โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะกลไกพยุงราคา‘ก๊าซหุงต้ม’

ไทยโพสต์

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และความต้องการใช้พลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้เปรียบเสมือนคลื่นยักษ์ที่ซัดให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกทะยานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ หลายประเทศทั่วโลกเริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่ขยับตัวสูงขึ้น

โดยเฉพาะราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ ก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งหน่วยงานพลังงานของหลายๆ ประเทศต่างเร่งประเมินสถานการณ์เพื่อหามาตรการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานยังคงติดตามแนวโน้มราคาตลาดโลกอย่างใกล้ชิด

เช่นเดียวกับประเทศไทย ก๊าซหุงต้ม ที่เราใช้กันในครัวเรือนและภาคขนส่งของประเทศไทย หลายคนอาจเกิดความสงสัยว่าเหตุใดราคาขายปลีกในประเทศจึงยังคงนิ่งสนิทและไม่ได้พุ่งกระฉูดตามกลไกตลาดโลกอย่างที่ควรจะเป็น?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่โชคช่วย แต่มาจากการใช้ "กลไกการบริหารจัดการเชิงนโยบาย" ของภาครัฐที่ผ่าน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งทำหน้าที่คอยซับแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวน ซึ่งภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบาย "ตรึงราคาขายปลีกก๊าซ LPG" ไว้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้ว่าต้นทุนเนื้อก๊าซจริงที่นำเข้าหรือผลิตหน้าโรงกลั่นจะพุ่งสูงไปไกลกว่านั้นมากแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ เพราะการตรึงราคาไว้ในระดับต่ำกว่าความเป็นจริงท่ามกลางวิกฤตที่ลากยาว ย่อมแลกมาด้วย "ภาระหนี้สินมหาศาล" ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนกันยายน พ.ศ.2569 ชี้ให้เห็นว่า สถานะของกองทุนน้ำมันฯ ติดลบหนักเข้าใกล้หลักแสนล้านบาท โดยเฉพาะใน บัญชีก๊าซ LPG ที่ติดลบไปแล้วเกือบ 40,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นบัญชีที่ต้องจ่ายเงินออกไปอุดหนุนอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีรายรับเข้ามาเติม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ราคาก๊าซ LPG ในไทยไม่ได้พุ่งสูงทะลุเพดานตามกระแสโลก

ดังนั้น การตรึงราคา LPG ไม่ใช่แค่การช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของแต่ละครัวเรือนเท่านั้น แต่ถือเป็น “กลไกความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานราก” ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยามที่ภาวะเงินเฟ้อกดดันค่าครองชีพ ก๊าซหุงต้มคือ “ต้นทุนเส้นเลือดใหญ่” ของผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และโดยเฉพาะภาคครัวเรือน ตั้งแต่ร้านอาหารตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง ไปจนถึงสตรีตฟูดริมทาง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของคนทำงานหลายสิบล้านคน การรักษาเสถียรภาพราคาก๊าซหุงต้มไว้ จึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิด “ปฏิกิริยาลูกโซ่” ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบทั้งหมดก็จะตกอยู่กับประชาชนผู้บริโภค ดังนั้น การตรึงราคา LPG จึงเป็นเหมือน “เขื่อนกั้นน้ำ” ไม่ให้วิกฤตราคาพลังงานลุกลามกลายเป็นวิกฤตปากท้องของคนในชาติ

แน่นอนว่า การรับบทเป็นผู้ซับแรงกระแทกในยามที่ตลาดโลกผันผวน ย่อมทำให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระหนักหน่วง จนในบางช่วงเวลาตัวเลขฐานะกองทุนต้องตกอยู่ในสภาวะติดลบ แต่เป้าหมายสำคัญของกองทุนน้ำมันฯ คือการชะลอแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลก เพื่อไม่ให้ต้นทุนพลังงานพุ่งขึ้นเร็วเกินไป และไม่ส่งต่อภาระไปยังราคาสินค้าและอาหารในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกลไกภาครัฐคอยช่วยพยุงราคาไว้ แต่การรักษาเสถียรภาพพลังงานอย่างยั่งยืนไม่ได้เป็นหน้าที่ของกองทุนน้ำมันฯ เพียงฝ่ายเดียว ในฐานะผู้ใช้งานทุกคนการร่วมมือกันใช้ก๊าซ LPG อย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน จึงเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญ เริ่มต้นง่ายๆ จากเรื่องในครัว เช่น การตรวจเช็กสภาพเตาแก๊สและสายส่งก๊าซไม่ให้รั่วซึม การปรับระดับไฟให้เหมาะกับขนาดภาชนะเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนโดยเปล่าประโยชน์ หรือการวางแผนเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมก่อนเปิดเตา สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ไม่เพียงช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของเราเองเท่านั้น แต่ยังช่วยลดภาระการอุดหนุนในภาพรวมของประเทศ

เพราะสุดท้ายแล้ว การดูแลราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือความมั่นคงของค่าครองชีพ และเป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนสามารถช่วยกันดูแลได้อย่างแท้จริง.

บุญช่วย ค้ายาดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...