โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

S-Curve ใหม่ BEM ปูทางอนาคต 30 ปี

The Bangkok Insight

อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 01.48 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 01.45 น. • The Bangkok Insight

การปั้น S-Curve ใหม่ของ BEM ปูทางอนาคต 30 ปี กับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม

ทุกคนรู้จักหุ้น BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กันดีในฐานะผู้นำโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย โดยมีธุรกิจหลัก 2 ด้าน ได้แก่ ระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า MRT รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง และธุรกิจทางด่วนที่บริษัทมีสัมปทานทางด่วนหลายสาย รองรับการเดินทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ความน่าสนใจของ BEM อยู่ที่การเติบโตของจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าและผู้ใช้บริการทางด่วน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของเมืองและพฤติกรรมการเดินทางของคนไทย อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญของ BEM คือข้อจำกัดด้านสัมปทานที่ต้องได้รับการต่ออายุ รวมถึงการควบคุมค่าโดยสารและค่าผ่านทางที่อาจส่งผลต่อรายได้ในอนาคต

BEM ต้องการสร้าง S-Curve ใหม่

S-Curve ใหม่อันแรกของ BEM คือโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม บริษัทได้รับสัมปทาน 30 ปี สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระยะทางรวม 35.9 กิโลเมตร จำนวน 28 สถานี แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ส่วนตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-สุวินทวงศ์) ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร มี 17 สถานี ก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% ส่วนฝั่งตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ) ระยะทาง 13.4 กม. จำนวน 11 สถานี

รถไฟฟ้าสายสีส้ม

BEM หมายมั่นให้รถไฟฟ้าสายสีส้ม เป็นตัวปลดล็อกศักยภาพการเติบโตในอนาคต เพราะจะช่วยหนุนปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ที่มีการเชื่อมระหว่างกัน ณ สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ทำให้ถึงจุดคุ้มทุน (Breakeven) และเริ่มทำกำไรได้เร็วขึ้น หลังแบกภาระขาดทุนมานาน ทั้งนี้อายุสัมปทานของสายสีน้ำเงินจะหมดในปี 2593

ในแผนการดำเนินงาน คาดว่าจะเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันออก ภายในเดือนพฤษภาคม 2571 ขณะที่ช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ) จะแล้วเสร็จในปี 2573 จะช่วยเพิ่มปริมาณผู้โดยสารและสร้างรายได้ใหม่ให้แก่บริษัท

นอกจากธุรกิจรถไฟฟ้าแล้ว BEM ยังมีแผนขยายธุรกิจทางด่วนผ่าน“โครงการทางด่วนชั้นที่ 2” หรือ Double Deck โดยบริษัทได้เจรจา กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่อขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน จนถึงปี 2601 แลกกับการลงทุนก่อสร้างทางด่วน Double Deck มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท

โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจราจร ลดปัญหารถติด และอาจนำไปสู่การลดค่าผ่านทางบางเส้นทางจาก 90 บาท เหลือ 50 บาทต่อเที่ยว เป็นข้อเสนอจากกระทรวงคมนาคม อย่างไรก็ตาม หาก BEM ต้องลดค่าผ่านทาง บริษัทจะได้รับการปรับส่วนแบ่งรายได้จากรัฐเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 50%

รถไฟฟ้าสายสีส้ม

แนวทางปี 2568 BEM คาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้นมากกว่า 3% หนุนมาจาก

1. อัตราเติบโตของรายได้ MRT ที่ 7-8% เทียบกับที่เติบโตขึ้น 8% ในปี 2567 และประมาณการทั้งก่อนและหลังทบทวนของเราที่ 6%

2. รายได้ทางด่วนที่คาดจะทรงตัว YoY เทียบกับที่ทรงตัว YoY ในปี 2567 และคาดการณ์หลังทบทวนที่ 3% ขณะที่หลังทบทวนทรงตัว YoY

3. อัตราเติบโตของพัฒนาการเชิงพาณิชย์ที่ 5% เทียบกับที่เติบโตขึ้น 10% ในปี 2567 และคาดการณ์ทั้งก่อนและหลังทบทวนของเราที่ 5%

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราเติบโตของจำนวนรถยนต์ ที่ใช้ทางด่วนจะกลับมาอยู่ระดับปกติที่ 2-3% หลังก่อสร้างถนนใกล้ดาวคะนองแล้วเสร็จในปี 2568 จึงคาดว่ากำไรสุทธิของ BEM จะเติบโตขึ้นหลักหน่วยระดับกลางในปี 2568-2570 หนุนจากจำนวนเที่ยวโดยสารที่มากขึ้น

แต่คาดจะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นมากจากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้, สายสีส้มฝั่งตะวันออก และการจ่ายเงินชดเชยให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยในปี 2571 รวมไปถึงการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มทั้งสายในปี 2573

ดังนั้น แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” หุ้น BEM ที่ราคาเป้าหมาย 10.85 บาทต่อหุ้น โดยมีมุมมองเชิงอนุรักษ์นิยมมากขึ้นต่อจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า และรถยนต์ที่ใช้ทางด่วนด้วย CAGR ที่ 5.8% และ 1.6% ตามลำดับ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...