โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตลท.ยกเครื่อง ธุรกิจครอบครัว แก้ปมขัดแย้ง-ลบคำสาปเจ๊งรุ่น 3

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.ค. 2566 เวลา 12.41 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2566 เวลา 12.41 น.
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ธุรกิจบนโลกใบนี้จะเป็นประเทศไทยหรือต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจครอบครัว แต่การส่งผ่านธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย และมักจะมีคำกล่าวที่ว่า “ธุรกิจครอบครัวอยู่รอดได้ไม่เกิน 3 เจเนอเรชั่น” ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลุกขึ้นมาให้ความสำคัญเรื่องนี้

ตลาดหลักทรัพย์ฯเล็งเห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ ให้สามารถเติบโต แข่งขันและส่งต่อความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน จึงได้จัดสัมมนาใหญ่เรื่อง “ธุรกิจครอบครัว” ภายใต้ธีม “Family Business in the Changing World” ในวันที่ 3-4 สิงหาคม 2566 เพื่อสร้างองค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืน

ภายใต้แกนนำ “ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” กรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และยังเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัทชั้นนำในประเทศจำนวนมาก ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญของการวางแผนทางกฎหมายของธุรกิจครอบครัว

ธุรกิจครอบครัว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

เนื่องจากธุรกิจครอบครัวเหล่านี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และกระทบต่อทุกภาคส่วน การทำความเข้าใจ การมีความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเจ้าของธุรกิจครอบครัวต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้

ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยสถิติพบว่ากว่า 75-80% ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยเป็นธุรกิจครอบครัว หมายความว่าครอบครัวถือหุ้นใหญ่เกิน 50% มีอำนาจควบคุม แต่งตั้งกรรมการ

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจเจริญโภคภัณฑ์ ของตระกูลเจียรวนนท์ กลุ่มธุรกิจไทยเบฟ ของตระกูลสิริวัฒนภักดี กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล กลุ่มธุรกิจตระกูลล่ำซำ ตระกูลโสภณพนิช กลุ่มบริษัทสหพัฒนพิบูล กลุ่มธุรกิจของตระกูลภิรมย์ภักดี และกลุ่มธุรกิจตระกูลไชยวรรณ

ขณะเดียวกันก็มีบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กประมาณ 3-4 แสนบริษัท เป็นกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่อยู่ในต่างจังหวัด และลูกหลานเริ่มเข้ามารับช่วงบริหารต่อ

จากการสำรวจธุรกิจในประเทศไทยพบว่า ธุรกิจครอบครัวรุ่นที่ 1 จะมีอายุกิจการเฉลี่ย 33 ปี ดังนั้น ธุรกิจครอบครัวไหนที่มีอายุเกิน 60 ปี ถือว่าบริหารโดยรุ่นที่ 2-3 ที่เห็นชัดเจนคือกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล เนื่องจากมีการขยายธุรกิจเติบโตขึ้นมาก

ธุรกิจครอบครัวกับคำสาป 3 ชั่วคน

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์กล่าวว่า แต่ขณะเดียวกันจะพบว่าธุรกิจครอบครัวที่หายไปก็มีมากเช่นกัน โครงสร้างของธุรกิจครอบครัวไทยกับคำสาป 3 ชั่วคน จะพบว่าธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจคนจีนโพ้นทะเลก็อยู่ราว 2-3 รุ่น แต่ละรุ่นจะมีอายุประมาณ 30-40 ปี บริษัทที่มีอายุเกิน 100 ปี ในประเทศไทยซึ่งจะเป็นรุ่นที่ 3-4 มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

โดยสถิติที่เห็นคือธุรกิจครอบครัวที่บริหารเกิน 3 รุ่น มีสัดส่วนแค่ 12% หมายความว่า 100 บริษัท จะมีบริษัทอยู่รอดเกิน 3 รุ่น แค่ 12 บริษัทเท่านั้น ส่วนธุรกิจครอบครัวที่บริหารเป็นรุ่นที่ 4 ที่เติบโตไปได้ก็จะมีแค่ 3% เท่านั้น คือบริษัทโดยเฉลี่ยจะมีอายุประมาณ 40-60 ปี

“ในเมืองไทยมีบริษัทที่มีอายุเกิน 100 ปี น่าจะไม่ถึง 10 บริษัท และใน 10 บริษัทนี้ ที่เป็นเจ้าของเดิมอาจจะเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งแล้ว”

ความขัดแย้ง จุดจบธุรกิจครอบครัว

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์กล่าวว่า การจะขับเคลื่อนธุรกิจให้อยู่รอดมาถึงรุ่นที่ 3-4 ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเป็นปัจจัยจากเรื่องของธุรกิจส่วนหนึ่ง เช่น หลังเกิดวิกฤตปี 2540 (ต้มยำกุ้ง) วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตโควิด ที่ทำให้หลายธุรกิจหายไป แต่จุดใหญ่กว่านั้นที่เป็นจุดจบของธุรกิจครอบครัว

คือเรื่อง“ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว” ที่แตกหักจากพี่น้องทะเลาะกัน ไม่สื่อสารกัน มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกัน อาทิ คดีห้างทองธรรมวัฒนะ ที่ทะเลาะกันยาวนานถึง 14 ปี ฟ้องกันไปกว่า 44 คดี หรือแม้แต่คดีของแม่ประนอม ปุ้มปุ้ย เป็นต้น

ปัญหาความขัดแย้งธุรกิจครอบครัวเกิดจากไม่มีกฎกติกาในการทำธุรกิจด้วยกัน ความขัดแย้งเกิดจากผลประโยชน์ที่ไม่มีการตกลงกันอย่างชัดเจน ความขัดแย้งจากการที่ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้ปรึกษาหารือกัน

ผลสำรวจของ The Williams Group พบว่า อัตราความล้มเหลวในการสืบทอดธุรกิจครอบครัวในปัจจุบันสูงถึง 70% และจากที่ศึกษาเรื่องธุรกิจครอบครัวมาตั้งแต่ปี 2546 สรุปปัญหาธุรกิจครอบครัวทั้งหมด 10 ข้อ ดังนี้

10 ปมปัญหาธุรกิจครอบครัว

1.ขาดการจัดโครงสร้างการประกอบธุรกิจและการถือหุ้นที่ดี คือไม่มีโครงสร้างทางกฎหมายที่ดี ไม่มีการจัด “โฮลดิงส์คอมปะนี” ที่เป็นกงสีของธุรกิจครอบครัว ไม่มีระบบบัญชีที่ดี จึงไม่สามารถประเมินมูลค่ากิจการได้ และตรวจสอบกันไม่ได้ ทำให้การหาพาร์ตเนอร์หรือขยายกิจการไม่ได้

2.ขาดการจัดทำเอกสารทางกฎหมายที่ครบถ้วน เช่น ข้อบังคับของบริษัท พินัยกรรม ธรรมนูญครอบครัว จึงทำให้ไม่มีกลไกการเลือกผู้สืบทอดธุรกิจ ส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจครอบครัวจะไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้จนกว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น

3.ขาดกลไกการจัดสรรผลประโยชน์ หรือความเป็นเจ้าของในธุรกิจครอบครัวอย่างเป็นธรรม เช่น ไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินปันผลเหมือนบริษัทจดทะเบียน หรือการจัดสรรหุ้นอย่างเหมาะสม

4.ขาดการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิกในครอบครัว คือไม่มีการพูดคุยกันเพื่อหาฉันทามติ เพราะวัฒนธรรมของไทยมักมีความเชื่อเรื่องความเป็นพ่อแม่กับความเป็นลูก หรือเรื่องอาวุโส จึงจำเป็นจะต้องมีกระบวนการ กฎเกณฑ์การสื่อสารของสมาชิกในครอบครัว

5.ขาดแนวคิดที่จะสามารถแยกความแตกต่างระหว่างประเด็น “ทางธุรกิจ” หรือ “ทางครอบครัว” หมายความว่า ไม่แยกบทบาทให้ชัดเจนระหว่างกำลังทำหน้าที่เป็นกรรมการบริษัท หรือกำลังทำหน้าที่ในฐานะแฟมิลี่

6.ขาดการวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่ง (succession plan) ส่วนใหญ่แล้วรุ่นที่ 1 หรือผู้อาวุโสสุดไม่ค่อยปล่อยวาง จึงจะต้องมีกลไกกำหนดวิธีการ ขั้นตอน การเลือกผู้สืบทอดธุรกิจครอบครัวที่ชัดเจนและโปร่งใส เช่น กรณีกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล จะเขียนไว้ในธรรมนูญครอบครัวชัดเจนเลยว่า อายุเท่าไรต้องถอยออกมาเป็น “ที่ปรึกษา” เป็นต้น

7.ขาดนโยบายการจ้างงานโดยเฉพาะ ขณะที่สมาชิกในครอบครัวที่เข้ามาทำงานใน “บริษัทครอบครัว” อาจไม่มีความสามารถที่แท้จริง ทำให้ธุรกิจเติบโตไม่ได้

8.ขาดมืออาชีพหรือกรรมการอิสระที่มีความรู้และมีประสบการณ์มาช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง

9.ขาดมาตรการบริหารความเสี่ยงของครอบครัวมีไว้เพื่อควบคุมเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งมีด้วยกัน 5 D คือ เกิดจากการหย่าร้าง (divorce) เกิดจากการถึงแก่ความตาย (death) เกิดจากความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน (distrust) หรืออาจจะเกิดจากความที่สมาชิกในครอบครัวไม่สนใจที่จะทำธุรกิจ (disinterest) หรือความเสี่ยงจากความตกตํ่าของธุรกิจ (deterioration)

และ 10.ขาดการวางแผนกลยุทธ์ทั้งด้านธุรกิจและการเงิน

ถึงเวลาหาพันธมิตรร่วมสืบทอดธุรกิจ

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์กล่าวต่อว่า ถ้าดูปัญหาที่เกิดขึ้น และวิเคราะห์วิจัยของต่างประเทศก็พบว่า ธุรกิจครอบครัวมักจะสืบทอดด้วยเจ้าของคนเดียว เริ่มธุรกิจ ทำแล้วสำเร็จ ก็จะมีลูกหลานมารับช่วงต่อ มาระยะหลัง ๆ ไม่เกิน 20 ปีนี่เอง ที่เริ่มมีการตั้งกงสีขึ้นมาดูแลธุรกิจครอบครัว ปัจจุบันก็ใช้เป็นลักษณะการตั้ง “โฮลดิ้งคอมปะนี” ให้สมาชิกในครอบครัวมาถือหุ้น

และแนวทางใหม่ที่พยายามผลักดันอยู่ คือ แนวคิดการสืบทอดธุรกิจครอบครัวไม่จำเป็นต้องสืบทอดธุรกิจด้วยครอบครัวเดียว อาจจะมีพันธมิตร เช่น เพื่อน คู่ค้า ที่มาทำธุรกิจร่วมกันได้ ซึ่งยังไม่ค่อยเห็นรูปแบบนี้ในปัจจุบันมากนัก

“ถ้าเราเปลี่ยนไมนด์เซตว่า วิธีการหรือธุรกิจครอบครัว ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นใหญ่คนเดียว มีคนอื่นมาช่วยเรา หา synergy partner มาช่วย นี่ก็ยังเป็นธุรกิจครอบครัว แต่เป็นครอบครัวหลายครอบครัวเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่เป็นเรื่องที่ไม่ยาก ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิด เพราะแต่ละคนมันมีความเข้มแข็งไม่เหมือนกัน เพียงแต่ทัศนคติคนไทยบางส่วนยังคิดว่าต้องเป็นเจ้าของคนเดียวอยู่ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราเปิดโอกาส เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นได้เสมอ”

นี่คือแนวทางการปรับเปลี่ยนธุรกิจครอบครัวระดับเอสเอ็มอี เพื่อให้สามารถเติบโตและแข็งแรง สามารถต่อสู้หรือแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้

สุดท้ายแล้ว ถ้าไม่ผลักดันเรื่องนี้ ธุรกิจครอบครัวระดับ SMEs ในอนาคตมีโอกาสจะเจ๊งได้ สำหรับธุรกิจใหญ่ ๆ ไม่ต้องห่วง เพราะถ้าเกิดวิกฤต เขาก็ตัดขายธุรกิจบางส่วนไปได้ แต่ธุรกิจเล็ก ๆ ที่มีธุรกิจเดียวจะทำยังไง

ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงจัดสัมมนาภายใต้ธีม “Family Business in the Changing World” นำนักธุรกิจไทยและต่างชาติมานั่งเรียนด้วยกัน บริษัทใหญ่ถ่ายทอดให้บริษัทเล็ก เพื่อสร้างความเข้มแข็ง อาจจะได้ network ในการทำธุรกิจร่วมกันก็ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...