โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับตาธุรกิจเลิกจ้าง ปิดกิจการ ส่งออกสะดุด-บริษัทยักษ์ย้ายฐาน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 พ.ย. 2566 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2566 เวลา 00.39 น.
ภาพจาก : freepik

จับตา ปมเศรษฐกิจ-การแข่งขัน ทำ “บริษัท-โรงงาน” ทยอยปิดกิจการเพิ่ม จ่อเลิกจ้างเพียบ เผยธุรกิจเหล็กเซ่นพิษยักษ์จีนบุก ขณะที่ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน-โมลด์ โยกฐานตามบริษัทแม่ไปเวียดนาม สภาพัฒน์เผยส่งออกแย่-ภาคการผลิตลดชั่วโมงทำงาน ขณะที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแจงสถิติกว่า 1 ปี แจ้งปิดกิจการมากกว่า 100 บริษัท

ยังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับการประกาศปิดกิจการ-โรงงาน และเลิกการจ้างงาน ของผู้ประกอบการในหลาย ๆ ธุรกิจ ล่าสุด บริษัท คิตากาว่า (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับยานยนต์ โรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่เปิดดำเนินกิจการมาเกือบ 30 ปี ได้ประกาศปิดกิจการและเลิกจ้าง

และเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่บริษัท โรงงานผลิตเหล็กกรุงเทพฯ จำกัด ได้ประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงาน มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2566 จากที่บริษัทขาดทุนสะสมมาต่อเนื่องเกือบ 4,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับ บริษัท ทีเอ็มที โมลด์ เทคโนโลยี จำกัด ที่มีโรงงานอยู่ที่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ที่ประกาศปิดกิจการตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถหาออร์เดอร์การผลิตในแต่ละเดือนได้

ปมเศรษฐกิจ-การแข่งขัน ต้นเหตุ

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการอุตสาหกรรมเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การทยอยปิดกิจการที่เกิดขึ้นดังกล่าว มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย นอกจากปัจจัยในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจแล้ว ยังมีเรื่องของการแข่งขันที่ไม่สามารถแข่งขันได้ โดยการประกาศปิดกิจการของโรงเหล็กกรุงเทพฯ มีสาเหตุมาจากไม่สามารถแข่งขันกับเหล็กจากผู้ผลิตจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานในไทย และทำให้มีต้นทุนและราคาจำหน่ายถูกกว่า ซึ่งที่ผ่านมาโรงเหล็กกรุงเทพฯได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตแล้วหลายแนวทาง แต่ยังไม่สามารถลดปัญหาการขาดทุนได้ จึงนำมาสู่การปิดกิจการดังกล่าว

นอกจากนี้ยังมีการปิดกิจการที่เป็นการย้ายฐานการผลิตตามบริษัทแม่ที่โยกฐานการผลิตไปต่างประเทศ เช่น กรณีของบริษัท ทีเอ็มที โมลด์ฯ ที่เป็นเครือข่ายซัพพลายเออร์ของซัมซุง ที่ก่อนหน้านี้ได้โยกฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าไปประเทศเวียดนาม และจากนี้ไปก็จะยังมีซัพพลายเออร์ของบริษัทใหญ่อีกจำนวนหนึ่งที่จะทยอยปิดกิจการเป็นระยะ ๆ ประกอบกับตอนนี้ เอสเอ็มอี ญี่ปุ่น ที่เคยเข้ามาลงทุนในไทยตามบริษัทใหญ่ ๆ จากญี่ปุ่น ก็มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย หลายบริษัทไม่มีผู้สืบทอดกิจการก็อาจจะเลิกกิจการ

ตอนนี้ยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงของรอดูแนวโน้มและทิศทางของอุตสาหกรรมว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน เช่น อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ ที่หลังจากเกิดโควิดมีปัญหาเรื่องสต๊อกสินค้าที่มีเป็นจำนวนมาก หากจากนี้ไปสถานการณ์สต๊อกยังไม่ดีขึ้นก็อาจนำไปสู่การปิดกิจการตามมา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีกิจการที่ทยอยปิดกิจการ แต่อีกด้านหนึ่งปัจจุบันก็เริ่มมีภาพหรือความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนจากจีนเข้ามาลงทุนในบางอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุถึงสถานะของธุรกิจเหล็ก ในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 2566 ว่า มีการปิดกิจการ 75 ราย ลดลง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าทุนจดทะเบียน 393 ล้านบาท ลดลง 81.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ธุรกิจเหล็กที่จดตั้งใหม่มี 231 ราย ลดลง 6.10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่า 1,480 ล้านบาท ลดลง 29.48% ส่งผลให้ปัจจุบันมีธุรกิจเหล็กที่ยังดำเนินกิจการเหลืออยู่ 4,855 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 1.33 ล้านล้านบาท

ภาคการผลิตลดชั่วโมงทำงาน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า สถานการณ์แรงงานไตรมาส 3 ปี 2566 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง จากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงาน ทั้งในและนอกภาคเกษตรกรรม โดยอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำที่ 0.99% แต่มีจำนวนผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับในส่วนของสาขาการผลิตเพื่อส่งออก ในหลายสาขามีแนวโน้มจ้างงานลดลง ชั่วโมงการทำงานลดลงเล็กน้อย โดยภาพรวมและเอกชนอยู่ที่ 42.4 และ 46.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จากจำนวนผู้ทำงานล่วงเวลาที่ลดลง 2.0% ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานที่เพิ่มขึ้น 24.9% อัตราการว่างงานอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อน COVID-19 โดยลดลงมาอยู่ที่ 0.99% หรือมีผู้ว่างงานจำนวน 4.01 แสนคน

ส่วนประเด็นที่ต้องติดตามในระยะถัดไป 1) การยกระดับผลิตภาพแรงงานภาคเกษตรกรรม โดยผลิตภาพแรงงานในภาคการเกษตรของไทยขยายตัวต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

2) การหดตัวของการส่งออกอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในสาขาการผลิต โดยการส่งออกที่ลดลงตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565 อาจกระทบต่อการจ้างงานในสาขาการผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญหลายรายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้า

และ 3) ระดับราคาสินค้าที่อาจปรับตัวสูงขึ้นก่อนการปรับอัตราค่าจ้าง ซึ่งการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าก่อนการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ราคาสินค้ามักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นทั้งที่ต้นทุนการผลิตไม่ได้เปลี่ยนแปลง

1 ปี ปิดกว่า 100 บริษัท

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีสถานประกอบการในระบบของ กสร. ประมาณ 490,000 แห่ง โดยในปีงบประมาณ 2565 (1 ต.ค. 2565-ก.ย. 2566) จนถึง 27 พ.ย.ที่ผ่านมา มีสถานประกอบการที่ใช้มาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อประกาศหยุดงานด้วยเหตุจําเป็นเป็นการชั่วคราว (หยุดทั้งบริษัท หรือหยุดเพียงบางแผนก) เช่น ประสบปัญหาด้านคำสั่งซื้อลดลง ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อจำนวนมากกะทันหัน รวมประมาณ 700 แห่ง กระทบลูกจ้าง 95,000 คน

โดยในจำนวน 700 แห่งนี้ ภายหลังมีการเลิกจ้างถาวร (ปิดกิจการ) 14% หรือราว 103 แห่ง โดยในจำนวนนี้มีสถานประกอบกว่า 63 แห่ง มีลูกจ้างมากกว่า 100 คน ซึ่งตัวเลขนี้จะน้อยกว่าช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก (ปี 2563-2564) หลายเท่าตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...