โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดปมชวนสงสัย 5 ชีวิตหายตัวปริศนา ญาติเผยเหตุการณ์ก่อนล่องหน 2 เดือนไม่รู้ชะตากรรม

Khaosod

อัพเดต 28 มิ.ย. 2566 เวลา 13.32 น. • เผยแพร่ 28 มิ.ย. 2566 เวลา 13.32 น.

เปิดปมชวนสงสัย 5 ชีวิตหายตัวปริศนา ญาติเผยเหตุการณ์ก่อนล่องหน 2 เดือนไม่รู้ชะตากรรม

วันที่ 28 มิ.ย.66 กรณีกระแสข่าวการหายตัวไปของเครือญาติพร้อมกันถึง 5 ราย และญาติได้ร้องเรียนจนเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของ น.ส.พิทยารัตน์ จันทรมาศ อายุ 26 ปี ในพื้นที่หมู่ 9 ต.นาไม้ไผ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นญาติสนิทของผู้สูญหายทั้ง 5 คน และเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลขอความช่วยเหลือไปยังที่ต่างๆ

น.ส.พิทยารัตน์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา น้าหลานรวม 5 ชีวิต ประกอบด้วย นางอุษา ปานรอด อายุ 43 ปี, น.ส.ชนนิกานต์ โตชะนก หรือน้องบีม อายุ 22 ปี นักศึกษา ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี, น.ส.ญาสุมินร์ โจมฤทธิ์ หรือน้องรุ้ง อายุ 22 ปี (เพื่อน น.ส.ชนนิกานต์), ด.ช.พรพิพัฒน์ ปานรอด หรือน้องฟอร์ด อายุ 13 ปี และ ด.ญ.ศิรประภา รุจิตร หรือน้องฟ้าใส อายุ 13 ปี ได้หายออกจากบ้านไปพร้อมกับนายลมกรด แสงสว่าง หรือแบงค์ อายุ 36 ปี ชาว จ.เชียงใหม่

โดย นายลมกรด เป็นแฟนของ น.ส.ชนนิกานต์ ได้นำรถตู้สีขาว ทะเบียน นข-8797 อุดรธานี โดยมี นายนพดล แสงเมืองอินทร์ เป็นคนขับ และมีหญิงสาวคนสนิทของ นายนพดล นั่งมาด้วยกันรวม 3 คน ต่อมานายลมกรด ได้พาทั้ง 5 คนออกไปจากบ้าน หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย จนเวลาผ่านไปกว่า 2 เดือน ทำให้ญาติเป็นกังวลไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร

น.ส.พิทยารัตน์ กล่าวต่อว่า นายลมกรด มารู้จักกับ น.ส.ชนนิกานต์ เมื่อ 5 เดือนก่อน จากนั้น น.ส.ชนนิกานต์ ได้พา นายลมกรด มาทำความรู้จักกับ นางอุษา ปานรอด ผู้เป็นแม่ที่บ้าน อ.ท่าศาลา โดยมี น.ส.ญาสุมินร์, ด.ช.พรพิพัฒน์ และ ด.ญ.ศิรประภา นั่งอยู่รวมกันที่บ้าน

หลังจากนั้น นายลมกรด ก็ได้ชักชวนให้ร่วมลงทุนเปิดปั๊มน้ำมัน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของธุระกิจหลายอย่าง ทำให้ นางอุษา หลงเชื่อจึงนำที่ดิน 5-6 ไร่ไปขาย ได้เงินมา 300,000 บาท นอกจากนี้ นายลมกรด ยังได้บอกกับ นางอุษา ว่า จะช่วยเหลือดูแลเรื่องทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ ทั้ง 4 คน โดยจะรับเป็นลูกบุญธรรม หลังจากนั้น นางอุษา ได้เงินจากการขายที่ดินมา ก็นำไปให้ นายลมกรด นอกจากนี้ นางอุษา ยังได้ถูก นายลมกรด หว่านล้อมให้ลงทุนเพิ่ม จึงนำรถกระบะโตโยต้า รีโว่ สีดำ ทะเบียน ผจ-9822 นครศรีธรรมราช ไปจำนองกับเต็นท์รถใน กทม. ได้เงินมาอีก 100,000 บาท

กระทั่ง นายลมกรด มารับทั้ง 5 คนไป หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อใครได้อีกเลย ต่อมา นางสุจิต ปานรอด อายุ 72 ปี แม่ของ นางอุษา ได้ไปแจ้งความคนหายไว้ที่ สภ.ท่าศาลา กระทั่งตำรวจสืบทราบว่ารถตู้ที่ใช้ก่อเหตุอยู่ในพื้นที่ จ.พะเยา จึงส่งตำรวจชุดสืบสอนไปติดตามจับกุมตัว นายนพดล คนที่ขับรถตู้ได้เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดย นายนพดล ให้การอ้างว่า ได้รับจ้างจาก นายลมกรด เป็นเพียงผู้รับจ้างขับรถตู้ให้เท่านั้น ไม่มีส่วนได้เสีย และในวันที่ 14 มิ.ย. นายนพดล ได้ยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวออกไป

คาดว่า นายลมกรด น่าจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฏิมาหลอกลวงให้หลานสาวหลงรัก และหลอก นางอุษา ร่วมลงทุน ทำให้ทุกคนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ ทำให้ทางญาติๆ เป็นกังวลเพราะเกรงจะเกิดอันตรายกับน้าและหลานทั้ง 5 คน จึงขอให้สื่อช่วยติดตามเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อสอบถามไปทางตำรวจ สภ.ท่าศาลา ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังชุดสืบสวนรายหนึ่ง ได้ให้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังแจ้งความ จนไปติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาและรถตู้ได้ จากข้อมูลที่รถตู้คันนี้ถูกใบสั่งจากการใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด ซึ่งได้นำตัวมาสอบปากคำพบว่าเป็นผู้รับจ้างขับรถตู้เป็นผู้ให้การที่มีข้อมูลอยู่ถึงพฤติกรรมของชายอีก 2 คน กับบุคคลทั้ง 5 ที่หายไปขณะนี้ ไปแวะห้างหรือกิจกรรมอื่นๆ ไม่มีประเด็นน่าสงสัย แต่ข้อมูลเชิงลึกในขณะนี้ พบว่า นางอุษา ขายที่ดินได้เงินไปจำนวนหนึ่ง รวมทั้งนำรถยนต์ไปจำนำที่ กทม.

ส่วนข้อมูลในพื้นที่พบว่าผู้ที่หายตัวไปนั้นมีปัญหาเรื่องหนี้สินจำนวนมาก และนำที่ดินของญาติคนหนึ่งไปขาย เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่สงสัย อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือไม่สามารถติดต่อทั้ง 5 คนได้เลย เกิดอะไรขึ้นบ้างในขณะนี้ยังไม่มีใครทราบ ซึ่งน่าที่จะติดต่อกันได้บ้าง ทางตำรวจท้องที่ได้รับแจ้งและสืบสวนจะออกหมายจับได้แล้วกำลังเร่งติดตาม ส่วนผู้ที่หายไปทั้ง 5 รายนั้นยอมรับว่ายังไม่รู้ชะตากรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...