ชุดที่ใส่ บอกอะไรได้บ้าง? เมื่อชุดที่ใส่ อาจสะท้อนตัวตน และสภาวะจิตใจของเราได้มากกว่าที่คิดในสายตานักจิตบำบัด
แน่นอนว่าการที่ใครสักคนกำลังเจอกับช่วงเวลายากลำบากทางจิตใจ และเลือกเข้ารับบริการจิตบำบัด นั่นแปลว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาต้องการจะรู้สึกทั้งสบายใจ สบายตัวมากที่สุด และมันย่อมไม่ได้เรียกร้องว่าเราต้อง ‘ดูดี’ ในช่วงเวลาแบบนั้นด้วย แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่เราไม่ได้ตั้งใจ หรืออาจไม่ได้ใส่มาก่อนอย่างการเลือกเสื้อผ้าหน้าผมเวลาไปพบนักจิตบำบัดนี่แหละ มีแมสเสจสำคัญที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังมากกว่าที่คิด
บทความหนึ่งจาก New York Times ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ว่า หลายคนพบว่าเป็นเรื่องยากในการจะเลือกหยิบเสื้อผ้าสักชุดเพื่อใส่ไปพบนักจิตบำบัด โดยเฉพาะเซสชั่นที่ต้องเจอกันแบบตัวต่อตัว แม้ว่าแน่นอนละ เราอาจจะไม่ได้โฟกัส ไม่ได้อยาก หรือไม่ได้ตั้งใจให้เสื้อผ้าที่ใส่ในช่วงเวลายากๆ แบบนั้นสื่อสารแมสเสจอะไรออกไป แต่ก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เสื้อผ้าจะทำหน้าที่เป็นตัว ‘พูด’ แทนสิ่งที่อยู่ใต้จิตสำนึกของเราโดยตัวมันเอง
เพราะอย่าลืมว่าเสื้อผ้าก็คือสเตทเมนต์ชิ้นหนึ่งที่ไม่เพียงบ่งบอกตัวตน มันยังสามารถสะท้อนสภาวะจิตใจของคนที่ใส่มันได้อย่างเหลือเชื่อ
“สำหรับนักจิตบำบัด มากกว่าการที่เคสของเราใส่อะไรมา มันอาจหมายรวมถึงสิ่งที่พวกเขาต่างกำลัง ‘แบก’ มันมาด้วย” Wei Motulsky นักจิตวิทยาคลินิกในพอร์ตแลนด์ให้ความเห็น
“จากประสบการณ์ ผมมีเคสหนึ่งเป็นนักกฎหมายอาวุโส เวลามาหานักบำบัด เธอมักจะแต่งตัวด้วยผ้าพื้นเมืองของเคนย่าเสมอ เพื่อบ่งบอกว่าเธอภูมิใจกับชาติกำเนิดของตัวเองมากแค่ไหน ส่วนอีกเคส เป็นผู้หญิงที่มักจะใส่สร้อยคอรูปกุญแจ เมื่อผมถามเธอถึงสร้อยเส้นนั้น ผมถึงได้รู้ว่าเธอเป็นหนึ่งในคอมมิวนิตี้ B.D.S.M. แม้เธอเองจะไม่ได้พูดเรื่องนี้กับนักบำบัดเลยตั้งแต่แรก” ด้าน Avi Sanders นักจิตวิทยาคลินิกผู้ทำงานในนิวยอร์กเล่า เขามองว่าเสื้อผ้าทุกตัวในทุกๆ เซสชั่นที่คนคนหนึ่งใส่ไปพบนักจิตบำบัด มักจะมี ‘จิตใต้สำนึก’ ของคนคนนั้นเองซ่อนอยู่ เหมือนเป็นฉากหลังเรื่องราวของเเต่ละคน และมันเป็นเหมือนเบาะแสเล็กๆ ที่นักจิตบำบัดสามารถนำมาใช้เป็นองค์ประกอบในการตีความสภาวะจิตใจตอนนั้นได้ด้วย
ในมุมมองของนักจิตบำบัดหลายคน พวกเขายอมรับว่าเสื้อผ้ากับ ‘ตัวตน’ ของคนที่ใส่มันนั้นมีความเชื่อมโยงกัน มันอาจใช้เพื่อเป็นการปิดบังซ่อนเร้นความรู้สึกที่ยุ่งเหยิงภายใน ใช้เพื่อหลบหนีอะไรบางอย่าง (แม้แต่ตัวตนของตัวเอง) มันสามารถเป็นเกราะป้องกันตัว ใช้เบี่ยงเบนประเด็น ใช้บอกระยะและขอบเขตที่อยากให้อีกฝ่ายหนึ่ง (ซึ่งก็คือนักจิตบำบัด) รับรู้ หรือแม้แต่ใช้เพื่อสร้าง ‘ความประทับใจ’ ให้กับนักจิตบำบัดก็เป็นไปได้เหมือนกัน
ไม่เพียงแค่ชุดที่ใส่จะเป็นทั้งเสตทเมนต์ และเครื่องมือบ่งบอกตัวตนทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจแล้ว ชุดที่ใส่ไปพบนักจิตบำบัดในแต่ละเซสชั่น ยังสามารถเป็นการสะท้อนถึง ‘เส้นทาง’ ของการ Healing จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งของคนคนนั้น จากวันที่เริ่มต้นมาพบนักจิตบำบัดด้วยสภาวะจิตใจแบบหนึ่ง จนถึงวันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่อีกจุดหนึ่งได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การวิเคาะห์ของนักจิตบำบัดจากองค์ประกอบภายนอกอย่างเสื้อผ้าหน้าผม หรือภาพลักษณ์ของเคสนั้นๆ ก็อาจไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป อีกทั้งบางครั้งมันสามารถสร้างความเข้าใจที่ผิดไป คลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับความเป็นจริง และกลายเป็นความอึดอัดในความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้กับนักจิตบำบัดแทน ถ้าหากว่าเคสนั้นไม่ได้เต็มใจอยากให้ใครมาจับจ้อง ตีความ หรือรู้สึกว่ากำลังถูก ‘ล้ำเส้น’ เข้ามาในขอบเขตบางอย่างอยู่
อ้างอิง
https://www.nytimes.com/2025/02/13/style/therapy-clothes.html
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ชุดที่ใส่ บอกอะไรได้บ้าง? เมื่อชุดที่ใส่ อาจสะท้อนตัวตน และสภาวะจิตใจของเราได้มากกว่าที่คิดในสายตานักจิตบำบัด
- BDMS Wellness Clinic จับมือ Global Wellness Institute และพันธมิตรสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจเวลเนสในไทย ที่มีมูลค่าเติบโตเป็นอันดับ 1 ของโลก
- PCOS ภาวะที่ผู้หญิงจำนวนมากรู้สึกว่าเป็น ซึ่งส่วนหนึ่งช่วยได้ด้วย Lifestyle Medicine หรือการปรับไลฟ์สไตล์ให้เฮลตี้กว่าเดิม
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com