ผลผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจะพุ่งขึ้นเกือบ 70% ภายในปี 2573 เพราะวิกฤติพลังงานในอ่าวอาหรับ
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ว่า เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอล สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบอินทรีย์หลากหลายชนิด แต่โดยทั่วไปมักผลิตจากพืชอาหารหรือพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ ซึ่งเชื้อเพลิงเหล่านี้มักถูกนำไปผสมกับน้ำมันเบนซินหรือดีเซล และมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เมื่อราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นประเด็นถกเถียงมาอย่างยาวนานว่า มันมีส่วนช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาอาหารสูงขึ้นและเกิดการตัดไม้ทำลายป่า โดยผู้เขียนงานศึกษาชิ้นนี้เตือนว่า ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนี้ อาจส่งผลให้การตัดไม้ทำลายป่าทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
“การตอบสนองเชิงนโยบายบางประการ โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานในระยะสั้น อาจเพิ่มความไม่มั่นคงทางอาหารในระยะกลาง และปัจจัยกระทบเพิ่มเติม เช่น สภาพอากาศสุดขั้ว ก็อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาอาหาร” งานศึกษาระบุเสริม
ทั้งนี้ ประเทศต่าง ๆ รวมถึงบราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และสหรัฐ ตลอดจนสภาพยุโรป (อียู) เสนอหรือบังคับใช้มาตรการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพที่สูงขึ้น นับตั้งแต่เกิดสงครามในอิหร่าน
กระนั้น ผู้จัดทำการศึกษาประมาณการว่า หากปฏิบัติตามมาตรการที่เสนออย่างเต็มรูปแบบ พื้นที่จำเป็นสำหรับการเพาะปลูกพืชวัตถุดิบเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ อาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับระดับในปี 2566 และความรวดเร็วในการปรับเพิ่มข้อกำหนดเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพ จะก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS