โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ฮิคิโคโมริ’ เพราะทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว เลยขอเลือกเก็บตัวอยู่แต่บ้าน ไม่ออกไปไหน

Moody

เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2566 เวลา 03.54 น.

จากพอดแคสต์ ‘ด้วยรักและปรัชญา EP4 Introvert เป็นโดยกำเนิด หรือเพราะสังคมบีบบังคับ’ อาจารย์แก้วได้พูดถึงภาวะหนึ่งที่เรียกว่า

‘ฮิคิโคโมริ’ (Hikikomori)

หรือ การแยกตัวออกจากสังคมของคนญี่ปุ่น ทีนี้ MOODY เลยอยากพาทุกคนมาทำความรู้จักภาวะนี้กัน

แต่ก่อนอื่นต้องทำความใจว่า ฮิคิโคโมริ ไม่ใช่คำที่บ่งบอกถึงบุคลิกภาพอย่าง อินโทรเวิร์ต หรือ โลกส่วนตัวสูง แต่ในญี่ปุ่นถือว่าเป็นสภาวะทางจิตใจชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น หรือวัยทำงานที่จู่ๆ ก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยเฉพาะในห้องตัวเอง ไม่ไปโรงเรียน ไม่ออกข้างนอก ไม่ไปทำงานเป็นเวลานาน อาจหลายเดือนหรือกลายเป็นปี หากใครที่เป็นแฟนมังงะ หรืออนิเมะญี่ปุ่นอาจนึกภาพออกเพราะมักจะมีตัวละครลักษณะนี้อยู่บ้าง

ซึ่งภาวะนี้เริ่มเกิดในญี่ปุ่นช่วงทศวรรษที่ 1990 ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความย่ำแย่ทางเศรษฐกิจ ทำให้วัยรุ่นจำนวนมากไม่สามารถทำความฝันให้เป็นจริงได้ จึงเกิดการหนีหน้าสังคมเพื่อซ่อนความอับอายที่มีต่อตัวเอง ต่อมาในปี 1998 จึงถูกบัญญัติคำขึ้นว่า ‘ฮิคิโคโมริ’ โดย ศาสตราจารย์ทามากิ ไซโตะ จิตแพทย์ชาวญี่ปุ่น เพื่อใช้นิยามอาการของคนหนุ่มสาวที่ไม่เข้าเกณฑ์สำหรับการวินิจฉัยสุขภาพจิตในตอนนั้น แต่กลับมีภาวะแยกตัวออกจากสังคมอย่างชัดเจน

แต่ปัจจุบันภาวะฮิคิโคโมริ ไม่ได้ใช้เฉพาะในสังคมญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายในประเทศอื่นอีกด้วย เพื่อร่วมกันศึกษาและทำให้เป็นโรคทางจิตวิทยาอย่างเป็นทางการ

ภาวะฮิคิโคโมริ ถูกวินิจฉัยว่าเป็นปรากฏการณ์สุขภาพจิตหนึ่งที่ได้รับผลกระทบมาจากครอบครัว สังคม และวัฒนธรรม อันเกิดจากปัญหาความสัมพันธ์ ความไม่มั่นคงในจิตใจ หรือความผิดหวังขั้นรุนแรง เช่น ปัญหาครอบครัว สอบตกในการสอบครั้งสำคัญ หรือไม่ได้งานที่รัก หรือในบางรายก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ แค่จู่ๆ ก็ไม่อยากออกไปพบเจอสังคมภายนอกเลยเลือกที่จะเก็บตัวอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง

โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่ผู้คนมักถูกกดดันจากคุณค่าทางสังคมอย่างมาก รวมถึงมีความหวาดกลัวต่อความอับอายทางสังคม ทำให้ชาวฮิคิโคโมริหลีกเลี่ยงความชอกช้ำจากการถูกตีตราทางสังคมด้วยการหายไปจากสังคมเสียเลย ซึ่งอาจมีอาการบางอย่างที่ใกล้เคียงกับโรคซึมเศร้า แต่นอกเหนือจากพฤติกรรมการแยกออกมาจากสังคมแล้วยังมีการแสดงออกทางจิตใจสุดขั้วอีกด้วย คือ การไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใครเลย แต่ก็มีชาวฮิคิโคโมริ ประเภทที่สามารถจัดการธุระบางอย่างภายนอกได้ เรียกว่า โซโตโคโมริ (soto-komori) หรือบางกลุ่มอาจใช้อินเทอร์เน็ตเป็นหนทางในการท่องโลก แต่พวกเขายังคงคอนเซ็ปต์ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับใครอีกอยู่ดี

ซึ่งหนทางการรักษาคนที่มีภาวะฮิคิโคโมริ ส่วนใหญ่มักเป็นกิจกรรมบำบัดทางกายด้วยการปรับปรุงการมีปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้สามารถกลับเข้าสังคมได้อีกครั้ง รวมถึง หาวิธีแสดงความสามารถและพรสวรรค์ของตัวเอง ตัวอย่างเช่น ศิลปินชาวญี่ปุ่น Atsushi Watanabe ที่ใช้ศิลปะและการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อช่วยให้เขาหายจากโรคฮิคิโคโมริ

อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่า การอยู่คนเดียวนั้นมีหลายประเภท และมีระดับแตกต่างกันแค่ไหน ทั้งอินโทรเวิร์ตที่มีความสุขในการชาร์จพลังจากการอยู่คนเดียว คนที่โลกส่วนตัวสูงคือมีขอบเขตชัดเจนว่าตรงนี้คือขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ของฉัน คนที่รักสันโดษ ชอบปลีกวิเวก ไม่ได้หมายความว่าจะเกลียดหรือต่อต้านสังคมเหมือนกับฮิคิโคโมริที่เกิดจากความเจ็บช้ำทางสังคม และต้องได้รับความช่วยเหลือ

——————-

หากสังเกตว่ามีคนรอบข้างหายหน้าหายตาไปจากคุณเป็นเวลานาน อย่าลืมหาโอกาสติดต่อ เชื่อมความสัมพันธ์กับพวกเขาดูว่าพวกเขายังสบายดีอยู่หรือเปล่า เพราะทุกคนย่อมรู้ดีว่าความโดดเดี่ยวมันทรมานแค่ไหน

สามารถฟัง ด้วยรักและปรัชญา EP4 | Introvert เป็นโดยกำเนิด หรือเพราะสังคมบีบบังคับ ได้ที่:

YouTube:https://youtu.be/WjixoCVmDbM

Apple Podcasts:https://bit.ly/3N70rHE

Spotify:https://bit.ly/42iznJW

อ้างอิง

  • Hikikomori: understanding the people who choose to live in extreme isolation

https://bit.ly/3OVA0WN

  • Hikikomori, A Japanese Culture-Bound Syndrome of Social Withdrawal? A Proposal for DSM-V

https://bit.ly/42nrxyt

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...