โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อยู่ข้างนอกไม่เป็นไร อยู่หลังพวงมาลัยหัวใจมันซิ่ง ทำไมคน ‘หัวร้อนง่าย’ เวลาขับรถ

The Momentum

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ใครที่เคยดูซีรีส์เรื่อง BEEFน่าจะพอจำกันได้ว่า ต้นตอของปัญหาที่ทำลายชีวิตของ 2 ตัวละครหลักภายในเรื่อง ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งหรือความแค้นฝังลึกจากอดีต แต่เริ่มต้นขึ้นจาก ‘การบีบแตรใส่กัน’ เล็กๆ น้อยๆ ในลานจอดรถ ความไม่พอใจในมารยาทการขับรถของคนแปลกหน้า ลุกลามบานปลายกลายเป็นการตามล้างผลาญที่ทำชีวิตพังพินาศย่อยยับ

ลองขยับกลับมาให้นึกภาพง่ายขึ้น เพื่อนร่วมงานของคุณ หรือแม้แต่ตัวคุณเองที่ปกติอาจเป็นคนใจเย็น สุภาพ และมีเหตุผลที่สุดในออฟฟิศ แต่ทันทีที่ก้าวขาเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย และต้องเผชิญสภาพการจราจรที่ติดขัดยาวนานนับชั่วโมง เหล่าแม่พระพ่อพระผู้ใจดีเหล่านั้นอาจกลับกลายเป็น ‘ปีศาจหัวร้อน’ ที่สบถด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย และพร้อมจะเหยียบคันเร่งพุ่งเบียดในเวลาเพียงไม่นาน

คำถามที่น่าสนใจก็คือ ความก้าวร้าวเหล่านี้คือ ‘สันดานดิบ’ ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจของมนุษย์ หรือแท้จริงแล้ว สภาพการจราจรที่ติดขัด ความวิตกกังวลและกดดันระหว่างขับรถ จะผสานรวมและปิดกั้นระบบความเห็นอกเห็นใจบนท้องถนนกันแน่

ในงานวิจัยเชิงอภิมาน The effects of acute stress on core executive functions: A meta-analysis and comparison with cortisolปี 2016 ได้เก็บรวบรวมและวิเคราะห์สถิติจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกันจำนวนมาก เพื่อหาข้อสรุปที่แน่ชัดว่าความเครียดส่งผลต่อสมองส่วนบริหารจัดการอย่างไร พบว่าความเครียดที่เข้ามาอย่างฉับพลันจะเข้าไปบ่อนทำลายการทำงานของสมองส่วนที่เรียกว่า ‘Executive Functions’ ซึ่งเป็นสมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์และยับยั้งชั่งใจ

นั่นเท่ากับว่าเมื่อคุณกำลังขับรถบนท้องถนนท่ามกลางสภาพการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน ความเครียดที่สะสมขึ้นอย่างกะทันหันจะเข้าไปยับยั้งสมองส่วนคิดวิเคราะห์ และพร้อมโต้ตอบสถานการณ์ด้วยอารมณ์โกรธหรือก้าวร้าวอย่างเต็มสูบ เพราะส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ในสมองก็ถูกความเครียดเข้าครอบงำเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นปัจจัยด้านความเครียดที่ประสบพบเจอมาก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะความจริงแล้ว นิสัยในการขับขี่ของแต่ละคนก็มีส่วนในการแสดงออกทางพฤติกรรม

ในบทความเชิงวิชาการ Road rage: What makes some people more prone to anger behind the wheelที่รวบรวมงานวิจัยหลายชิ้นในช่วงปี 2003-2006 ที่ศึกษาพฤติกรรมความโกรธของคนขับรถ นำมาย่อยให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น โดยภายในบทความดังกล่าวอธิบายว่า คนที่มีแนวโน้มจะหัวร้อนบนท้องถนน ไม่ได้แค่มีอารมณ์ชั่ววูบ แต่มีรูปแบบความคิดและพฤติกรรมเฉพาะตัว 5 ข้อ ดังนี้

- คนกลุ่มนี้มักจะคิดด่าทอเพื่อนร่วมทางในหัวตลอดเวลา และมีความคิดอยากแก้แค้นคนอื่น ซึ่งบางครั้งนำไปสู่การทำร้ายร่างกาย

- มีพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่เคารพกฎจราจร มักขับรถเร็วเกินกำหนด เปลี่ยนเลนกะทันหัน จี้ท้าย และฝ่าไฟแดง

- มีจุดเดือดต่ำ ก้าวร้าว โกรธเร็ว ชอบสบถคำหยาบหรือตะโกนต่อว่ารถคันอื่น ที่น่าสนใจคือ พวกเขาไม่ได้โกรธแค่ตอนขับรถ แต่มักจะมีอารมณ์ขุ่นมัวตลอดทั้งวัน

- จากการทดสอบในเครื่องจำลองการขับขี่ (Driving Simulations) พบว่าคนกลุ่มนี้มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า รวมถึงโดนใบสั่งบ่อยกว่า

- คนขับที่หัวร้อนง่ายมักมีพื้นฐานเป็นคนวิตกกังวลและหุนหันพลันแล่น พวกเขามักจะแบกความเครียดจากที่ทำงานหรือปัญหาที่บ้านขึ้นมาบนรถด้วย แล้วใช้ท้องถนนเป็นที่ระบายอารมณ์

นอกจากนี้ภายในงานวิจัยยังกล่าวว่า แม้สภาพการจราจรที่ติดขัดจะเป็นปัจจัยที่ทำให้คนหงุดหงิด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนกลายเป็นคนหัวร้อนเสมอไป ทว่าเกิดจากการผสมผสานระหว่างพื้นฐานอารมณ์ของแต่ละบุคคลกับสภาพแวดล้อมที่บีบคั้น เมื่อคนที่จัดการอารมณ์ตัวเองไม่เก่งเป็นทุนเดิม ต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้อย่างรถติด มันจึงเปรียบเสมือนการจุดชนวนระเบิดให้ปะทุออกมา

มากไปกว่าความเครียดและนิสัยส่วนตัว อีกหนึ่งกลไกทางจิตวิทยาที่คอยเติมเชื้อไฟให้ความหงุดหงิดบนถนนกลายเป็นความคลุ้มคลั่ง คือสิ่งที่เรียกว่า ‘อคติเข้าข้างตัวเอง’ (Fundamental Attribution Error) เมื่อรถคันอื่นขับปาดหน้าหรือทำผิดกฎจราจร สมองของเราจะด่วนตัดสินทันทีว่าคนขับรถคันนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว มักง่าย หรือไร้จิตสำนึก แต่ในทางกลับกัน หากเราเป็นฝ่ายทำผิดพลาดเสียเอง เราก็มักจะหาข้ออ้างมาปกป้องตัวเองได้อย่างง่ายดายเหมือนกัน เช่น “ฉันกำลังรีบไปธุระสำคัญ” “ฉันมองไม่เห็นจริงๆ” หรือ “ถนนมันบังคับ” ซึ่งกลไกอคติเข้าข้างตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราโหมไฟแค้นเวลาเจออุบัติเหตุบนท้องถนน ที่พร้อมจะตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยพิพากษาเพื่อนร่วมทางทันทีที่เขาพลาด

นอกจากนี้ การอยู่ในรถยนต์ที่ปิดทึบด้วยฟิล์มดำ หรือการสวมฮูดหนากับหมวกกันน็อกขับมอเตอร์ไซค์ ยังทำให้เราขาดความเห็นอกเห็นใจกันบนท้องถนนได้ง่ายมากขึ้น เพราะเราไม่เห็นสีหน้า ไม่เห็นอารมณ์ของกันและกัน เห็นเพียงเครื่องยนต์ที่ประกอบจากเหล็กและไฟเบอร์กลาส คนจึงหัวร้อนได้ง่ายกว่าปกติ แต่ไม่ว่าด้วยกลไกใดก็ตาม สุดท้ายแล้วทุกคำก่นด่า ทุกเสียงแตรที่ดังลั่นถนน หรือแม้กระทั่งนิ้วกลางที่ชูให้กัน ล้วนเกิดขึ้นเพื่อปกป้องอีโก้ของตนเอง

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่มุกตลกขบขัน หรือเป็นเพียงเรื่องคนหัวร้อนตีกันบนท้องถนนก็คือ ทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจพรากชีวิตคุณและคนอื่นได้ ดังนั้นคุณอาจจะด่าใครในใจก็ได้ แต่ ‘สติ’ เป็นสิ่งที่ควรถือครองไว้เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้มันไปทำร้ายคนอื่น

ที่มา:

- https://www.apa.org/topics/anger/road-rage

- https://yd.com/blog/research-psychology-road-rage

- https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5003767/

- https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/attribution-error/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...