โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | ดราม่าตูน จุดชนวนคิดแก้ปัญหาประเทศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 ธ.ค. 2564 เวลา 17.37 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 17.37 น.

ตูน บอดี้สแลม เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมไม่กี่เรื่องที่ผมพูดทีไรก็อึดอัดใจ และถึงแม้เจ็ดปีนี้ผมจะวิจารณ์รัฐบาลทหารจนโดนคุกคาม หรือถูกสื่อสายอวยเอาไปบิดเบือนต่างๆ นานา

แต่ความอึดอัดใจในการพูดถึงคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับน้อยกว่าพูดถึงตูน ทั้งที่ตูนไม่มีอำนาจยัดคดีหรือส่งคนมาคุกคามได้เลย

ตูนเป็น “ไอดอล” ของยุคปัจจุบัน การพูดถึงตูนจึงเป็นเรื่องที่จะถูกคนเอาไปพูดต่อทั้งถูกและผิดได้ทั้งนั้น

ตัวอย่างเช่น ผมเคยพูดถึงตูนในรายการโอเวอร์วิวว่าเจอทัวร์ลงช่วงโควิด คนตั้งคำถามว่าทำไมตูนไม่ช่วยนักร้องนักดนตรีที่ตกงานเหมือนวงอื่นๆ ก็ถูกสื่อบางค่ายไปเขียนว่าศิโรตม์ด่าตูน

คนปกติฟังแล้วก็รู้ว่าผมพูดเรื่อง “ตูนทัวร์ลง” เพื่อรายงานปรากฏการณ์ “ตูนทัวร์ลง” การรายงานจึงไม่ใช่การด่า เพราะเป็นการพูดว่าคนอื่นคิดอะไรในเรื่องตูน ไม่ใช่ผมคิดอย่างไรในเรื่องนี้

แต่การพูดถึงตูนจะเจอปัญหานี้ นั่นคือจะมีคนเอาเรื่องนี้ต่อยอดเป็นประเด็นอื่นเสมอ ไม่ด่าก็เอาไปอวยรัฐบาล

ตูนกลับมาวิ่งรอบสองไม่ปังอย่างที่ผ่านมา และถึงแม้บางคนอาจโต้แย้งว่าตูนวิ่งรอบแรกสำเร็จจนรอบสองไม่มีวันยิ่งใหญ่เท่า

แต่คำอธิบายนี้ก็เป็นเพียงเชิงอรรถที่แจกแจงสาเหตุซึ่งทำให้ตูนไม่ปังอย่างวิ่งครั้งแรก หรืออีกนัยคือการยอมรับว่าตูนกลับมารอบนี้เงียบ ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไรก็ตาม

ตรงข้ามกับการวิ่งรอบที่แล้วที่ตูนเป็นฮีโร่จนแม้คำถามว่าโรงพยาบาลเอาเงินไปทำอะไรยังโดนประณาม

รอบนี้คำถามว่า “พี่ตูนวิ่งทำไม” แพร่หลายทั่วไปหมด ตูนกลับมารอบนี้จึงโดนทัวร์ลงเละอย่างไม่มีใครคาดคิดว่าจะโดนขนาดนี้

ขณะที่ฉันทานุมัติของสังคมเรื่องตูนจะเปลี่ยนไปอีกทิศทาง

 

ตูนวิ่งครั้งแรกเพื่อขอบริจาคเงินช่วยซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลน และถ้ามองว่าการวิ่งคือการณรงค์เพื่อให้คนเข้าใจปัญหาการขาดแคลน ตูนก็คือนักรณรงค์เรื่องซึ่งคนไทยทุกคนรับรู้ว่าเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐเก่า, เสื่อมสภาพ และมีไม่พอใช้ตรวจหรือรักษาประชาชน

คนไทยคุ้นเคยกับการบริจาคเงินช่วยโรงพยาบาล รายได้ของโรงพยาบาลใหญ่ๆ จึงมาจากการบริจาคมากจนไม่น่าเชื่อ ถึงแม้คนไทยจะบริจาคให้โรงพยาบาลน้อยกว่าให้วัดอย่างเทียบไม่ได้ การบริจาคให้โรงพยาบาลก็ถือเป็นการ “ทำบุญ” นอกวัดซึ่งถือว่าแพร่หลายที่สุดด้วยซ้ำไป

ตูนวิ่งรอบแรกเพื่อให้คนบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาล แม้เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ทุกคนทำได้ แต่ “สาร” และ “กิจกรรม” ในการรณรงค์ก็เป็นเรื่องที่คนไทยเข้าใจกันพอสมควร การรณรงค์จึงง่าย เช่นเดียวกับกับการชักจูงให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกับตูนด้วยการร่วมบริจาคเงิน

แน่นอนว่ามีคนตั้งคำถามกับการวิ่งรอบแรกมากมาย และหลายคำถามก็เป็นคำถามที่ถูก ถึงแม้ฟังแล้วจะหงุดหงิดใจในเวลาที่คนอยากควักเงิน “ทำบุญ”

โดยเฉพาะคำถามเรื่องทำไมเครื่องมือแพทย์ถึงไม่พอ ทั้งที่รัฐบาลประยุทธ์คุมงบฯ ประเทศปีละ 3 ล้านล้านจนมีเงินซื้อเรือดำน้ำแม้คนด่าระนาว

ในยุคที่ตูนเฟื่องฟู ไม่เพียงคำถามเหล่านี้จะไม่ได้รับการตอบจากตูน ตัวตูนยังด้อยค่าคนที่ตั้งคำถามโดยเหน็บกลับว่า “ผมเป็นนักทำมากกว่านักพูด” จนแม้การถามว่าทำไมตูนให้เงินโรงพยาบาลใหญ่บางแห่ง ทั้งที่มีเงินสร้างห้องพักหมอพร้อมห้องฉายหนังเหมือน “เลานจ์” ก็ถูกตอบโต้อย่างรุนแรง

ตูนรอบนี้ไม่ปังเพราะพูดเรื่องเด็กหลุดจากระบบการศึกษา และถึงแม้คนจำนวนมากจะพูดว่าการศึกษาสำคัญ แต่ส่วนใหญ่ก็จบแค่ลมปากมากกว่าจะมีใครทำอะไรให้ดีขึ้น ไม่ต้องพูดว่าลึกๆ คนจำนวนมากมองปัญหานี้แบบผิดๆ ว่าเกิดจากความยากจนหรือความไม่สามารถของตัวเด็กเอง

ประเทศไทยมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาช่วงอนุบาลถึงมัธยมเฉียด 7 หมื่น ซ้ำบางสำนักอ้างว่าตัวเลขนี้สูงระดับแสนรายช่วงโควิดลาม ตัวปัญหาจึงสะท้อนถึง “ระบบ” หรือ “โครงสร้าง” ที่ทำให้เกิดปัญหา รวมทั้งเรียกร้องวิธีแก้ปัญหาที่ต้องทำอะไรมากกว่าการเอาเงินไปใส่ในมือเด็กก็พอ

ตูนโดนวิจารณ์ว่าช่วยเด็กแค่ 109 คนไม่พอ เพราะเด็กที่เดือดร้อนมีมากกว่านั้นเยอะ

ทางออกจริงๆ จึงได้แก่การเรียกร้องให้รัฐบาลจัดงบฯ หรือมีนโยบายแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ

แต่ที่จริงเรื่องนี้ต้องดูต่อไปว่าตูนจะใช้ตัวเลข 109 เพื่อสื่อสารให้คนเห็นปัญหามากกว่านี้หรีอไม่ และอย่างไร

อย่างไรก็ดี ต่อให้ตูนจบการวิ่งด้วยการช่วยเด็กแค่ 109 คน ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะไปว่าอะไรตูนได้ เพราะวิ่งเป็นงานจิตอาสา ใครพอใจแค่นั้นก็ทำแค่นั้น ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องไปวิ่งเท่านั้นเอง

การวิ่งของตูนจุดประเด็นถกเถียงเพราะคนจำนวนมากเห็นว่า “รัฐ” หรือ “รัฐบาล” คือต้นตอของปัญหาอุปกรณ์แพทย์ขาดแคลน รวมทั้งปัญหาเด็กหลุดจากการศึกษาในระบบ และสำนึกว่า “รัฐ” เป็นปัญหาคือสำนึกใหม่ซึ่งขยายตัวอย่างกว้างขวางหลังการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่หลังปี 2563 นี้เอง

“อิกนอร์” หรือ “อิกซ์นอแรนต์” คือหนึ่งในคำที่ยุคนี้ใช้วิจารณ์คนที่เพิกเฉยต่อการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างจริงจัง หรือแม้กระทั่งปฏิเสธการแสดงออกทางการเมืองในเวลาที่ประเทศมีปัญหาเชิงระบบ ไม่ว่าจะด้วยการไม่เห็นประโยชน์ของการมีส่วนร่วม หรือกังวลตัวเองจะเกิดผลลบก็ตาม

ตอนที่ตูนวิ่งครั้งแรกในปี 2560 บรรยากาศของการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลยังไม่รุนแรงเท่าปัจจุบัน เช่นเดียวกับสำนึกว่า “รัฐ” คือต้นตอของปัญหาต่างๆ จนควรมีการแก้ไขระดับรัฐก็ยังไม่มากเท่านี้

แต่เมื่อตูนกลับมาวิ่งหลังจากเวลาเดินหน้าไปครึ่งทศวรรษ คำถามของยุคสมัยจึงดังขึ้นโดยปริยาย

คำวิจารณ์ตูนเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เกิดขึ้นบนความคาดหวังว่า “บุคคลสาธารณะ” ควรแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึง “โครงสร้าง” หรือ “ระบบ” ที่เป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ

แต่ปัญหาคือไม่ใช่ “บุคคลสาธารณะ” ทุกคนที่มีความสามารถหรือมีความพร้อมใจพูดเรื่องนี้ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในสังคม

สำหรับบุคคลสาธารณะแบบตูน สิ่งที่ควรทำความเข้าใจคือโลกกำลังเคลื่อนสู่ทิศทางของความคาดหวังว่า “บุคคลสาธารณะ” ต้องทำหน้าที่ “ผู้มีอิทธิพลทางความคิด” ในการชี้ให้สังคมเห็นว่าอะไรเป็นอะไร

แต่สังคมเองก็ต้องทำความเข้าใจด้วยเช่นกันเรื่องแบบนี้ไม่ใช่จะทำได้กันทุกคน

สําหรับบุคคลสาธารณะที่รู้สึกว่าจะเรียกร้องอะไรจากกู สิ่งที่ควรทำความเข้าใจคือสถานะ “บุคคลสาธารณะ” มาจากความรักและศรัทธาของประชาชน รวมทั้งการควักเงินหรือสละเวลาสนับสนุนด้านต่างๆ จึงเป็นเรื่องปกติที่สังคมจะคาดหวังให้บุคคลสาธารณะทำอะไรเพื่อสังคมเป็นธรรมดา

สำหรับบุคคลสาธารณะที่ไม่รู้สึกว่าอยากทำอะไร นอกจากกอบโกย การถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่า “อิกนอร์” หรือ “อิกซ์นอแรนต์” คือชะตากรรมที่เลี่ยงได้ยากในยุคสมัยแบบนี้ ถัดจากนั้นก็คือการบอยคอตหรือการต่อต้านในรูปแบบต่างๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับให้ได้ในยุคปัจจุบัน

เพื่อไม่ให้เรื่องตูนจบที่ดราม่าด่าตูนหรืออวยรัฐบาล ควรระบุด้วยว่าตูนพูดเรื่องเด็กหลุดจากการศึกษาซึ่งเป็นปัญหาจริงในสังคมไทย การยุติปัญหานี้อย่างเร่งด่วนเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงเข้าสู่วงจรสีเทา หรืออย่างดีคือเป็นประชากรวัยทำงานที่ไม่สามารถหางานได้เลย

ตัวเลขของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาระบุว่าสองปีที่โควิดระบาดทำให้ประเทศไทยมี “นักเรียนยากจนพิเศษ” สูงขึ้นถึง 1,244,591 คน หรือ 19.98% ของนักเรียนทั้งหมด ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด ขณะที่ภาคการศึกษา 1/2563 มีนักเรียนแบบนี้ 994,428 คน เท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 250,163 คน

ถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าการด่าตูนเพื่อแซะรัฐบาล รวมทั้งอวยตูนเพื่ออวยรัฐบาลคือการแก้ปัญหาเด็กกลุ่มนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ และแน่นอนว่าทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือ “รัฐ” หรือ “รัฐบาล” ซึ่งจนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครพูดอะไรเพื่อหยุดปัญหานี้เลย

ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ปัญหารัฐบาลห่วยยังคงเป็นภัยคุกคามประชาชนอันดับหนึ่งของประเทศต่อไป ไม่ใช่การด่าตูนหรือการอวยตูน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...