อยู่ข้างนอกไม่เป็นไร อยู่หลังพวงมาลัยหัวใจมันซิ่ง ทำไมคน ‘หัวร้อนง่าย’ เวลาขับรถ
ใครที่เคยดูซีรีส์เรื่อง BEEFน่าจะพอจำกันได้ว่า ต้นตอของปัญหาที่ทำลายชีวิตของ 2 ตัวละครหลักภายในเรื่อง ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งหรือความแค้นฝังลึกจากอดีต แต่เริ่มต้นขึ้นจาก ‘การบีบแตรใส่กัน’ เล็กๆ น้อยๆ ในลานจอดรถ ความไม่พอใจในมารยาทการขับรถของคนแปลกหน้า ลุกลามบานปลายกลายเป็นการตามล้างผลาญที่ทำชีวิตพังพินาศย่อยยับ
ลองขยับกลับมาให้นึกภาพง่ายขึ้น เพื่อนร่วมงานของคุณ หรือแม้แต่ตัวคุณเองที่ปกติอาจเป็นคนใจเย็น สุภาพ และมีเหตุผลที่สุดในออฟฟิศ แต่ทันทีที่ก้าวขาเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย และต้องเผชิญสภาพการจราจรที่ติดขัดยาวนานนับชั่วโมง เหล่าแม่พระพ่อพระผู้ใจดีเหล่านั้นอาจกลับกลายเป็น ‘ปีศาจหัวร้อน’ ที่สบถด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย และพร้อมจะเหยียบคันเร่งพุ่งเบียดในเวลาเพียงไม่นาน
คำถามที่น่าสนใจก็คือ ความก้าวร้าวเหล่านี้คือ ‘สันดานดิบ’ ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจของมนุษย์ หรือแท้จริงแล้ว สภาพการจราจรที่ติดขัด ความวิตกกังวลและกดดันระหว่างขับรถ จะผสานรวมและปิดกั้นระบบความเห็นอกเห็นใจบนท้องถนนกันแน่
ในงานวิจัยเชิงอภิมาน The effects of acute stress on core executive functions: A meta-analysis and comparison with cortisolปี 2016 ได้เก็บรวบรวมและวิเคราะห์สถิติจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกันจำนวนมาก เพื่อหาข้อสรุปที่แน่ชัดว่าความเครียดส่งผลต่อสมองส่วนบริหารจัดการอย่างไร พบว่าความเครียดที่เข้ามาอย่างฉับพลันจะเข้าไปบ่อนทำลายการทำงานของสมองส่วนที่เรียกว่า ‘Executive Functions’ ซึ่งเป็นสมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์และยับยั้งชั่งใจ
นั่นเท่ากับว่าเมื่อคุณกำลังขับรถบนท้องถนนท่ามกลางสภาพการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน ความเครียดที่สะสมขึ้นอย่างกะทันหันจะเข้าไปยับยั้งสมองส่วนคิดวิเคราะห์ และพร้อมโต้ตอบสถานการณ์ด้วยอารมณ์โกรธหรือก้าวร้าวอย่างเต็มสูบ เพราะส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ในสมองก็ถูกความเครียดเข้าครอบงำเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นปัจจัยด้านความเครียดที่ประสบพบเจอมาก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะความจริงแล้ว นิสัยในการขับขี่ของแต่ละคนก็มีส่วนในการแสดงออกทางพฤติกรรม
ในบทความเชิงวิชาการ Road rage: What makes some people more prone to anger behind the wheelที่รวบรวมงานวิจัยหลายชิ้นในช่วงปี 2003-2006 ที่ศึกษาพฤติกรรมความโกรธของคนขับรถ นำมาย่อยให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น โดยภายในบทความดังกล่าวอธิบายว่า คนที่มีแนวโน้มจะหัวร้อนบนท้องถนน ไม่ได้แค่มีอารมณ์ชั่ววูบ แต่มีรูปแบบความคิดและพฤติกรรมเฉพาะตัว 5 ข้อ ดังนี้
- คนกลุ่มนี้มักจะคิดด่าทอเพื่อนร่วมทางในหัวตลอดเวลา และมีความคิดอยากแก้แค้นคนอื่น ซึ่งบางครั้งนำไปสู่การทำร้ายร่างกาย
- มีพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่เคารพกฎจราจร มักขับรถเร็วเกินกำหนด เปลี่ยนเลนกะทันหัน จี้ท้าย และฝ่าไฟแดง
- มีจุดเดือดต่ำ ก้าวร้าว โกรธเร็ว ชอบสบถคำหยาบหรือตะโกนต่อว่ารถคันอื่น ที่น่าสนใจคือ พวกเขาไม่ได้โกรธแค่ตอนขับรถ แต่มักจะมีอารมณ์ขุ่นมัวตลอดทั้งวัน
- จากการทดสอบในเครื่องจำลองการขับขี่ (Driving Simulations) พบว่าคนกลุ่มนี้มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า รวมถึงโดนใบสั่งบ่อยกว่า
- คนขับที่หัวร้อนง่ายมักมีพื้นฐานเป็นคนวิตกกังวลและหุนหันพลันแล่น พวกเขามักจะแบกความเครียดจากที่ทำงานหรือปัญหาที่บ้านขึ้นมาบนรถด้วย แล้วใช้ท้องถนนเป็นที่ระบายอารมณ์
นอกจากนี้ภายในงานวิจัยยังกล่าวว่า แม้สภาพการจราจรที่ติดขัดจะเป็นปัจจัยที่ทำให้คนหงุดหงิด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนกลายเป็นคนหัวร้อนเสมอไป ทว่าเกิดจากการผสมผสานระหว่างพื้นฐานอารมณ์ของแต่ละบุคคลกับสภาพแวดล้อมที่บีบคั้น เมื่อคนที่จัดการอารมณ์ตัวเองไม่เก่งเป็นทุนเดิม ต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้อย่างรถติด มันจึงเปรียบเสมือนการจุดชนวนระเบิดให้ปะทุออกมา
มากไปกว่าความเครียดและนิสัยส่วนตัว อีกหนึ่งกลไกทางจิตวิทยาที่คอยเติมเชื้อไฟให้ความหงุดหงิดบนถนนกลายเป็นความคลุ้มคลั่ง คือสิ่งที่เรียกว่า ‘อคติเข้าข้างตัวเอง’ (Fundamental Attribution Error) เมื่อรถคันอื่นขับปาดหน้าหรือทำผิดกฎจราจร สมองของเราจะด่วนตัดสินทันทีว่าคนขับรถคันนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว มักง่าย หรือไร้จิตสำนึก แต่ในทางกลับกัน หากเราเป็นฝ่ายทำผิดพลาดเสียเอง เราก็มักจะหาข้ออ้างมาปกป้องตัวเองได้อย่างง่ายดายเหมือนกัน เช่น “ฉันกำลังรีบไปธุระสำคัญ” “ฉันมองไม่เห็นจริงๆ” หรือ “ถนนมันบังคับ” ซึ่งกลไกอคติเข้าข้างตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราโหมไฟแค้นเวลาเจออุบัติเหตุบนท้องถนน ที่พร้อมจะตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยพิพากษาเพื่อนร่วมทางทันทีที่เขาพลาด
นอกจากนี้ การอยู่ในรถยนต์ที่ปิดทึบด้วยฟิล์มดำ หรือการสวมฮูดหนากับหมวกกันน็อกขับมอเตอร์ไซค์ ยังทำให้เราขาดความเห็นอกเห็นใจกันบนท้องถนนได้ง่ายมากขึ้น เพราะเราไม่เห็นสีหน้า ไม่เห็นอารมณ์ของกันและกัน เห็นเพียงเครื่องยนต์ที่ประกอบจากเหล็กและไฟเบอร์กลาส คนจึงหัวร้อนได้ง่ายกว่าปกติ แต่ไม่ว่าด้วยกลไกใดก็ตาม สุดท้ายแล้วทุกคำก่นด่า ทุกเสียงแตรที่ดังลั่นถนน หรือแม้กระทั่งนิ้วกลางที่ชูให้กัน ล้วนเกิดขึ้นเพื่อปกป้องอีโก้ของตนเอง
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่มุกตลกขบขัน หรือเป็นเพียงเรื่องคนหัวร้อนตีกันบนท้องถนนก็คือ ทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจพรากชีวิตคุณและคนอื่นได้ ดังนั้นคุณอาจจะด่าใครในใจก็ได้ แต่ ‘สติ’ เป็นสิ่งที่ควรถือครองไว้เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้มันไปทำร้ายคนอื่น
ที่มา:
- https://www.apa.org/topics/anger/road-rage
- https://yd.com/blog/research-psychology-road-rage
- https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5003767/
- https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/attribution-error/