โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เด็กหญิงของเมื่อวาน' และการกลับไปในที่อื่น

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 ม.ค. 2567 เวลา 02.22 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2567 เวลา 02.22 น.

บทความพิเศษ | ชาคริต แก้วทันคำ

‘เด็กหญิงของเมื่อวาน’

และการกลับไปในที่อื่น

“ก่อนปิดเทอมฤดูร้อนนั้นจะผ่านพ้น ชั่วขณะที่เด็กอย่างพวกเราปีนป่ายกัดแทะมะม่วงสุกบ้างดิบบ้างกินคาต้น พวกพี่สาวก็ได้กลายเป็นเด็กสาวไปในพริบตา” (น.32)

บทความนี้จะศึกษาเรื่องสั้น “เด็กหญิงของเมื่อวาน” ของขวัญเรียม จิตอารีย์ ตีพิมพ์ในชายคาเรื่องสั้น 15 ประเทศสัจนิยมมหัศจรรย์ มีมาโนช พรหมสิงห์ เป็นบรรณาธิการ

โดยจะวิเคราะห์ตัวบทใน 3 ประเด็น ดังนี้

เกิดเป็นผู้หญิง

แท้จริงต้องป่าวประกาศ (ใช่ไหม?)

เรื่องสั้นนี้เล่าความรู้สึกนึกคิดของเด็กหญิงคนหนึ่ง ที่เป็นทั้งภาพแทนตัวฉันและอาจหมายรวมถึงเด็กหญิงคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน สังคม ประเทศนี้ ที่ชีวิตกำลังจะผ่านจากเด็กหญิงชั้นประถม ไปสู่เด็กสาวมัธยม จากชนทบทสู่เมือง ที่ให้ภาพเปรียบชัดเจนถึงความหวังเรื่องการศึกษา (ต่อ) เพราะวิถีของเด็กหญิงต้องเดินทาง จากจักรยาน นั่งรถสองแถว เปลี่ยนสถานที่ จากบ้านเราสู่บ้านเช่า และสังคมใหม่ซึ่งต้องปรับตัว พูดไทยกลางกับครูและเพื่อนบางกลุ่ม

ดังนั้น จากเด็กหญิงสู่เด็กสาวของครอบครัวและหมู่บ้านจึงต้องทนกับคำสบประมาท ทั้งต่อหน้า ลับหลังว่าจะไปเป็น “เด็กหัวสูง” หรือ “เด็กใจแตก” หรือไม่ ซึ่งคำนินทาปรามาส มันสำคัญต่อความรู้สึกเด็กหญิง เพราะเธอต้องแบกความคาดหวังเพื่อไม่เดินไปสู่หนทางที่ผิด หรือทำให้ชีวิตตนต้องพังพินาศ

สังคมชนบทจึงมีลักษณะป่าวประกาศ ซึ่งขวัญเรียมสะท้อนความคิดนี้ผ่านการมีประจำเดือนครั้งแรกได้อย่างน่าฉุกคิดว่า

“เมื่อแม่รู้ ร้านขายของชำก็รู้ พร้อมกับพี่ป้าน้าอาคนอื่น เพื่อนบ้าน แม้กระทั่งเด็กเล็กยังรู้ ห่อผ้าอนามัยมาถึงมือเรา พร้อมกับกางเกงในเปื้อนเลือดที่ถูกกระชากจากหว่างขาให้ใครต่อใครดูชม” (น.36)

ข้อความข้างต้น ขวัญเรียมใช้คำว่า “กระชาก” แทนความรู้สึกได้อย่างเห็นภาพ มันมีความรุนแรงแฝงนัยในฐานะผู้ถูกกระทำจากคำพูดข้างนอก ที่ซ้ำเติมมาถึงข้างใน ทั้งๆ ที่การมีประจำเดือนเป็นเรื่องปกติและธรรมชาติของเพศหญิง

แต่สังคมชนบทที่ชอบซุบซิบนินทา นำเรื่องในที่ลับมาเล่าไขสู่สาธารณะด้วยสีหน้ายิ้ม แซวแหย่ประหนึ่งเรื่องสนุก “มีผัวได้แล้วนะ” ซึ่งหยาบโลน ไม่ให้เกียรติ คุกคามทางเพศ โดยไม่สนว่าสิ่งที่พูดและทำจะสร้างความอับอายหรือบาดแผลในใจให้กับเด็กหรือไม่ แทนที่ผู้ใหญ่จะให้ความมั่นใจกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หรือกระทั่งความเข้าใจในเรื่องเพศ

“ไม่มีช่วงเวลาใดผ่านไปโดยง่ายสำหรับเด็กสาว เครื่องเพศ ช่องคลอด เต้านมและมดลูกของเรา กลายเป็นเรื่องกำหนดคุณค่าความเป็นมนุษย์มากกว่าตัวตนเราด้วยซ้ำ” (น.37)

ข้อความข้างต้น คือใจความสำคัญของเรื่องสั้นนี้ มันสะท้อนความรู้สึกเบื้องลึกที่เด็กหญิงและเด็กสาวถูกกดทับ เริ่มจากความเชื่อ ความคาดหวังของครอบครัว สังคม ความเป็นชนบทที่ชอบสอดรู้เรื่องคนอื่น ซึ่งกดทับเรื่องเพศแบบชายเป็นใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงสิทธิหรือผลที่จะตามมา ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจกำหนดคุณค่าของผู้หญิง เพราะมันถูกเฝ้ามองจับผิด ผู้หญิงจึงตกเป็นเหยื่อ ผู้ถูกกระทำ

ก่อนจะนำไปสู่คำถามต่างๆ เช่น เรียนจบแล้วทำงานอะไร มีผัวหรือยัง แต่งงานเมื่อไหร่ ไม่มีลูกอีกหรือ?

โลกความเชื่อ-ผีในพื้นที่ชนบท

: ฉันไม่อาจกำหนดชีวิตนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไร

นอกจากคุณค่าความเป็นหญิงที่ตัวละครฉันไม่อาจกำหนดได้ ด้วยถูกมองจากสายตาสังคมที่ชอบจับผิด ป่าวประกาศ นินทา ผู้หญิงยังต้องแบกรับความคาดหวังต่างๆ อย่างเรียนให้จบ ทำงานดี มีครอบครัวผัวเดียวเมียเดียว ไม่ใช่รักแล้วเลิก “เข้ากันไม่ได้” มีลูกไว้เลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า

แต่โลกชนบทที่ชีวิตถูกผูกโยงความเชื่อเรื่องผีปู่ย่าตามแบบสังคมล้านนา เมื่อผู้หญิงจะมีผัว นอกจากประกาศให้คนรู้แล้ว ยังต้องบอกกล่าวให้ผีรู้ด้วย หากผิดผี พ่อแม่พี่น้องคนในครอบครัวจะป่วยไข้ มันสะท้อนความชอบธรรมตามทำนองคลองจารีต ประเพณี เพราะผีปู่ย่าเป็นผีฝั่งผู้หญิง

นอกจากสายใยที่ถูกถักทอและยึดโยงตั้งแต่เกิด ขวัญเรียมยังวิพากษ์ความเชื่อดังกล่าวว่า “สายตาวิญญาณกำลังเฝ้ามองเราอยู่ทั้งยามหลับและยามตื่น เด็กสาวต้องกุมมือปิดช่องคลอด กอดประคองมดลูกของตนไว้ เพราะมันมิใช่ของเธอเพียงผู้เดียวตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว” (น.39)

การเกิดเป็นผู้หญิง (ในสังคมชนบทล้านนา) แท้จริงนั้นลำบาก เพราะนอกจากจะต้องแบกรับสถานะทางเพศที่ติดตัวมาแล้ว ยังถูกความเชื่อและพิธีกรรมกดทับไว้ด้วย มันถูกสั่งสม สืบทอดจนกลายเป็นกฎระเบียบ ไม่เช่นนั้นจะถูกคนติฉินนินทา ถูกผีปู่ย่าลงโทษ

สะท้อนความเป็นท้องถิ่นที่ถูกครอบงำ และด้อยค่าผู้หญิง เพราะชีวิตต่างถูกเฝ้ามองทั้งจากคนและผี

บ้านไม่มีคนอยู่

: เมื่อกลับไม่ได้-ต้องไปเป็นคนอื่น

เมื่อการศึกษาทำให้เกิดการย้ายถิ่น ไปทำงานในเมือง มีครอบครัวที่อื่น ภูมิลำเนาจึงไม่มีคนอยู่ มีเพียงคนแก่ที่รอวันลูกกลับมาเยี่ยมตามเทศกาล บางส่วนอาจติดตามลูกเต้าไปช่วยเลี้ยงหลานต่างจังหวัด

เรื่องสั้นนี้ยังกล่าวถึงประเด็นคนชนบทอพยพเข้าเมือง ไปเป็นคนอื่น (otherness) บางคนส่งหลานกลับมาให้ย่ายายเลี้ยง แล้วค่อยหาเวลามาเยี่ยม ซื้อของฝาก ส่งเงินให้ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของชนบท ความเป็นครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว สายใยความผูกพันเหินห่าง ด้วยเรื่องปากท้อง ชีวิต เศรษฐกิจ สังคมและระบบทุนนิยมที่รุกคืบ

ประเด็นน่าสนใจคือ บ้านที่ไม่มีคนอยู่นี้ มันอาจสื่อถึงความเปลี่ยนแปลงของแผ่นดินถิ่นเกิดที่ลูกผู้หญิงบางคนไม่อยากอยู่ ไม่อยากกลับ จะด้วยเหตุผลความอับอายหรือการถูกมองเป็นอื่นในสังคมหรือบ้านเกิดตัวเองก็ตาม มันจึงเหมาะที่จะเป็นบ้านที่ถูกทิ้งร้าง ไม่ต่างจากหิ้งหอของผีปู่ย่า ที่ยังอยู่เหย้าเฝ้าโยง รอเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

โดยจะวิเคราะห์ 3 ตัวละครหญิงวัยเดียวกัน ดังนี้

คนแรก เด็กหญิงที่เรียนสายศิลป์ อยู่หอพักเดียวกับฉัน วันหนึ่งถูกพ่อแม่และลุงจับยัดรถกระบะกลับบ้าน หลังรู้ว่าเธอไปนอนค้างกับแฟนหนุ่ม ความอับอายของพ่อแม่ ญาติพี่น้องและวงศ์ตระกูลที่สนใจกับความเชื่อ คำซุบซิบนินทาแบบชนบท มันผลักไสให้เด็กคนหนึ่งไม่ได้เรียนต่อ เมื่อเรียนไม่จบก็ต้องทำงานรับจ้าง ค่าแรงต่ำ

“เขาว่ากันว่าเธอเดินจากโรงงานหนึ่งสู่โรงงานหนึ่ง จากผัวคนหนึ่งสู่ผัวอีกคนหนึ่ง ตะลอนไปกับร่างกาย เครื่องเพศ มดลูกและชีวิตที่เป็นของเธอ บ้านเกิดกลายเป็นทางเดินที่แสนไกล คับแคบ รกชัฏและมืดมิด เธอไม่หันหลังกลับ” (น.38)

ข้อความข้างต้น ผู้หญิงคนแรกถูกผลักไสจากสังคมชนบทให้ไปเป็นคนอื่น แต่เธอมีชีวิตที่กำหนดเลือกได้ด้วยตนเองซึ่งต้องแลกกับหลายอย่าง แม้จะมีข่าวคราวบอกเล่าต่อกันมา แต่การไม่กลับบ้านเกิดเลย เพราะกลับไม่ได้ เธอไม่ยอมหันกลับมาเผชิญสังคมที่ไม่เคยมีพื้นที่ให้ยืน

คนที่สอง ดาเพื่อนฉัน เรียนจบ ป.6 ไม่ได้เรียนต่อ สูตรสำเร็จคือแต่งงานกับคนบ้านเดียวกัน มีลูกสาวคนหนึ่ง ต่อมาติดเชื้อ HIV จากเคยทำงานโรงงาน ต้องกลับมาปลูกผักฟักแฟง แตงเต้า ข้าวโพดที่บ้านเกิด

เธอกลายเป็นคนที่กลับบ้านได้ เพราะไปไม่ถึง หลีกหนีชะตากรรมไม่พ้น ดาจึงมีสถานะเป็นคนของที่นี่และคนที่มาจากที่อื่นด้วย

คนสุดท้าย “ฉัน” เป็นตัวละครที่กลับมาดูบ้านไม่ให้ร้าง แล้วสลับกลับไปในที่ของตัวเอง ไปๆ มาๆ ทั้งไปเป็นคนอื่นในที่อื่น และเป็นคนอื่นในบ้านเกิดตัวเอง เมื่อยืนยันว่า “มดลูกของฉันยังเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว” (น.43)

การกลับไปกลับมาอาจตีความได้ว่า บ้านเกิดในความหมายของฉัน ยังเป็นบ้านในทรงจำของเด็กหญิงคนเมื่อวาน อีกทั้งการกลับบ้านในบางครั้ง ยังมองได้ว่าฉันก็ไม่อยากไปมีชีวิตเป็นคนอื่น เพราะฉันกลัวจะไม่ถูกนับว่าเป็นคนของที่นี่ มันคือตัวตนคนเดิมของฉันที่มาเพื่อให้สังคมชนบทยอมรับแนวคิดที่แฝงนัยไว้ ฉันจึงกลายเป็นคน “ก้ำกึ่ง” ที่กลับมาได้ ไปไม่พ้น

แม้ตอนจบของเรื่องสั้นอาจมองได้อีกว่า ตัวละครเหมือนจะหลุดพ้น แต่ก็ไม่ ฉันยังเป็นลูกกตัญญู ทำตามคำสั่งแม่ที่ไม่อยากให้บ้านร้าง เพราะแม่ต้องไปช่วยน้องเลี้ยงหลาน กลายเป็นคนอื่นที่ยังห่วงและโหยหาบ้าน แต่ก็กลับไม่ได้ จึงฝากฝังเธอให้มาเยี่ยมแทน ตัวละครฉันจึงเท่ากับติดอยู่ในห่วงของคนอื่น เพราะเธอไม่มีห่วงเรื่องครอบครัวและลูก

อีกทั้งตัวละคร “ฉัน” ยังมีความน่าสนใจในพฤติกรรมขบถแบบเด็กๆ มีความแก่น แม้จะไม่ถึงกับออกมาเรียกร้อง ปกป้องสิทธิสตรีตามนิยามเฟมินิสต์เสียทีเดียว แต่ก็บอกเล่ากระแสความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิงคนหนึ่งที่เลือกจะอยู่กึ่งกลางระหว่างทางไปกลับอย่างโดดเดี่ยว

โดยไม่ยอมให้สังคมมากำหนดหรือพิพากษาชีวิต

บรรณานุกรม

ขวัญเรียม จิตอารีย์. (2564). “เด็กหญิงของเมื่อวาน”. ใน ชายคาเรื่องสั้น 15 ประเทศสัจนิยมมหัศจรรย์. อุบลราชธานี : เขียน, 30-43.

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เด็กหญิงของเมื่อวาน’ และการกลับไปในที่อื่น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...