โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรุปวิบากกรรมประตูผิดสเปค ของ Toyota Yaris Ativ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 พ.ค. 2566 เวลา 13.33 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2566 เวลา 17.27 น.

ในช่วงเดือนสิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย ได้มีการเปิดตัว All New Toyota Yaris Ativ หรือที่เรียกติดปากกันว่า “ยาริส เอทีฟ”ซึ่งเป็นรถในกลุ่ม EcoCarPhase 2 และสร้างเสียงฮือฮาในตลาดรถยนต์ประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นรุ่นที่โตโยต้าตั้งใจใช้ท้าชนโดยตรงกับ Honda City และ Nissan Almeraซึ่งเป็น 2 รุ่นที่ครองตลาดอยู่ในขณะนั้น

สำหรับ ยาริสเอทีฟเป็นรถรุ่นที่โตโยต้าตั้งใจใช้บุกตลาดไทยเป็นหลัก โดยมอบหมายให้บริษัทลูกอย่างไดฮัทสุเป็นผู้พัฒนาและผลิต ก่อนจะขยายตลาดโดยการส่งออกไปยังต่างประเทศ

ผลตอบรับของ ยาริส เอทีฟถือว่าน่าพอใจและมีเสียงตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างมาก สามารถแซงคู่แข่งทั้ง 2 ขึ้นมามียอดขายอันดับ 1และกินส่วนแบ่งการตลาดรถกลุ่ม EcoCar ได้ประมาณ 20% นับตั้งแต่เปิดตัวโดยยาริส เอทีฟถูกขายไปแล้วประมาณ 77,000คัน แบ่งเป็นยอดขายในไทยที่ส่งมอบไปแล้วเกือบ 40,000 คัน ด้วยจุดเด่นเรื่องของขนาดตัวถึงที่ค่อนข้างใหญ่และออฟชั่นด้านความปลอดภัยที่จัดเต็มเมื่อเทียบกับรถกลุ่มเดียวกันในตลาด

แต่ในวันที่ 28 เมษายน 2566 กลับมีข่าวที่ไม่สู้ดีนักเกี่ยวกับรถยนต์ ยาริส เอทีฟเนื่องจากโตโยต้าและไดฮัทสุได้ร่วมแถลงข่าวยอมรับว่ามีการปรับแต่งชิ้นส่วนบางชิ้นภายในประตูรถและอาจไม่ผ่านมาตรฐานการชนจากด้านข้างUN-R95ซึ่งเป็นมาตรฐานของรถในกลุ่ม EcoCarPhase 2 ซึ่งรถกลุ่มนี้ในประเทศไทยทุกคันจะถูกทดสอบโดยการให้รถถูกชนจากด้านข้างด้วยรถอีกคันในความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยชิ้นส่วนของรถต้องไม่แตกหักจนเกิดเป็นชิ้นส่วนแหลมคม

สาเหตุของปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีการรื้อแผงประตูของยาริส เอทีฟ คันที่ถูกใช้เป็นรถทดสอบแล้วพบว่ามีการทำเครื่องหมายชิ้นส่วนของประตูรถที่มีรอยฉีกขาดและแตกหักไว้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่ายาริสเอทีฟผ่านการทดสอบตามมาตรฐานการชนจากด้านข้างUN-R95ถูกต้องหรือไม่

ส่งผลให้โตโยต้าต้องออกมาประกาศหยุดขายและส่งมอบยาริส เอทีฟ ทันทีเพื่อดำเนินการทดสอบตามมาตรฐาน UN-R95 ใหม่อีกครั้ง โดยจะทดสอบทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นควบคู่กัน

ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ถึงขั้นที่ นายอากิโอะโตโยดะประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ตัดสินใจบินด่วนมาแถลงข่าวขอโทษผู้บริโภคชาวไทยในวันที่ 8 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมาด้วยตนเอง เนื่องจากความปลอดภัยของผู้ใช้รถยนต์ ถือเป็นเรื่องหลักที่โตโยต้าให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1และปัญหาที่เกิดขึ้นอาจทำให้เกิดความไม่สบายใจแก่ผู้ใช้รถโตโยต้าทุกรุ่น

ด้านนายมาซาฮิโกะ มาเอดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารภาคพื้นเอเชียของโตโยต้าระบุในการแถลงข่าวว่า รถยนต์รุ่นยาริส เอทีฟที่ได้มีการส่งมอบไปนั้นหลังจากที่โตโยต้าได้ทำการทดสอบใหม่กับรุ่นที่ขายจริงแล้วพบว่ายาริสเอทีฟ ยังคงเป็นรถยนต์ที่ปลอดภัยดีและมีคุณภาพตามผ่านมาตรฐาน UN-R95 ผู้บริโภคสามารถใช้งานได้ตามปกติ พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการเรียกคืนรถยาริส เอทีฟ ที่ส่งมอบไปแล้วก่อนหน้านี้ด้วย

นายมาซาฮิโกะกล่าวต่อว่า สาเหตุของปัญหาทั้งหมดเกิดจาก ไดฮัทสุ ต้องเผชิญกับแรงกดดันที่โรงงานผลิตเพราะยาริส เอทีฟ เป็นรถที่มีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนในการผลิตมากกว่ารถยนต์ที่ไดฮัทสุเคยผลิตก่อนหน้านี้และยังต้องทำงานอย่างรีบเร่งเพื่อให้สามารถผลิตรถได้ทันต่อการส่งมอบ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่กลุ่มโตโยต้าต้องร่วมกันแก้ไขต่อไป

ขณะเดียวกันโตโยต้าได้นำข้อมูลของ ยาริสเอทีฟออกจากเว็บไซด์ toyota.co.th เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยังไม่มีกำหนดว่าจะกลับมาจำหน่ายรุ่นนี้อีกเมื่อใด เพราะต้องรอให้ยาริสเอทีฟ ผ่านการพิจารณาและได้รับอนุญาตจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เสียก่อน ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการนำผลทดสอบครั้งใหม่ยื่นพิจารณาให้สามารถนำ ยาริสเอทีฟกลับมาจำหน่ายได้อีกครั้ง

ปัจจุบันโรงงานที่ใช้เป็นฐานการผลิตหลักของ ยาริสเอทีฟยังคงดำเนินการผลิตตามปกติ แต่โตโยต้าได้เพิ่มมาตรการเร่งด่วนสำหรับการควบคุมการผลิตให้ตรงตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด และจะปรับใช้กับทุกโรงงานที่ใช้เป็นฐานการผลิตรถยนต์โตโยต้าด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...