มาตรฐาน ISSB กับการเปิดเผยข้อมูล เพื่อยกระดับตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน
สำนักงาน ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนไทยได้ติดตามและดำเนินการต่อประเด็น “การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน (ESG)” อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนและบริษัทที่ออกและเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนในประเทศไทย ทั้ง SET และ mai มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลของกิจการที่ครอบคลุมถึงการจัดการด้านความยั่งยืน ตามแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปีหรือรายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบ 69-1) (รวมเรียกว่า “แบบ One Report”) ซึ่งจะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2565 และที่ผ่านมา
สำนักงาน ก.ล.ต.ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้จัดให้มีการสื่อสารและทำความเข้าใจให้แก่ภาคธุรกิจในการผนวกประเด็นด้าน ESG ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและเปิดเผยข้อมูลได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามแบบ One Report แล้วนั้น สำนักงาน ก.ล.ต. ยังส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนพิจารณาเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนโดยอ้างอิงตามกรอบการรายงาน หรือมาตรฐานการรายงานข้อมูลสากลด้วย อาทิ The Task Force on Climate-related Financial Disclosures (มาตรฐาน TCFD) และ Global Reporting Initiative (GRI) เป็นต้น
ซึ่งจากการติดตาม พบว่า บริษัทจดทะเบียนมีความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของ ESG และมีการเปิดเผยข้อมูลในหัวข้อการจัดการด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่จัดอยู่ใน SET50 ที่ส่วนใหญ่มีการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล อาทิ TCFD หรือ GRI แล้ว
ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ติดตามแนวโน้มและพัฒนาการของการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2566 หน่วยงาน The International Sustainability Standards Board (ISSB) ซึ่งอยู่ภายใต้ International Financial Reporting Standards (IFRS) Foundation ได้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างมาตรฐานการรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนให้เป็นไปในบรรทัดฐานเดียวกันในระดับสากล (Global Baseline) ได้ออกมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับความยั่งยืนของบริษัท จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่
1. IFRS S1 เป็นข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของกิจการเกี่ยวกับความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงโอกาสและความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยด้าน ESG และ 2. IFRS S2 เป็นข้อกำหนดสำหรับการเปิดเผยข้อมูลของกิจการในด้านโอกาสและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) (“มาตรฐาน ISSB”) ซึ่งต่อมาได้ถูกให้การยอมรับโดยหน่วยงาน International Organization of Securities Commissions (IOSCO) เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566
สำหรับมาตรฐาน ISSB 2 ฉบับดังกล่าว เป็นการต่อยอดโดยได้รับอิทธิพลและแนวคิดจากมาตรฐาน TCFD และ GRI อันจะเป็นตัวช่วยสำหรับกิจการในการลดภาระและความสับสนที่ต้องรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานหรือกรอบความร่วมมือที่มีอยู่หลากหลายให้เป็นไปในบรรทัดฐานเดียวกัน
โดยหลักการสำคัญของ IFRS S1 และ IFRS S2 คือการเปิดเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศ ที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีสาระสำคัญ (Materiality) ต่อโอกาสทางธุรกิจ ข้อมูลทางการเงินของกิจการ ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกิจการจะต้องระบุความเชื่อมโยงของข้อมูล ผลกระทบต่องบการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลภายใต้ IFRS S1 และ IFRS S2 ด้วย
นอกจากประโยชน์ของกิจการในการลดภาระการรายงานที่มีความหลากหลาย การเปิดเผยข้อมูล
ตามมาตรฐาน ISSB นี้ ยังช่วยให้ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่ากิจการได้มีข้อมูลที่สะท้อนและเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลด้าน ESG กับข้อมูลทางการเงินของกิจการได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ซึ่ง ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นกระจกที่จะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกิจการในการรับมือกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน อันอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน การสร้างกำไร และความยั่งยืนของกิจการได้ดียิ่งขึ้น และผู้ลงทุนเองก็สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการเปรียบเทียบและตัดสินใจลงทุนได้อีกด้วย
สำหรับการดำเนินการที่ผ่านมาเกี่ยวกับมาตรฐาน ISSB ของประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. โดยความร่วมมือกับ Asian Development Bank (ADB) ภายใต้โครงการ “The technical in-depth analysis and comparison of current sustainability related disclosure requirements and international standards” ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างแบบ One Report ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน กับมาตรฐาน ISSB ตลอดจนเพื่อศึกษาเปรียบเทียบแนวทางการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในระดับสากลด้วย
โดยจากผลการศึกษาเบื้องต้นของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ในส่วนรายละเอียดที่ต้องเปิดเผยซึ่งกำหนดไว้ในมาตรฐาน ISSB นั้นเป็นลักษณะภาคบังคับ (Mandatory) และรายละเอียดเนื้อหาที่ต้องเปิดเผยที่มีรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่าแบบ One Report โดยส่วนที่เพิ่มเติมมาของมาตรฐาน ISSB นั้น จะช่วยให้ข้อมูลด้านการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง กลยุทธ์ และตัวชี้วัดและเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมถึงด้านสภาพภูมิอากาศมีความชัดเจน และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
สำหรับแนวทางการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน ISSB ในต่างประเทศนั้น พบว่า หลายประเทศได้เริ่มออกแนวทางเกี่ยวกับการปรับใช้มาตรฐาน ISSB แล้ว โดยส่วนใหญ่จะเริ่มบังคับใช้ระยะแรกในช่วงปี 2568-2570 โดยเป็นลักษณะของการกำหนดกลุ่มกิจการที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่ขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการ และกำหนดมาตรการผ่อนปรนต่างๆ เพื่อยกระดับให้เป็นไปตามมาตรฐาน ISSB
ในส่วนของการยกระดับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนไทยนั้น สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ “หลักการแนวทางการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตาม ISSB Roadmap” ไปเมื่อช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา
โดยหลักการดังกล่าวได้กำหนดให้ กิจการที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน ISSB ด้วยวิธีการนำไปใช้เป็นลำดับและสัดส่วน (phrased-in approach) พร้อมกำหนดมาตรการผ่อนปรนช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Reliefs) ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงบริบทและความพร้อมของบริษัทจดทะเบียนไทย และเพื่อไม่ก่อให้เกิดภาระหรือการดำเนินการที่เกินสมควร (undue cost or effort)
โดยปัจจุบัน สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างรวบรวม และสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเพื่อใช้ประกอบการจัดทำร่างประกาศ แบบและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป และในทางขนาน สำนักงาน ก.ล.ต. จะได้จัดให้มีการอบรมเพื่อการสร้างขีดความสามารถ (Capacity Building) ของบริษัทจดทะเบียนไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเสริมความพร้อม และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน ISSB
นอกจากนี้ จะได้ติดตามแนวโน้มการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของไทยสอดรับและทัดเทียมกับมาตรฐานสากล ช่วยลดภาระและทำให้การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน รวมทั้งด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยมีความเป็นเอกภาพ
ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่ากิจการ ให้มีข้อมูลที่เพียงพอและสามารถใช้เปรียบเทียบเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ซึ่งจะขับเคลื่อนให้ภาคตลาดทุนไทยเป็นส่วนหนึ่งของกลไกสู่ความยั่งยืนทางการเงินโดยแท้จริง