“ดร.ณัฏฐ์” หนุน "ปธ.สภาฯ" จัดระเบียบ กมธ. 35 คณะ ย้ำเรียกบุคคลต้องผ่านมติ หวั่นกระทบสิทธิและถูกมองเป็นเครื่องมือทางการเมือง
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) สำนักกฎหมาย OMNIX ในฐานะนักกฎหมายมหาชน ได้แสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการสนับสนุนแนวทางของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการวางหลักเกณฑ์การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญทั้ง 35 คณะ โดยเฉพาะเรื่องการออกคำสั่งเรียกบุคคลหรือเอกสารที่ควรกำหนดให้ต้องผ่านมติที่ประชุม กมธ. รวมถึงการจัดระเบียบกรณีขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ กมธ. แต่ละคณะที่มีความคาบเกี่ยวกัน
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ให้เห็นถึงบริบททางกฎหมายว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อปรับปรุงกลไกการใช้อำนาจเรียกของฝ่ายนิติบัญญัติ หลังจากกฎหมายเดิม พ.ศ. 2554 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับโทษทางอาญาที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยที่ 17/2563
กฎหมายฉบับปัจจุบันใช้บังคับกับทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยเน้นมาตรการประสานงานผ่านระบบราชการและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ หากหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิเสธการให้ข้อมูลโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อาจมีผลต่อความรับผิดทางวินัย รวมถึงกำหนดขั้นตอนการขอความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชนอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังกำหนดข้อยกเว้นไว้สำหรับผู้พิพากษาและตุลาการที่ปฏิบัติหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ปฏิบัติหน้าที่โดยตรง ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือประโยชน์ส่วนรวมของแผ่นดิน ซึ่งจำเป็นต้องปกปิดเป็นความลับ
ดร.ณัฏฐ์ ตั้งข้อสังเกตในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ว่า ที่ผ่านมาเริ่มมีข้อโต้แย้งในทางขั้นตอนปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อำนาจของประธาน กมธ. บางคณะ เช่น กรณี กมธ.กฎหมายฯ ที่มีกระแสข่าวและความเห็นโต้แย้งจากกรรมาธิการในคณะ เกี่ยวกับขั้นตอนการเชิญบุคคลมาให้ถ้อยคำ โดย ดร.ณัฏฐ์ ให้ความเห็นทางกฎหมายว่า โดยหลักการทำงานของ กมธ. สามัญ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีลักษณะเป็นองค์คณะ การดำเนินงานสำคัญจึงควรอาศัยมติของที่ประชุม ไม่ควรมอบให้เป็นวิจารณญาณของประธานแต่เพียงผู้เดียว
นักกฎหมายมหาชนรายนี้ ได้ยกกรณีตัวอย่างที่มีการถกเถียงกันในวงการเมือง เช่น กรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.กฎหมายฯ มีหนังสือเชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มาให้ถ้อยคำเกี่ยวกับประเด็นทุจริตท้องถิ่น เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตและข้อโต้แย้งจากนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ ถึงความถูกต้องในขั้นตอนกระบวนการว่าได้ผ่านมติของที่ประชุม กมธ. ทั้งคณะแล้วหรือยัง
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 จะมอบอำนาจให้ กมธ. สามารถเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่อยู่ระหว่างการสอบหาข้อเท็จจริงได้ แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ขณะเดียวกัน ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ได้แบ่งขอบเขตหน้าที่ของ กมธ. สามัญทั้ง 35 คณะไว้อย่างชัดเจน ทว่าในทางปฏิบัติยังคงมีช่องว่างเกี่ยวกับการตีความอำนาจที่คาบเกี่ยวกัน รวมถึงขั้นตอนการออกหนังสือเชิญหรือคำสั่งเรียก ซึ่งการกำหนดให้ต้องผ่านมติที่ประชุมอย่างเป็นทางการจะช่วยลดปัญหาข้อโต้แย้งเหล่านี้ได้
ดังนั้น ดร.ณัฏฐ์ จึงเห็นว่า การที่ประธานสภาฯ กำหนดแนวทางให้การออกคำสั่งเรียกต้องผ่านมติที่ประชุม กมธ. และให้มีการหารือร่วมกันหากเกี่ยวข้องกับ กมธ. หลายคณะ ไม่ใช่การริบอำนาจของประธาน กมธ. แต่เป็นการวางมาตรฐานการทำงานตามอำนาจที่ข้อบังคับการประชุมสภาฯ ให้อำนาจประธานสภาฯ ไว้ในการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติ
“พูดภาษาชาวบ้าน คือ การใช้อำนาจในทางกฎหมายมหาชนต้องเป็นไปตามหลักสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย เพราะการใช้อำนาจของรัฐหรือฝ่ายนิติบัญญัติอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่นได้” ดร.ณัฏฐ์ กล่าว
ดร.ณัฏฐ์ ย้ำทิ้งท้ายว่า การตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายนิติบัญญัติตามระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องดำเนินการภายใต้หลักสุจริต กรอบกฎหมาย และหลักการแบ่งแยกอำนาจ เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบของ กมธ. เป็นไปอย่างโปร่งใส เที่ยงธรรม ตรวจสอบได้ และไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเป้าหมายอื่น