทนต์ที่ให้ข้อมูลที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ทำให้ แบรนด์เว็บไซต์ กลายเป็นช่องทางที่เติบโตมากขึ้นในปีนี้ อย่างไรก็ตาม นอกจากข้อมูลคุณภาพแล้ว ราคาที่ดีกว่าและจัดส่งฟรีเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อของโดยตรงจากแบรนด์ เมื่อเทียบกับช่องทางอื่น ๆ
ทั้งนี้ พบว่า KOLs ยังเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการกระตุ้นการซื้อถึง 28% ตามด้วยครอบครัว 17% ส่วน พลังของสตรีมเมอร์ ที่มีอิทธิพลต่อการซื้อลดลงอย่างมาก จาก 17% เหลือเพียง 4% ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้บริโภคกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เลยไม่มีเวลามากพอมาดูสตรีมของเหล่าสตรีมเมอร์
“เว็บแบรนด์มีพลังมากขึ้น โดยเฉพาะสเตจค้นหาข้อมูลหรือซื้อ เพราะมันเป็นบ้านของเรา ทำให้เรามีพลังในการสร้างประสบการณ์การให้ข้อมูลสินค้าที่น่าเชื่อถือ ส่วน KOLs เขาไม่ได้คาดหวังให้มาเอนเตอร์เทนต์อีกต่อไป แต่ต้องให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือด้วย เพราะที่ KOLs ปิดการขายได้ยากขึ้น เพราะนักช้อปเขากังวลว่าเป็นรีวิวปลอม”


ยิ่งซื้อมาก ยิ่งคาดหวังมาก

ทุกช่วงระดับของการใช้จ่ายตั้งแต่ 1,000 – 35,000 บาท มีโวลุ่มการจ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 5% - 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยกลุ่มที่ ช้อปมากกว่า 30,000 บาท คือ กลุ่มMillennials ที่อายุน้อยกว่า (25 – 34) และ Gen X (45 – 54) อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เหล่านักช้อปคุ้นกับออนไลน์ ความคาดหวังก็มากขึ้นตาม โดยนอกจากการจัดส่งที่ฟรีหรือถูกกว่า นักช้อปต้องการความรวดเร็วมากขึ้น

  • 42% คาดหวังว่าจะได้รับสินค้าภายใน2 – 3 วัน

  • มีนักช้อปที่คาดว่า จะได้รับสินค้าภายใน 12 ชั่วโมงเพิ่มสูงขึ้นถึง 30%

  • 30% ของGen Z คาดหวังการจัดส่งภายใน 1 ชั่วโมง

นอกจากนี้ เพราะการช้อปปิ้งออนไลน์ได้เปลี่ยนจากความจำเป็นต่อการใช้งานไปสู่ “Retail Therapy” ที่ให้ความรื่นรมย์เติมเต็มความสุขของวัน นักช้อปยุคนี้จึงต้องการการช้อปปิ้งที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อมอบประสบการณ์ความบันเทิงให้กับพวกเขามากขึ้น


สรุปแล้ว การช้อปออนไลน์มีความหลากหลายมากขึ้น แบรนด์ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าแบรนด์และผลิตภัณฑ์มีอยู่ทุกช่องทางรวมไปถึงเว็บไซต์เปรียบเทียบราคา แบรนด์เว็บไซต์ ที่มีความสำคัญมากขึ้น นอกจากการให้ข้อมูลที่ชัดเจนก็ควรมี ข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้บริโภคที่ซื้อโดยตรงจากเว็บไซต์ และนอกเหนือจากคุณภาพ ความรวดเร็วของการจัดส่งที่ต้องดีขึ้น ยังต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกสนุก กับการช้อปอีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...