โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ความเกลียดชังทางเพศ' ในช่วงแผ่นดินไหว เมื่อหญิงปริศนาโผล่กลางวงนักข่าวและโทษว่าภาวะวิกฤตนี้เป็นเพราะไทยมี 'สมรสเท่าเทียม'

Mirror Thailand

อัพเดต 31 มี.ค. 2568 เวลา 07.44 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2568 เวลา 07.44 น.
ภาพไฮไลต์

ความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาที่กระทบมาถึงไทย ก่อให้เกิดทั้งความเสียหายทางกายสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ที่เราขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งมา ณ ที่นี้ รวมถึงความเสียหายทางใจ จากการที่หลายคนเพิ่งผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจกันมา บ้างก็ต้องอพยพหาที่พักอาศัยอย่างเร่งด่วน เมื่อที่พักเดิมแตกร้าวหรือโครงสร้างบางส่วนสึกหรอไปต่อหน้าต่อตา บ้างก็ยังหวาดระแวงว่าที่อยู่อาศัยของเราตอนนี้มันรองรับความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ทว่าน่าเศร้าไม่น้อย ที่สภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ ก็ยังมีคนบางกลุ่ม ฉวยโอกาสในการเผยแพร่แนวคิดที่สร้าง‘ความเกลียดชังทางเพศ’ โดยอ้างความเชื่อทางศาสนาของตัวเอง ซึ่งแม้ไม่ใช่ความคิดเห็นกระแสหลัก แต่ก็สะท้อนถึงอันตรายบางประการที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเชื่อและความเกลียดชังเหล่านี้

“ทุกคนควรจะรับรู้นะคะว่า สาเหตุที่แท้จริงเกิดขึ้นจากบาปของผู้คน โดยเฉพาะกฎหมายรักร่วมเพศที่เพิ่งทำไป และคาสิโนที่กำลังจะเกิดขึ้น นี่คือความพิโรธของพระเจ้านะคะ” นี่คือเสียงของหญิงปริศนาที่โผล่เข้าไปท่ามกลางนักข่าวที่กำลังสัมภาษณ์ความคืบหน้าเหตุการณ์กับ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลภาค กทม. และอดีตนายกสภาวิศวกรสถานแห่งประเทศไทย ซึ่งลงพื้นที่ดูสถานที่เกิดเหตุ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโซเชียลมีเดีย

Mirror Thailand ได้ต่อสายพูดคุยกับ อ.นาดา ไชยจิตต์ จากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนและความหลากหลายทางเพศ ถึงประเด็นดังกล่าว เธอให้ความเห็นว่า “ดิฉันรู้สึกห่วงใยอย่างยิ่งต่อกระแสความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในช่วงภาวะวิกฤต เช่น การกล่าวโทษแผ่นดินไหวว่าเกิดจากการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม หรือโยงความหลากหลายทางเพศเข้ากับภัยพิบัติธรรมชาติ ถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง และสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence) ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย เพราะภัยธรรมชาติเป็นปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่บทลงโทษจากเบื้องบน หรือผลจาก ‘บาป’ ทางศีลธรรมใดๆ”

“การใช้โศกนาฏกรรมเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ความเกลียดชังต่อกลุ่มเปราะบาง ไม่เพียงแต่ไร้มนุษยธรรม แต่ยังสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ความรังเกียจ และทำให้กลุ่ม LGBTQIAN+ ตกเป็นเป้าในช่วงเวลาที่พวกเขาก็ควรได้รับการช่วยเหลือ เยียวยา และความมั่นคงทางจิตใจเช่นเดียวกับทุกคน ซึ่งเป็นกลไกที่สังคมใช้ในการจัดการกับความกลัวและความไม่แน่นอน ผ่านการสร้างศัตรูร่วมตามที่ René Girard (ผู้เป็นนักมานุษยวิทยา) เคยกล่าวไว้ใน The Scapegoat”

นี่จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเชิงโครงสร้างและบ่อนทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพราะภัยพิบัติธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และบางครั้งเราก็ไม่อาจล่วงรู้ได้แน่ชัดว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน แต่สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในไทยคือ ปัญหาการรับมือของประเทศไทยในช่วงภัยพิบัติ ที่ยังมีความล้าช้าและขาดความสามารถในการสร้างระบบ SMS ‘เตือนภัยพิบัติ’ และ ‘แนวทางการรับมือ’ ให้ผู้คนได้อพยพได้ทันท่วงที เพราะมีประชาชนหลายคนเพิ่งจะได้รับข้อความหลังจากหนีเอาชีวิตจากตึกถล่มไปแล้ว และยังมีหลายคนที่ยังไม่ได้ข้อความอะไรเลยจนถึงตอนนี้ก็มีเช่นกัน นอกจากนี้จากเหตุการณ์ที่มีหลายตึกถล่มลงมาอย่างน่าสะเทือนใจ ที่เราควรตั้งคำถามไปถึงการตรวจสอบมาตรฐานการสร้างอาคารสูงหรือตึกในไทย เพื่อรองรับแรงแผ่นดินไหว ว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างรัดกุมและให้ความสำคัญมากน้อยแค่ไหน

ด้าน คุณณัฐศักดิ์ หนึ่งในผู้มีความหลากหลายทางเพศและผู้ประสบภัย ซึ่งต้องวิ่งจากชั้น 27 ลงมาด้านล่าง ขณะที่คอนโดของเขามีแรงสั่นสะเทือนและมีรอยร้าว ได้ให้สัมภาษณ์กับ Mirror Thailand หลังเห็นวิดีโอสร้างความเกลียดชังทางเพศดังกล่าวว่า “มีคนตาย บาดเจ็บ และไม่มีที่อยู่ แต่ก็ยังมีคนพยายามโทษกลุ่มคน LGBTQ+ ว่าเป็นต้นเหตุของภัยพิบัติ บอกว่ามันคือบทลงโทษของพระเจ้า ทั้งที่ภัยพิบัติไม่เคยเลือกเหยื่อ ไม่สนใจว่าใครเป็นใคร ทำไมถึงไม่โฟกัสการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บแทนที่จะมาใช้เรื่องของเพศและความเชื่อเป็นข้ออ้างในการสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน”

“ฉันก็คน คุณก็คน เราต่างวิ่งลงมาเหมือนกัน ถ้าจะพูดกันในเรื่องของหลักศาสนา เขาสอนให้มีแต่ความเมตตา แต่คนบางคนกลับใช้ศาสนามาจ้องทำลายคนอื่น แค่เพราะเขาแตกต่างจากตัวเอง แนวคิดเหยียดเพศนี้ในอนาคตมันจะอันตรายมากถ้าบางคนหลงเชื่อ แล้วมันก็จะตามมาซึ่งการเลือกปฏิบัติ ถ้าเราโดนตึกทับ คุณจะไม่ช่วยใช่มั้ย?”

การสร้างความเกลียดชังทางเพศในช่วงภาวะวิกฤตแบบนี้ ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะท้ายที่สุด ทุกคนเป็นคนเท่ากัน และควรได้รับความปลอดภัยในชีวิตเท่าๆ กัน โดยเฉพาะในช่วงเวลายากๆ นี้ ที่ความเห็นอกเห็นใจและกำลังใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้นสำคัญมาก

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...