โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คลังรุกเก็บภาษีขายหุ้น 0.1% เขย่านักลงทุน 2 ล้านบัญชี-โปะรายได้รัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ธ.ค. 2564 เวลา 04.41 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 03.58 น.

คลังซุ่มเดินแผนเก็บภาษีขายหุ้น 0.1% สำหรับขาใหญ่มูลค่าซื้อขายเกิน 1 ล้านบาทต่อเดือน เล็งกวาดรายได้เข้ารัฐ 6-7 พันล้านบาท อุดฐานะการคลัง ชี้เป็นแผนปฏิรูปภาษี-สร้างความเป็นธรรม ฟากตลาดทุนรุมค้าน “ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย” หวั่นได้ไม่คุ้มเสีย ชี้นักลงทุนอาจหนีไปตลาดอื่น ส่งผลกระทบแหล่งระดมทุน-แหล่งออมของประเทศ สะเทือนนักลงทุนตลาดหุ้นไทย 2 ล้านบัญชี

คลังเก็บภาษีขายหุ้น 0.1%

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาการจัดเก็บ “ภาษีธุรกิจเฉพาะ” สำหรับกิจการขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในตลาดหลักทรัพย์ (transaction tax) ซึ่งตามกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

กำหนดให้เป็นกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี ในอัตราภาษี 0.1% ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย แต่ที่ผ่านมา มีการออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นการจัดเก็บมาตั้งแต่ปี 2534 เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้กับกิจการขายหลักทรัพย์ในขณะนั้น

แหล่งข่าวกล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน กระทรวงการคลังมีความจำเป็นต้องหารายได้เข้ามาเพิ่ม เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายค่อนข้างมาก ขณะที่การปรับขึ้นอัตราภาษีต่าง ๆ ยังทำไม่ได้ในช่วงที่ต้องประคับประคองเศรษฐกิจให้สามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ transaction tax เป็นการเก็บภาษี 0.1% จากมูลค่าการขายหุ้น และเฉพาะนักลงทุนที่มีมูลค่าการซื้อขายเกิน 1 ล้านต่อเดือน โดยกระทรวงการคลังมีความพยายามที่จะมีการจัดเก็บภาษีการขายหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการปรับปรุงระบบภาษีเพื่อเกิดมีความเป็นธรรม ซึ่งในหลายประเทศก็มีการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้

“เรื่องนี้กำลังพิจารณากันอยู่ มีการดูตัวอย่างในต่างประเทศ อย่างเช่น ฮ่องกง ที่เก็บภาษีลักษณะนี้อยู่ สำหรับไทยถ้าจัดเก็บน่าจะได้รายได้เข้ามาปีละ 6-7 พันล้านบาท แต่ขึ้นกับวอลุ่มการขายหุ้นด้วย เนื่องจากปัจจุบันพอไม่มีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แล้ววอลุ่มจึงไม่ค่อยมาก” แหล่งข่าวกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร ได้ออกมายอมรับว่า กระทรวงการคลังเตรียมเก็บภาษีขายหุ้นแก่นักลงทุนที่มีปริมาณการซื้อขายมากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน

โดยระบุว่าอยู่ระหว่างศึกษาทบทวนแผนปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ในระยะยาว ซึ่งเรื่องภาษีขายหุ้นก็เป็นหนึ่งในกรมสรรพากรศึกษา โดยวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาของกรมคือ ต้องการปรับปรุงระบบภาษีเพื่อเกิดมีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันได้ และเป็นแนวทางการเพิ่มรายได้ของรัฐบาลอย่างยั่งยืน

รายได้รัฐ “บักโกรก”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ช่วงปีงบประมาณ 2563-2564 ที่ผ่านมา รัฐบาลจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการค่อนข้างมาก โดยปีงบประมาณ 2563 เก็บต่ำกว่าเป้าถึง 336,924 ล้านบาท เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว เนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

และการดำเนินนโยบายและมาตรการทางภาษีของรัฐบาลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ เช่น การลดอัตราภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย จากอัตรา 3 เหลือ 1.5% เป็นต้น ทำให้ในปีดังกล่าวรัฐบาลต้องกู้ชดเชยขาดดุลรวมแล้ว 784,115 ล้านบาท

ส่วนปีงบประมาณ 2564 การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าไป 307,074 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และการชะลอการปฏิรูปภาษีออกไปก่อน ส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้ชดเชยการขาดดุลทั้งสิ้น 736,392 ล้านบาท

ขณะที่เดือน ต.ค. 2564 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลจัดเก็บสุทธิได้ 194,336 ล้านบาท แม้ภาพรวมรายได้ที่จัดเก็บได้ยังสูงกว่าประมาณการ 10,868 ล้านบาท แต่พบว่าการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตออกมาต่ำกว่าประมาณการ 7,703 ล้านบาท หรือต่ำกว่าประมาณการ 17.2% เนื่องจากประมาณการได้รวมผลของการปรับโครงสร้างภาษีไว้

เมื่อชะลอการดำเนินการออกไป เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้ชดเชยขาดดุลถึง 82,000 ล้านบาท ในเดือนแรกของปีงบประมาณ สำหรับเงินคงคลังขณะนี้ลดลงเหลือ 305,973 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 136,192 ล้านบาท หรือต่ำกว่า 30.8%

สถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ เข้ามาชดเชย อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังพยายามพิจารณาหาทางเลือกที่ส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจ และประชาชนน้อยที่สุด

สภาตลาดทุนค้าน-ได้ไม่คุ้มเสีย

ขณะที่นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ไม่เห็นด้วย หากรัฐบาลจะเก็บ transaction tax เพราะจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการซื้อขายหุ้นไทยของนักลงทุน

โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่อาจตัดสินใจเลือกไปลงทุนในตลาดหุ้นอื่นแทนหรือแม้แต่นักลงทุนไทยก็อาจจะมองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน อาจเลือกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันที่เริ่มมีความคุ้นเคยกับการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นแล้ว

“ต้องเข้าใจว่าตลาดหุ้นมีไว้เพื่อให้ธุรกิจเข้ามาระดมทุน เพื่อนำเงินที่ได้ไปผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโต ดังนั้นตลาดหุ้นจะมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ อะไรก็ตามที่ทำให้ต้นทุนนักลงทุนสูงขึ้นในช่วงที่เรายังต้องการพัฒนาตลาดทุน และต้องการจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติตามที่นายกรัฐมนตรีอยากเห็น อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย แม้ว่าภาษีจะเก็บได้เพิ่ม แต่จะเสียหายด้านการพัฒนาตลาดทุนได้

เพราะวันนี้คนออมเงินในตลาดหุ้นมีแค่ 2 ล้านบัญชีเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังน้อย การจะทำอะไรกับตลาดหุ้น ต้องคิดหน้าคิดหลัง เพราะหากกระทบทำให้ทั้งผู้ออมและผู้ระดมทุนรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า บทบาทของตลาดทุนในการทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนและเป็นแหล่งเงินออมของประเทศจะถูกบั่นทอนลง” นายไพบูลย์กล่าว

เก็บภาษีคริปโทไม่กระทบ ศก.

ส่วนที่มีการพูดกันถึงการจัดเก็บภาษีการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี นายไพบูลย์กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตอนนี้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ยังไม่ใช่ที่ระดมทุนของภาคธุรกิจ และไม่ใช่ที่ออมเงินระยะยาวของประชาชน ยังเป็นแค่การเล่นเก็งกำไร และยังมองไม่ออกว่ามีส่วนช่วยระดมทุนได้มากน้อยแค่ไหน จึงต้องแยกกันระหว่างบทบาทของตลาดทุนกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

“ต้องแยกระหว่างบทบาทตลาดทุนที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ และตลาดคริปโทเคอร์เรนซี โดยหากจะจัดเก็บภาษีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจมีไม่มาก” นายไพบูลย์กล่าว

หวั่นกระทบออกโปรดักต์ใหม่

แหล่งข่าวจากตลาดทุน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากรัฐบาลเก็บ transaction tax จะส่งผลกระทบการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดทุน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีผู้รับประกัน (underwriter) เนื่องจากจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากภาษีที่ถูกเรียกเก็บ

“เวลาออกโปรดักต์ใหม่ ๆ ช่วงแรกส่วนใหญ่ก็จะขาดทุน เพราะยังไม่ติดตลาด ซึ่งหากมีภาษีเข้ามาเพิ่มต้นทุนอีก ก็คงไม่มีใครอยากออกโปรดักต์ใหม่ ๆ” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า หากจะไปเทียบเคียงกับประเทศที่เก็บ transaction tax อยู่อย่างฮ่องกง ต้องพิจารณาด้วยว่า ฮ่องกงจะเก็บภาษีเพียงประเภทใดประเภทหนึ่ง ส่วนกรณีของไทย ปัจจุบันมีการเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้น (capital gain tax) ในกรณีที่เป็นนักลงทุนสถาบัน ดังนั้น จึงต้องดูว่าจะเป็นการทำให้ภาพรวมภาษีของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งหรือไม่ ซึ่งอาจจะกระทบในแง่การแข่งขันได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การยกเว้นภาษีดังกล่าวเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 โดยมีการยกเว้นการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการ 37 ประเภท

และกิจการขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในตลาดหลักทรัพย์ เป็น 1 ใน 37 กิจการที่ได้รับการยกเว้น มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2534 เหตุผลเพื่อบรรเทาภาระภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่กิจการขายหลักทรัพย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...