หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม [นิยายแปล]
เธอคือหมอ(รักษาสัตว์)เทวดาคนแรกของอาณาจักร
เริ่มจากข้ามมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวชาวบ้านผู้แสนยากจน
ทางซ้ายมีท่านแม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ ทางขวาก็มีน้องชายตัวน้อยคอยให้ป้อนข้าว
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เธอถูกผู้ชายเฮงซวยยกเลิกการแต่งงาน…
ให้ตายเถอะ! เสือไม่โอ้อวดพลังก็จริง แต่เห็นเธอเป็น HelloKitty หรืออย่างไร ถึงมารังแกกันแบบนี้?!
สั่งสอนผู้ชายเฮงซวย รักษาอาการป่วยของท่านแม่ เลี้ยงดูน้องชายที่ผอมแห้งแรงน้อย
บุกเบิกที่นารกร้าง ปลููกพืชบนที่ดินว่างเปล่า นั่งดูความอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
วันเวลาอันแสนสุขค่อยๆ ผ่านไป…
วันหนึ่งก็ได้ยินว่าเทพแห่งความตายผู้น่าสะพรึงกลัวจะมาเยือนถึงหน้าบ้าน บังคับขู่เข็ญให้เธอแต่งงานด้วย?
ถึงเธอจะชอบผู้ชายหน้าตาดีก็เถอะ แต่ได้ยินว่าท่านอ๋องผู้นี้…
“ท่านอ๋อง พวกเราไม่ได้สนิทกันเสียหน่อย!” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“เหอะๆ” ท่านอ๋องยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย แล้วคว้าเด็กน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำสามคนออกมาจากด้านหลัง
“เรียกแม่สิ”
เธอล่ะอยากจะเป็นลม…
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature
เรื่อง : หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม
ผู้เขียน : เพียนฟางฟาง
ผู้แปล : lauren , Jaiyen , หอยทากในฤดูร้อน
---
[神医娘亲之腹黑小萌宝] / [偏方方]
©2020 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.
[เล่มที่ 1] บทที่ 1 บทนำ
[เล่มที่ 1] บทที่ 1 บทนำ
วันที่มืดครึ้มได้ผ่านพ้นไป ในที่สุดวันที่สดใสก็กลับมาแล้ว อาหารในบ้านมีไม่เพียงพอ อาหวั่นจึงสะพายตะกร้าไปขุดหัวผักกาด
“อาหวั่น! ไยเจ้ามาอยู่ที่นี่? สามีเจ้ามาแล้ว!”
สตรีนางหนึ่งเดินถือบุ้งกี๋เข้ามา
ใบหน้าอาหวั่นซึ่งกำลังนั่งยองอยู่ที่พื้นเปลี่ยนเป็นสีแดง “ท่านป้าอย่าพูดไป ใครกัน ใครคือสามีของข้า?”
ท่านป้าหัวเราะเย้าหยอก “ประเดี๋ยวก็จะแต่งงานกันแล้ว หากมิใช่สามีของเจ้า แล้วจะเป็นสามีของข้าอย่างนั้นหรือ?”
ณ อีกด้านหนึ่งของคันนา สตรีชาวนากลุ่มหนึ่งหัวเราะกันคิกคัก
อาหวั่นหน้าแดงแปร๊ด แม้ปากจะไม่ยอมรับ แต่นางรู้ว่า นางมีว่าที่เจ้าบ่าวจริงๆ นั่นแล
ว่าที่เจ้าบ่าวสกุลจ้าว นามว่าจ้าวเหิง เป็นซิ่วไฉ เพียงคนเดียวของหมู่บ้าน
จ้าวเหิงมิใช่คนในพื้นที่ ทว่าอพยพมาเมื่อสงครามเริ่มปะทุ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขาตั้งแต่นั้นมา
บิดาของจ้าวเหิงตายระหว่างสงคราม เหลือเพียงเขากับมารดาที่เป็นหม้าย และน้องสาวซึ่งอายุเท่ากับอาหวั่น
ปีนั้นช่างโชคดีเหลือเกินที่ครอบครัวของอาหวั่นต้องการความช่วยเหลือ สามแม่ลูกจึงพอผ่านพ้นความลำบากไปได้
สถานการณ์ของครอบครัวอาหวั่นก็ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่บิดาของอาหวั่นไปเป็นทหาร ครอบครัวขาดเสาหลัก และค่อยๆ ขัดสนขึ้นเรื่อยๆ
แต่ไม่ว่าจะขัดสนอย่างไร อาหวั่นก็ไม่ยอมให้จ้าวเหิงต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
อาหวั่นนำหัวผักกาดที่เด็ดไว้ใส่ลงในตะกร้าสะพายหลัง จิตใจคิดเพียงว่าจะกลับบ้าน
นางเดินผ่านบ่อน้ำ จึงนั่งยองลงเพื่อล้างดินที่เปื้อนบนมือออก
มือของนางโดนความหนาวเย็นกัด เมื่อแผลสัมผัสกับน้ำ ก็รู้สึกเจ็บจนสะดุ้งเฮือก!
จากนั้น นางปลดผ้าผูกผม ใช้แตะน้ำและสางเส้นผมจนเป็นมันเงา ถักเปียเส้นน้อยไว้ข้างหู และค่อยๆ หยิบผ้าผูกผมสีแดงที่ใช้ในวันปีใหม่ออกมามัดผมเปียไว้
เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก็ใช้มือที่หนาวเหน็บจนไร้ความรู้สึก วักน้ำอันเย็นเฉียบและมีกลิ่นคาวปลาขึ้นมาล้างหน้า
“หนาวจะตายอยู่แล้ว!” อาหวั่นรู้สึกหนาวจนร้องออกมา
จ้าวเหิงเดินไปเดินมาอยู่หน้าบ้านของอาหวั่นมาพักใหญ่ ทว่าไม่เห็นอาหวั่น จึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่ ไหนเลยจะรู้ว่า ขณะที่เขาเดินผ่านบ่อปลา ก็บังเอิญเห็นอาหวั่นกำลังล้างหน้าอยู่ริมฝั่ง
จ้าวเหิงคิ้วขมวด น้ำนี่ใช้ล้างหน้าได้หรือ? กลิ่นคาวรุนแรงเสียขนาดนี้
อาหวั่นเห็นจ้าวเหิง ก็รุดรีบลุกขึ้นยืน
มิได้พบกันครึ่งปี บัดนี้จ้าวเหิงสูงขึ้นมาก
แม้ว่าจ้าวเหิงจะอายุมากกว่าอาหวั่นสามปี ทว่าในตอนที่เพิ่งมาอยู่ที่หมู่บ้าน เขาผอมกว่าอาหวั่นเสียอีก
“อาเหิง!” อาหวั่นเดินไปมาพร้อมกับใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ดรุณีน้อยสวมเสื้อกันหนาวผ้าสำลีตัวใหญ่จนดูอ้วนกลม ที่หัวเข่าและข้อศอกมีรอยปะชุน ดูยากจนข้นแค้นยิ่งนัก ทว่าใบหน้ารูปไข่นั้นสะสวย พื้นที่แถบนี้หาผู้ที่งามกว่านางได้ยากยิ่ง
ก่อนหน้านี้ จ้าวเหิงยังคิดว่าอาหวั่นคือสตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยพบ เพียงแต่หลังจากที่พบบุตรสาวจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงแล้ว และเมื่อได้พบกับอาหวั่นอีกครั้ง เขาก็มองเห็นเพียงกลิ่นดินกลิ่นโคลนและความยากจน
อาหวั่นมองไปยังมือของจ้าวเหิง มือของบัณฑิต นิ้วเรียวยาว ดูสะอาดสะอ้าน
อาหวั่นรีบหดมือซึ่งโดนความเย็นกัดจนบวมเข้าไปในแขนเสื้อ นางยิ้ม และถามเขาว่า “เจ้ามาทำไมหรือ? เพิ่งกลางเดือน ยังไม่ถึงวันจ่ายค่าเรียน…เงินที่มีอยู่เจ้าใช้ไปหมดแล้วหรือ? เช่นนั้นข้าจะไปหยิบเงินให้”
ที่จริงก็เหลือเพียงไม่เท่าไร เหลือเพียงเงินก้อนไม่กี่ก้อนสุดท้าย นางยังมิได้ซื้อของสำหรับวันขึ้นปีใหม่ กระนั้นการศึกษาของจ้าวเหิงก็สำคัญ ท่านแม่คงไม่ว่าอะไร
“อาหวั่น” จ้าวเหิงเรียกนาง
อาหวั่นหันหลังกลับมา รอยยิ้มอ่อนหวานพาดผ่านใบหน้าของนางซึ่งแดงระเรื่อเพราะสัมผัสกับความหนาวเย็น “หืม?”
“เจ้าไม่ต้องให้เงินข้าแล้ว” จ้าวเหิงกล่าว
“ทำไมเล่า เจ้าไม่เรียนหนังสือแล้วหรือ?” อวี๋หวั่นเอ่ยถามด้วยความตกใจ
จ้าวเหิงชะงักไป “ไม่ใช่…”
อาหวั่นคิดว่าเขากังวลเรื่องค่าเล่าเรียน นางจึงปัดที่อกเสื้อของเขาพลางกล่าวว่า “เจ้าวางใจเถิด ข้ามีเงินอยู่! ข้า…ข้าหาได้! พอเข้าฤดูใบไม้ผลิ ข้าก็จะไปเก็บผักในป่า! ข้าจะไปตัดฟืน! แล้วก็ปลูก…”
“อาหวั่น เงินของเจ้าเอามาจากที่ใด” จ้าวเหิงพูดตัดบท
อาหวั่นรู้สึกตะลึง
จ้าวเหิงกล่าวด้วยสีหน้าหนักใจว่า “เจ้ามิต้องปิดบังข้า ข้ารู้หมดแล้ว เงินของเจ้าได้มาอย่างไม่ใสสะอาด…เมื่อสองปีที่แล้วเจ้าไม่ได้ไปบ้านท่านยาย เจ้า…เจ้าไปทำงานในหอคณิกา”
สายฟ้ากลางวัน สายหนึ่งผ่าลงเหนือศีรษะของอาหวั่น
อาหวั่นผงะไป ตะกร้าสะพายหลังตกลงบนพื้น หัวผักกาดสีแดงกลิ้งกลุกๆ
อาหวั่นหน้าซีดเผือด นางมองจ้าวเหิงพร้อมกล่าวว่า “ใคร? ใครบอกเจ้า?”
จ้าวเหิงกำหมัดแน่น “เจ้ามิต้องใส่ใจว่าผู้ใดบอกข้า เจ้าเพียงบอกมาว่าจริงหรือไม่! เจ้าไปเป็นนางคณิกาใช่หรือไม่”
ขอบตาของอาหวั่นแดงก่ำ นางจับแขนของจ้าวเหิง “อาเหิง…”
จ้าวเหิงเหลือบเห็นมือบวมๆ ของนางโดยไม่ทันตั้งตัว ก็รีบดึงแขนกลับด้วยความกลัว
อาหวั่นสัมผัสได้ถึงความรังเกียจของเขา จึงไม่กล้าเอื้อมมือไปจับเขาอีก จึงได้แต่พูดอย่างสะอึกสะอื้นว่า “ข้า…ข้าไม่ได้ไปเป็นนางคณิกา! อาเหิงเจ้าเชื่อข้าเถิด เงินของข้าเป็นเงินสะอาด! ข้านำป้ายหยกไปแลก!”
จ้าวเหิงเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้านำป้ายหยกมาจากที่ใด”
“ข้าเก็บได้!” อาหวั่นตอบ
จ้าวเหิงแดกดันว่า “แค่เก็บป้ายหยกไปแลกจะได้เงินมากเพียงนี้เชียวรึ?”
แต่เดิมเขาไม่ประสีประสา คิดว่าเงินค่าเล่าเรียนแสนแพงนี้ ล้วนได้มาจากอาหวั่นซึ่งปลูกผักและตัดฟืน ทว่าใครจะรู้เล่า…ว่าแท้จริงแล้วอาหวั่นนำร่างกายไปแลกมา!
นางไม่รู้สึกอับอายบ้างหรือ? รู้สึกหรือไม่?
อาหวั่นได้หมั้นหมายกับเขาไว้แล้ว แต่ยังไปทำเรื่องพรรค์นั้นกับชายอื่น!
นางสกปรกยิ่งนัก!
“อาเหิงเจ้าเชื่อข้า ข้าไม่ได้ไปเป็นนางคณิกา ข้าสาบานได้!” อาหวั่นร้องไห้จนแทบขาดใจ นางไม่ได้ไปเป็นนางคณิกา ไม่เคยเลยจริงๆ…
ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันมาเป็นเวลานาน จ้าวเหิงและน้องสาวล้วนกินข้าวที่บ้านของอาหวั่น อาศัยอยู่ในบ้านของอาหวั่น เขายังจำได้ว่าในตอนที่ทั้งหมู่บ้านต้องเผชิญกับความอดอยาก ก็เป็นอาหวั่นที่แบ่งอาหารของตน มาป้อนให้เขากินทีละคำๆ
หากมิใช่เพราะอาหวั่น ไม่แน่ว่าเขาอาจหิวตายไปนานแล้ว
สรุปแล้วก็รู้สึกดีต่ออาหวั่น
“เจ้าวางใจเถิด เห็นแก่ที่ข้ากับเจ้ารู้จักกันมานาน ข้าจะไม่นำเรื่องนี้ไปบอกใคร เพียงแต่ข้าจะไม่แต่งงานกับเจ้าแล้ว” จ้าวเหิงกล่าวด้วยความเมตตา
จ้าวเหิงคิดว่า เขาทำดีที่สุดแล้ว อย่างไรเสียชื่อเสียงก็สำคัญที่สุดสำหรับสตรี เขายินดีรักษาเกียรติของนาง นางก็ควรจะรู้จักพอ
จ้าวเหิงกล่าวอย่างผ่าเผยว่า “ข้าเป็นซิ่วไฉ อาจารย์กล่าวว่าความสามารถเช่นข้า สักวันหนึ่งจะได้เข้ารับราชการ แต่งงานกับสตรีที่ไม่บริสุทธิ์เช่นเจ้า…เรื่องงานแต่งข้าจะยกเลิกเอง จากนี้เจ้าไม่ต้องมาหาข้าแล้ว”
กล่าวจบ จ้าวเหิงก็ไม่กล้ามองใบหน้าอันโศกสลดของอาหวั่น เขารีบเดินไปประหนึ่งกำลังหลบหนี
ทว่าเมื่อวิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงดังราวกับมีบางอย่างตกลงไปในน้ำ
“อาหวั่น…!”
…………………………………
บทที่ 2 ข้ามมิติ
บทที่ 2 ข้ามมิติ
“ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว สรรพสิ่งล้วนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง อีกทั้งยังเป็นฤดูหาคู่ของสัตว์…”
อวี๋หวั่นตื่นเพราะเสียงบ้านี้อีกแล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าป้าใหญ่จอมรบเร้าให้เธอแต่งงานผู้นี้เองที่เป็นคนทำ
พ่อแม่ของอวี๋หวั่นเสียไปนานแล้ว เธอเติบโตมากับป้าใหญ่ ป้าใหญ่เป็นผู้อำนวยการสวนสัตว์ ส่วนสูง 180 เซนติเมตร และเป็นที่คนเสียงดังผิดปกติ
อวี๋หวั่นปัดหน้าจอรับสายพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ให้ห่างออกไปสุดแขน
“อะไรกัน?! นี่กี่โมงกี่ยามแล้ว?! นักอนุบาลสัตว์เขารอแกมาสองชั่วโมงแล้ว! แกยังไม่อยากแต่งงานใช่ไหม จะแต่งไม่แต่ง?! แกจะพึ่งป้าอยู่นี่ทั้งชีวิตเลยหรือไง ป้าเตือนแกไว้เลยนะ แกอายุ 18 แล้ว ป้าไม่มีหน้าที่เลี้ยงดูแกแล้ว! ถ้าปีนี้แกไม่แต่งงานออกไป ป้าจะให้แก…”
อวี๋หวั่นหูชาไปหมด คงไม่ต้องบอกก็เดาได้ ป้าใหญ่ยื่นคำขาดแบบนี้กับเธอทุกเดือน แต่พูดไปก็สองไพเบี้ย สามเดือนที่ผ่านมาก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่เดี๋ยวก่อน…นักอนุบาลสัตว์?
ดอกเตอร์ด้านสัตววิทยาที่เลี้ยงลูกหมีแพนด้า?
เข้าใจแล้ว
บางทีเธออาจจะแอบขโมยออกมาได้สักตัว
อวี๋หวั่นเก็บข้าวของแล้วลงไปชั้นล่าง ใครจะรู้ว่าเมื่อเปิดประตูรถ ก็มีกระถางต้นไม้ใบหนึ่งตกลงมาจากท้องฟ้า
……
อวี๋หวั่นตื่นขึ้นมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ เมื่อได้สติก็พบว่าตนนอนอยู่บนถู่คั่ง ซึ่งสภาพทรุดโทรม เธอนอนทับอยู่บนฟูกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับ ส่วนที่ห่มตัวเธออยู่นั้นก็คือผ้านวมที่เหม็นอับยิ่งกว่า
สายลมเย็นยะเยือกแทรกผ่านช่องเล็กๆ บนผนัง ทำให้ห้องซึ่งเดิมทีก็หนาวจนทรมานอยู่แล้ว ยิ่งหนาวมากขึ้นไปอีก
สมองของเธอสับสนวุ่นวายไปหมด มีภาพและเสียงแปลกๆ พุ่งเข้ามาในหัวของเธอ แต่ทว่าทุกอย่างล้วนพร่ามัว เธอไม่รู้ว่านี่คือความจริง หรือสมองเธอได้รับการกระทบกระเทือนกันแน่
ในห้องปกคลุมไปด้วยแสงสลัวของกองไฟ
อวี๋หวั่นมองตามแสงไฟไป ก็เห็นผนังฝั่งตรงข้ามหน้าต่าง ที่พื้นมีเด็กผู้ชายตัวเล็กผอมโซคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อผ้าแบบโบราณซึ่งทั้งเก่าทั้งขาดรุ่งริ่ง
เตาอั้งโล่ที่วางอยู่ด้านหน้าเขามีไม้ชื้นๆ ท่อนหนึ่งเสียบไว้ แต่เพราะจุดไฟไม่ติด เด็กน้อยจึงพยายามใส่หญ้าแห้งและใบไม้เข้าไปเพิ่ม
แม้ว่าการก่อไฟนั้นยากลำบาก แต่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ
ดูจากสถานการณ์แล้ว เหมือนว่าเด็กคนนี้ตื่นมาแบกกาน้ำโลหะสภาพซอมซ่อซึ่งมีน้ำปริ่มเพื่อนำไปตั้งบนเตา
อวี๋หวั่นรู้สึกมึนงง
“นี่” อวี๋หวั่นส่งเสียงเรียก
เด็กน้อยหันมามอง ดวงตาเป็นประกาย และกล่าวว่า “ท่านพี่ตื่นแล้วหรือ”
เขาวางคีมคีบถ่านลง และวิ่งตรงมาหาอวี๋หวั่น
เด็กน้อยคนนี้เรียกเธอว่า ‘ท่านพี่’ ถ้าเช่นนี้ ความทรงจำช่วงนั้นก็ไม่ได้มาจากจินตนาการ เธอได้กลายคนเป็นอีกคนหนึ่งไปแล้ว
“ท่านพี่ ท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่”
อวี๋หวั่นส่ายหัวอย่างไม่มั่นใจ พร้อมตอบว่า “ไม่ แล้วท่านแม่เล่า”
“ท่านแม่เป็นลม” เขาตอบ
“เป็นลมได้อย่างไร” อวี๋หวั่นถาม ถึงแม้ว่าความทรงจำจะบอกเธอว่าท่านแม่ร่างกายไม่แข็งแรง กระดูกกระเดี้ยวไม่ค่อยดีนัก แต่ไม่ได้รุนแรงจนอยู่ในจุดที่จะเป็นลมล้มพับไปได้
เด็กน้อยก้มหน้า และตอบอย่างเศร้าสร้อยว่า “พวกเขาบอกว่าท่านพี่ตายแล้ว ท่านแม่ก็ร้องไห้ ร้องแล้วร้องอีก หลังจากนั้นก็เป็นลม”
ที่แท้ก็เพราะสะเทือนใจ…
อวี๋หวั่นมองน้องชาย สัมผัสได้ถึงความกังวลและความกลัวที่อยู่ในจิตใจของเขา ลำบากเขาแล้ว ญาติสนิทคนหนึ่งก็ตายจากไป อีกคนหนึ่งก็ไม่ได้สติ ไม่รู้จริงๆ ว่าเขายืนหยัดอยู่ได้อย่างไร
อวี๋หวั่นยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กๆ ของเขา พลางกล่าวว่า “เห็นไหมว่าพี่ยังไม่ตาย”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น ประกายในดวงตากลับมาอีกครั้ง และตอบว่า “อื้ม!”
อวี๋หวั่นมองดูเตาไฟและกาต้มน้ำที่แทบจะไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเครื่องครัว พร้อมเอ่ยถามว่า “รินน้ำให้พี่สักแก้วได้ไหม เห็นเจ้าต้มน้ำแล้ว”
“ได้!” เด็กน้อยเดินไปอย่างตื่นเต้น เขามีความสุขเพราะได้ใช้ความสามารถของตัวเองให้เป็นประโยชน์ แต่แน่นอนว่าเขายังเล็กเกินกว่าจะรู้ว่าน้ำที่ต้มเดือดแล้วจึงดื่มได้ เมื่อเห็นว่ามีไอร้อน ก็คิดว่าน้ำเดือดแล้ว
เขาเทน้ำอุ่นลงในชามดินเผาใบใหญ่ที่ขอบบิ่น ประคองถ้วยอย่างระมัดระวัง และนำมาให้เธอ
น้ำนี้ยังต้มไม่เดือด ถ้าเป็นโลกปัจจุบัน เธอต้องถูกป้าใหญ่บ่นจนแมลงกินหูแล้วเป็นแน่
‘ดื่มน้ำที่ยังไม่ได้ต้ม? แกไม่กลัวพยาธิหรือไง พวกเด็กวัยรุ่นนี่ไม่เคยดูแลสุขภาพตัวเองเลย!’
อวี๋หวั่นไม่ได้พูดเหมือนที่ป้าใหญ่พูด เธอเคยดื่มน้ำที่ยังไม่ได้ต้มมาก่อน เพียงแต่ตอนนี้มองย้อนไป เธอไม่แน่ใจว่าตนเองไม่ได้ใส่ใจ หรือแค่อยากต่อต้าน จงใจไม่ใส่ใจเสียเอง
ป้าใหญ่เป็นคนดี แต่ทว่าบางครั้งก็จุกจิกเสียจนเธอทนไม่ไหว…
อวี๋หวั่นหัวเราะอย่างขมขื่น ข้ามมิติมาอยู่ที่นี่ นึกอยากถูกป้าใหญ่บ่นอีกสักครั้ง ก็ไม่มีโอกาสเสียแล้ว
ทันใดนั้น ก็มีลมเย็นวูบหนึ่งพัดขึ้นมาข้างมือของเธอ
ที่แท้ก็เป็นเด็กน้อยนี่เอง เขาเห็นว่าเธอไม่ยอมดื่มน้ำเสียที คิดว่าน้ำคงร้อนเกินไป จึงช่วยเป่าให้
อวี๋หวั่นดื่มน้ำในชามจนหมด
เมื่อดื่มน้ำหมด เธอรู้สึกว่าสติกลับมาแล้ว จึงถามเด็กน้อยว่า “ว่าแต่ พี่หลับไปกี่วัน”
“สามวัน”
ถ้าเช่นนั้น ท่านแม่ของพวกเขาก็หมดสติไปแล้วสามวัน?
อวี๋หวั่นมองเด็กชายตัวน้อยที่ใบหน้าเหลืองและร่างกายซูบผอม จึงลองถามว่า “ไม่กี่วันมานี้เจ้ากินอะไรแล้วบ้างหรือยัง”
“กินแล้ว! กินในห้องของท่านย่า” เด็กน้อยตอบ
“กินอื่มหรือไม่” อวี๋หวั่นถาม
เด็กชายตัวน้อยไม่กล่าวอะไรต่อ
ริมฝีปากแตก ใบหน้าซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง คงเพราะไม่มีอะไรกินนั่นเอง
อวี๋หวั่นเปิดผ้าห่มออก สวมเสื้อกันหนาวผ้าสำลีที่เต็มไปด้วยรอยปะ แล้วเอ่ยกับน้องชายผู้หิวโซว่า “ไป ไปดูท่านแม่กันก่อน แล้วจะหาอะไรให้เจ้ากิน”
……………………………………..
บทที่ 3 เริ่มต้นชีวิตใหม่
บทที่ 3 เริ่มต้นชีวิตใหม่
บ้านที่ครอบครัวนี้อาศัยอยู่นั้นไม่ใหญ่นัก พื้นที่รวมกันมีขนาดเพียงสองห้อง แยกกันที่ห้องโถงกลาง ต่อให้ปิดตาเดินก็ไม่มีทางไปผิดห้อง
อวี๋หวั่นเดินไป พลางจัดระเบียบความทรงจำในหัว
จะว่าไปก็บังเอิญเหลือเกิน ครอบครัวนี้สกุลอวี๋ เจ้าของร่างเดิมชื่ออาหวั่น ชื่อเดียวกับเธอ
ครอบครัวนี้ไม่ซับซ้อน สมาชิกประกอบด้วยบิดาผู้ซึ่งถูกเนรเทศไปเป็นทหารหนึ่งคน มารดาที่ป่วยออดๆ แอดๆ หนึ่งคน น้องชายที่ผอมโซหนึ่งคน และยังมีเธอซึ่งมาอยู่ในร่างนี้อีกหนึ่งคน
ในความทรงจำ ครอบครัวนี้ดีกับเธอ และไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชังเพียงเพราะเธอเป็นสตรี แม้แต่น้องชายตัวน้อยก็รู้ว่าควรแสดงความนอบน้อมต่อเธอ
เธอเป็นคนที่กินดีอยู่ดีที่สุดในบ้าน เรื่องแบบนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้เลยในหมู่บ้านที่บุรุษเป็นใหญ่
แต่แน่นอนว่าชีวิตของเจ้าของร่างนี้ไม่ได้สบายนัก บิดาไม่อยู่แล้ว ส่วนมารดาก็ไม่สามารถลงแรงทำไร่ไถนาได้ เธออายุยังน้อยก็ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูปากท้องของคนในบ้าน หากเทียบกับอวี๋หวั่นที่เป็นมอดตัวใหญ่[1]ในอีกโลกหนึ่งแล้ว เรียกได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับดิน
ที่กล่าวมานี้ เป็นความทรงจำทั้งหมดที่อวี๋หวั่นได้รับมาจากเจ้าของร่างเดิม
หรืออาจกล่าวได้ว่า นี่คือความทรงจำที่เจ้าของร่างเดิมต้องการรักษาไว้ก่อนตาย
“ท่านพี่ ระวัง” ขณะที่เถี่ยตั้นน้อยที่จูงมืออวี๋หวั่นไปที่ประตูนั้น เขาก็ร้องเตือนขึ้นมา เสียงนี้เรียกสติอวี๋หวั่นที่ตกอยู่ในห้วงความคิดได้อย่างประจวบเหมาะ
อวี๋หวั่นลูบศีรษะเล็กๆ ของเขา
เขาคือน้องชายของเธอ ส่วนในห้องก็คือมารดาของเธอ
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเขาคือคนที่เธอยอมสละชีวิตเพื่อปกป้อง
เธอเพิ่งมาถึง ความคิดเช่นนี้ส่วนใหญ่คงจะมาจากปณิธานของเจ้าของร่างเดิม หรือไม่ก็เพราะปณิธานอันแรงกล้าเช่นนี้เอง ที่สามารถเรียกจิตวิญญาณที่อยู่อีกโลกหนึ่ง ให้มาเติมเต็มปณิธานแทนเจ้าของเดิมได้
ในห้องไม่มีเตาไฟ ไม่มีตะเกียง ทั้งยังมืดสนิท ลมหนาวสายหนึ่งพัดวูบเข้ามา ที่จริงแล้วข้างในไม่ได้หนาวน้อยไปกว่าข้างนอกเลย
อวี๋หวั่นเดินคลำทางในความมืดไปยังเตียงนอน
เมื่อคุ้นเคยกับความมืดในห้องแล้ว อวี๋หวั่นก็พอจะมองเห็นร่างของสตรีนางหนึ่ง
ใบหน้าซีดขาวซึ่งปราศจากสีเลือดฝาดนั้น ซูบผอมจนแก้มทั้งสองข้างยุบลงไปเป็นหลุม มองเห็นโหนกแก้มได้อย่างชัดเจน ทว่าประสาทสัมผัสทั้งห้าของนางยังดีเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะคิ้วและจมูกที่งามโดดเด่นเป็นพิเศษ
มารดาเจ้าของร่างเดิมไม่ได้รับบาดเจ็บ หากแต่ได้รับความกระทบกระเทือนด้านจิตใจจนหมดสติ บวกกับหลายวันมานี้ไม่มีอะไรตกถึงท้อง จึงได้แต่นอนหายใจโรยรินเช่นนี้
เมื่อเห็นนางเจียง อวี๋หวั่นจึงยกเตาไฟจากห้องของตนเข้ามา พร้อมทั้งนำผ้านวมมาห่มให้นาง
หลังจากนั้น อวี๋หวั่นก็เดินถือตะเกียงน้ำมันไปในห้องครัว
ถึงแม้จะเรียกว่าห้องครัว กระนั้นก็เป็นเพียงครัวเล็กๆ ที่ใช้หญ้าแห้งมุงขึ้นมา ตรงข้ามกับเตาหุงต้มมีฟืนแห้งที่ถูกใช้งานไปเกินครึ่งมัดหนึ่ง
แม้แต่ฟืนยังไม่ค่อยมี อวี๋หวั่นรู้สึกได้ถึงลางไม่ดี
เป็นดังคาด ไม่นานอวี๋หวั่นก็พบว่าข้าวสารในถังก็เหลือน้อยแล้วเช่นกัน
อวี๋หวั่นค้นตู้กับข้าวดูอีกครั้ง นอกจากน้ำพริกครึ่งถ้วย ก็ไม่มีอะไรเหลือเลย กระนั้น เถี่ยตั้นน้อยก็ยังเดินอุ้มตะกร้ามา และกล่าวว่า “ท่านพี่ หัวผักกาด!”
ในตะกร้ามีหัวผักกาดที่ดูไม่สดเท่าไรนักอยู่สองสามหัว และยังมีมันเทศอีกหนึ่งหัวที่ไม่รู้ว่าไปรวมอยู่ในนั้นได้อย่างไร
นี่คือสิ่งที่เธอไม่มีโอกาสพบเจอในอีกโลกหนึ่ง ตอนนี้เธอเรื่องมากไม่ได้แล้ว
อวี๋หวั่นล้างพร้อมกับปอกเปลือกหัวผักกาดและมันเทศ หั่นมันเทศเป็นท่อนๆ ผสมเข้ากับเมล็ดข้าวที่เหลือน้อยจนน่าเวทนา เพื่อนำมาทำเป็นโจ๊ก ส่วนหัวผักกาดก็หั่นเป็นเต๋า และคลุกรวมกับน้ำพริก
เป็นครั้งแรกที่อวี๋หวั่นได้ใช้เตาฟืนหุงต้มเช่นนี้ ควบคุมไฟยากเสียเหลือเกิน ทำให้โจ๊กบางส่วนเหนียว
เถี่ยตั้นน้อยยืนอยู่หน้าประตูครัว บางครั้งก็โผล่หัวน้อยๆ เข้ามา และมองด้วยสายตาอันคาดหวัง
ไอร้อนซึ่งกลิ่นหอมเหมือนมันเทศลอยขึ้นมาจากหม้อ มารวมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวและข้าวก้นหม้อ ทำให้เด็กชายตัวน้อยรู้สึกน้ำลายสอขึ้นมา
“ท่านพี่ ข้าหิว” เถี่ยตั้นน้อยกล่าวพลางเช็ดน้ำลาย
“เสร็จแล้ว” อวี๋หวั่นกล่าว
โจ๊กมีไม่มาก สามารถแบ่งได้สามถ้วยพอดี
อวี๋หวั่นส่งถ้วยที่มีมันเทศมากที่สุดให้เถี่ยตั้นน้อย และส่งถ้วยที่โจ๊กข้นที่สุดให้กับนางเจียง
นางเจียงยังคงนอนไม่ได้สติ ไม่สามารถกินข้าวเองได้
อวี๋หวั่นจึงลองปลุกนาง
นางเจียงค่อยๆ ลืมตาขึ้น แต่ว่าสติยังคงพร่าเลือน
อวี๋หวั่นป้อนข้าวนางเจียงที่มึนงงทีละน้อย เมื่อเธอนำถ้วยเปล่ากลับไปวางที่โต๊ะ เถี่ยตั้นน้อยก็กินโจ๊กมันเทศในชามหมดแล้ว ช้อนก็วางลงแล้วเช่นกัน
แต่แล้ว อวี๋หวั่นก็สังเกตเห็นว่ามีมันเทศก้อนใหญ่สองสามก้อนเพิ่มมาในชามซุปใสจืดชืดของเธอ
เถี่ยตั้นน้อยนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างว่าง่าย ทั้งยังกะพริบตาปริบๆ มองมาทางเธอ ราวกับกำลังบอกว่า ‘ท่านพี่ กินสิ!’
อวี๋หวั่นรู้สึกใจอ่อนขึ้นมา
เธอเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิม หากแต่เป็นความรู้สึกของเธอเอง
“ท่านพี่” เถี่ยตั้นน้อยเห็นว่าอวี๋หวั่นไม่ขยับ เขากลืนน้ำลาย แล้วดันถ้วยโจ๊กไปด้านหน้า “รีบกินเถอะ โจ๊กไม่ร้อนแล้ว”
อวี๋หวั่นรู้ว่าเขากินไม่อิ่ม แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจ เธอยกถ้วยขึ้น และซดโจ๊กที่แทบไม่เหลือไอร้อนจนหมด ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
ลมหนาวพัดผ่านช่องหน้าต่างจนเกิดเสียงดัง นางเจียงและเถี่ยตั้นน้อยเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว
อวี๋หวั่นนอนด้านในสุด
แต่เธอยังคงนอนไม่หลับ
เดิมทีคิดว่าคืนนี้คงนอนไม่ค่อยหลับ แต่ใครจะรู้ เธอนั้นหลับจนไม่ฝันเลย ตื่นมาก็เห็นแสงอาทิตย์ที่เส้นขอบฟ้าเสียแล้ว
เถี่ยตั้นน้อยกำลังหลับสบาย แก้มแดงระเรื่อ ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้นอนในที่อุ่นๆ เช่นนี้
นางเจียงยังคงหลับใหล ทว่าลมหายใจสม่ำเสมอกว่าเมื่อคืนเล็กน้อย
อวี๋หวั่นไม่ได้ปลุกทั้งคู่ เธอลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง แต่งตัวและดื่มน้ำเย็นเพื่อบรรเทาความหิว จากนั้น เธอก็หยิบมีดและสะพายตะกร้าจากในครัว เดินย่ำไปบนน้ำค้างที่จับตัวแข็งในความหนาวเหน็บ ไปตามทางในความทรงจำของเธอ
ที่นี่คือแปลงผักของเจ้าของร่างคนเดิม ในแปลงมีทั้งต้นกระเทียม หัวผักกาด และผักกาดขาว
ผักกาดขาวโตพอสำหรับเก็บเกี่ยว เพียงแต่ดูแหว่งๆ วิ่นๆ ทั้งยังไม่รู้ว่าไก่บ้านไหนมาจิกกินไป ส่วนหัวผักกาดยังมีเหลืออยู่บ้าง อวี๋หวั่นดึงออกมาหนึ่งหัว ไม่ทันได้ล้าง เธอก็ใช้มีดปอกเปลือก และกินหัวผักกาดนั้น
ที่บ้านไม่มีข้าวเหลือแล้ว กินหัวผักกาดเพียงอย่างเดียวไม่พอเป็นแน่
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังขบคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้คนทั้งบ้านอิ่มท้องอยู่นั้น สายตาอันเฉียบคมก็เหลือบไปเห็นรอยเท้าของไก่
ผักกาดขาวในแปลงผักถูกไก่จิก เห็นรอยเท้าไก่ในแปลงจึงย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่า สิ่งที่ดึงความสนใจของอวี๋หวั่นก็คือ มีขนนกสีไพลินเส้นหนึ่งไหวเบาๆ อยู่ข้างรอยเท้าไก่
ไก่บ้านไม่น่าจะมีขนที่สวยงามเช่นนี้
ไก่ป่านั่นเอง!
ไก่ป่าเข้ามาในแปลงผักของครอบครัวเธอ…
นั่นทำให้เธอรู้สึกโกรธ
ตกยากถึงขนาดแม้แต่ไก่ยังดูแคลน โทสะก็ไร้ที่ระบาย อีกฝ่ายเปิดฉากหาเรื่องก่อน ก็อย่าโทษว่าเธอไม่เกรงใจแล้วกัน
ไก่ป่าอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง มีวัฏจักรการดำรงชีวิตที่ค่อนข้างแน่นอน ไม่น่าจะลงเขามาง่ายๆ ทว่าเหมันตฤดูมาถึงแล้ว ไก่ป่าหาอาหารได้ยากยิ่ง ช่างบังเอิญนัก แปลงผักของอาหวั่นแปลงนี้ใกล้กับเชิงเขาที่สุด กันดารที่สุดในหมู่บ้าน จึงมีไก่ป่าลงมาหาอาหาร
ไก่ป่าจิกกินใบผักอย่างสบายอารมณ์ ไม่ได้ระแวดระวังภัยที่จะเกิดขึ้นแม้แต่น้อย
อวี๋หวั่นเดินย่อง ยื่นมือออกไป และจับไก่ป่าใส่ลงในตะกร้า!
………………………………………….
[1] มอดตัวใหญ่ ในภาษาถิ่นต่งเป่ย ใช้สำหรับเรียกคนที่ถึงวัยหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง แต่กลับไม่ทำงาน