โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปลดล็อก ‘อุตุ’ หลุดพ้น ‘SandBox’

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 ตุลาคม 2569 เวลา 17.32 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"แต่สิ่งที่กรมอุตุฯ ควรจะต้องทำคือ การรีบปรับตัวอย่างเร่งด่วน ถอดสูท เสื้อคลุม ความเป็นหน่วยราชการที่อยู่ในกรอบ หรือ Sandbox ออกไป ซึ่งการอยู่ในกรอบขนบ วิธีการแบบเดิมๆ ได้พิสูจน์แล้วว่า "ไม่ทัน"ต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของสภาพภูมิอากาศโลกในปัจจุบันและอนาคต ที่มีความแปรปรวนอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงในเวลาเดียวกัน"

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ที่เข้าสู่ภาวะโลกเดือด และระหว่างปรากฎการณ์ "ซูเปอร์เอลณิโญ" ช่วงปลายปีนี้ ได้ส่งผลกระทบทำให้เกิดฝนตกหนัก ตกแช่ เป็นเวลา สองวันสองคืนไม่หยุด ระหว่างวันที่ 26-27 กันยายน ที่ผ่านมา จนพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เกิดน้ำท่วมระดับสูง บางพื้นที่น้ำเยอะขนาดพายเรือได้ กรุงเทพมหานคร ต้องประกาศให้ 50 เขตพื้นที่ กลายเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ย้อนกลับไปก่อนหน้าฝนจะตกถล่มกรุงเทพฯ เพจ ที ลมฟ้า อากาศ ได้โพสต์ข้อความเตือนเมื่อราววันที่ 23 กันยายนว่า จะเกิด"มหาอุทกภัย "น้ำท่วมใหญ่อีก 120 ชั่วโมงข้างหน้าหรืออีก5วันข้างหน้า พื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล
การโพสต์เตือนของเพจ ที ลม ฟ้า อากาศ ทำให้กรมอุตุนิยมวิทยา ที่มีหน้าที่โดยตรงในการมอนิเตอร์ สภาพดินฟ้า อากาศ ออกมาโพสต์โต้แย้งว่าการโพสต์ดังกล่าว ต่อมาเพจของ ที ลม ฟ้า อากาศ ก็ปลิวออกไปจากโซเชียลเน็ตเวิร์ค อย่างปริศนา

ต่อมา 26 กันยายน กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ออกประกาศว่าจะเกิดฝนตกหนัก ภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพและปริมณฑล มีน้ำท่วมขัง รอการระบาย พร้อมยืนยันว่า ฝนที่ตก ตกตามฤดูกาล ไม่ใช่มหาอุทกภัย รัฐบาลเอาอยู่แน่

การปะทะ ด้านข้อมูลระหว่าง กรมอุตุฯ กับ เพจ ที ลมฟ้าอากาศแบบไม่มีใครยอมใคร ถึงขั้นมีคนจะไปแจ้งความเอาผิดกับเพจ ที ลมฟ้าอากาศ ถึงขั้นมีผู้เข้าร้องเรียนต่อ บก.ปอท. ให้ตรวจสอบการเผยแพร่ข้อมูลของเพจ โดยผู้ร้องมองว่าข้อความบางส่วนอาจทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก

ระหว่างศึก ภัยธรรมชาติ กับมนุษย์ ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ย่อมไม่เป็นผลดีกับใคร กลับทำให้ประชาชนสับสน แต่ดูเหมือนว่า ประชาชนจะเชื่อถือในเพจ ที ลมฟ้าอากาศมากกว่า หลัง เกิดเหตุการณ์ฝนก็ตกหนักจริงๆ สองวันสองคืน ปริมาณน้ำฝน 300 มิลลิเมตร ท่วมกรุงเทพฯ แบบอ่วมอรทัย โดยเฉพาะในเขตที่มีพื้นที่ต่ำ อย่าง คลองจั่น ที่วันนี้น้ำยังไม่ลง และน้ำท่วมขังกลายเป็นน้ำเน่าไปแล้ว

หลังฝนหยุด น้ำลดลง บางจุดแห้งแล้ว แต่กระแสโซเชียลเรื่องการพยากรณ์อากาศ และการเตือนภัยยังกระหึ่ม ยังติดค้างในใจของใครต่อใครอีกหลายคน บางส่วนเป็นผู้ประสบภัย เจอกับน้ำท่วมแบบจังๆ และได้รับความเสียหาย แม้แต่ละครัวเรือนจะได้รับความเสียหายไม่เท่ากัน เพราะขึ้นกับสภาพแต่ละพื้นที่ว่าบ้านอยู่ในเขตท่วมหนักหรือเปล่า แต่บางคนออกมาโพสต์ขอบคุณ เพจ ที ลมฟ้าอากาศ ว่าทำให้เตรียมตัวทัน และได้รับความเสียหายน้อย พร้อมๆกับ ตำหนิกรมอุตุฯ ว่าไม่แม่นการพยากรณ์ อีกทั้งการสื่อสารที่ยากเข้าถึง โดยเฉพาะการใช้ภาษาที่ยึดติดในรูปแบบแบบทางการ

ก่อนที่ฝนจะหยุดตกในวันจันทร์ที่ 29 กันยายน ในวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน ได้มีการเคลื่อนไหวในฝั่งของกรมอุตุฯ โดยกรมอุตุ ฯได้เปิดเพจ ให้ประชาชนเข้ามาพูดคุยสอบถามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งนับเป็นการเคลื่อนไหวรูปแบบเข้าถึงประชาชนแบบตัวต่อตัวครั้งแรก บางคนเข้ามาขอบคุณ และยกย่องการทำงานของกรมอุตุฯ ที่ต้องรับบทหนักในสถานการณ์แบบ แต่ถึงกระนั้นก็มีเสียงวิจารณ์ของคนที่ไม่เห็นด้วย กับการทำงานของกรมอุตุฯ บอกว่าไม่แม่น เชื่อเพจ ที ลมฟ้าอากาศมากกว่า บางคนกระแหนะกระแหนว่า ทีอย่างนี้ มาทำขยัน (การเปิดเพจตอบคำถามประชาชน)ก่อนหน้านี้ทำไมไม่เตือน

การพยากรณ์ที่แม่นยำ ชอง เพจ ที ลมฟ้าอากาศ ทำให้กระแสสังคมค่อนข้างเอนเอียงความเชื่อถือไปทางเพจนี้ พร้อมๆกับการมองว่า เจ้าของเพจถูกรังแก จากหน่วยงานรัฐ ขณะเดียวกัน สังคมก็เกิดความกระหายใคร่อยากรู้ว่า เจ้าของเพจ ที ลมฟ้าอากาศ นั้นคือใคร มีการคาดเดาไปถึง ดร.สมิทธิ์ ธรรมสโรช ที่เคยได้เครดิตเตือนภัยสึนามิปี 2547 แต่เจ้าตัวออกมาปฎิเสธ และมีการคาดเดาว่า เพจ ที ลมฟ้าอากาศ คือ นายต่อศักดิ์ วานิชขจร อดีตอธิบดีกรมอุตุฯ สมัยพ.ศ.2553-2554 แต่การคาดเดานี้ ก็ไม่ได้รับการยืนยัน

หลังพายุฝนผ่านพ้นไป เพจ ทีลมฟ้าอากาศ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงว่าทำไมเขาถึง บอกว่า อีก 120 ชั่วโมงจะเกิดวิกฤติน้ำท่วม และอธิบายวิธีการวิเคราะห์ ประเมิน ก่อนพยากรณ์ของเขาว่ามองจากอะไร

โดยบอกว่า การโพสเตือนความเสี่ยง "มหาอุทกภัย" และเตือนฝนตกหนักแช่ทั้งวันทั้งคืน ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกช่วงวันที่ 23-27 กันยายน 2569 มีที่มาจากการวิเคราะห์ผลลัพธ์ของแบบจำลองสภาพอากาศ ECMWF (จากยุโรป) ซึ่งแสดงแนวโน้มความรุนแรงของสภาพอากาศจากปัจจัยหลัก ดังนี้
1. ปริมาณฝนสะสมวิกฤต (Extreme Precipitation Forecast) :

แบบจำลองประเมินปริมาณฝนสะสมรวมในช่วงเวลา 4-5 วันดังกล่าวไว้สูงถึง 300-500 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขปริมาณน้ำฝนที่สูงมากในระยะเวลาอันสั้น เกินกว่าความจุของแหล่งน้ำและระบบระบายน้ำตามธรรมชาติจะรองรับได้ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมทุ่ง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำหลาก (เป็นระดับที่หลายพื้นที่ ของประเทศไทย ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนสะสมระดับนี้ ภายใน 4-5วัน ได้)

2. พบระบบการแช่ตัวของระบบสภาพอากาศในพื้นที่ (Stationary Weather Systems) :
จากแบบจำลอง ECMWF ซึ่งทำการวิเคราะห์ช่วงสภาพอากาศดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนตัวที่ช้ามากของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เกาะตามแนวร่องมรสุม ซึ่งพาดผ่านภาคกลางและภาคตะวันออกโดยตรง การที่ระบบไม่เคลื่อนที่ทำให้กลุ่มเมฆฝนก่อตัวและตกแช่ในพื้นที่เดิมต่อเนื่องข้ามวันข้ามคืน ประกอบกับแบบจำลองวิเคราะห์ให้พื้นที่ดังกล่าวเสี่ยงฝนทุกช่วงเวลา (จึงมีความเป็นไปได้ว่า บริเวณดังนั้น จะเกิดฝนตกหนักแช่ แบบทั้งวันทั้งคืน)
3. ลมมรสุมปะทะแนวเทือกเขาและชายฝั่ง (Orographic rainfall) :
แบบจำลองคำนวณความแรงของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดสอบเข้าหาฝั่ง เมื่อมวลอากาศชื้นปริมาณมหาศาลปะทะกับแนวเทือกเขาในภาคตะวันออก ภาคตะวันตก (เช่น เทือกเขาใหญ่ เทือกเขาจันทบุรี เทือกเขาตะนาวศรี) และแนวชายฝั่งของจังหวัด ชลบุรี ระยอง จึงเกิดการยกตัวของมวลอากาศอย่างรุนแรง ทำให้พื้นที่ต้นน้ำอย่าง นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี รวมถึงจังหวัด ชลบุรี และระยอง มีปริมาณฝนตกหนักมากกว่าปกติ
4. การเคลื่อนตัวของกลุ่มฝนที่ตกแบบหมุนวน (Spiral rainband) :

จากการวิเคราะห์ผลลัพธ์ของแบบจำลอง พบเป็นกลุ่มฝนหนักที่จะตกแบบหมุนวนหลายช่วงเวลาในพื้นที่ภาคตะวันออก (เช่น นครนายก ปราจีนบุรี) ซึ่งมีเทือกเขาใหญ่คอยรับน้ำหลาก และพื้นที่ภาคกลาง/กรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นพื้นที่ราบลุ่มรับน้ำ หากมีฝนตกหนักแช่ตัวเกิน 24–48 ชั่วโมง ปริมาณน้ำจะเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ราบลุ่มได้อย่างรวดเร็ว
5. การจำลองสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) :
แบบจำลองสภาพอากาศระดับโลกมักคำนวณและแสดงผลลัพธ์ที่รุนแรง หรือฉากทัศน์ที่เลวร้าย ที่สุดที่อาจเป็นไปได้ ผมจึงนำตัวเลขที่แบบจำลองคาดการณ์ว่าจะเกิดฝนสะสมที่สูงผิดปกตินี้ มาวิเคราะห์ร่วมกับความเสี่ยงของพื้นที่ราบลุ่มและพื้นที่รับน้ำ นำไปสู่การใช้คำเตือนระดับสูงสุดอย่าง "มหาอุทกภัย" เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเตรียมพร้อมอพยพ ยกของขึ้นที่สูง และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้าก่อนที่มวลน้ำจะมาถึงจริง ซึ่งเป็นการโพสเตือนช่วงระยะเวลาที่เหลือ ภายใน 120ชั่วโมง หรือ 5 วัน หลังจากการเตือน ทั้งนี้เพื่อลดความสูญเสียทางทรัพย์สินและชีวิต รวมถึงความเสี่ยงของสถานการณ์ที่อาจจะคาดไม่ถึงได้

อนึ่ง ไม่เพียงแต่ที่จะใช้การวิเคราะห์สภาพอากาศ เพียงแบบจำลองเดียว “แล้วสามารถยืนยันได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้นๆ” เพราะบนโลกนี้มีแบบจำลองสภาพอากาศ หลายเขต ไม่ว่าจะเขตร้อนหรือเขตหนาว โดยผมได้นำแบบจำลองทั้ง ECMWF, GFS ซึ่งเป็นของฝั่งอเมริกาฯ, ICON ซึ่งเป็นของฝั่งเยอรมนี, ACCESS ซึ่งเป็นของฝั่งออสเตรเลีย, รวมถึง JMA ซึ่งเป็นของฝั่งญี่ปุ่น

"ผมจึงได้ทำการศึกษาข้อมูล ค่าพารามิเตอร์ โดยใช้ข้อมูลของค่าความกดอากาศ, ปริมาณฝนสะสมที่คาดการณ์, ระบบลมการไหลเวียนของอากาศ ในช่วงดังกล่าว จากแบบจำลองดังกล่าวทั้งหมด ซึ่งพบผลลัพธ์ที่คล้ายกัน เมื่อผลลัพธ์การวิเคราะห์ที่คล้ายกัน “จึงทำให้มีความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่วิเคราะห์มากขึ้น”
เพราะถ้าหากมีการคาดการณ์ล่วงหน้าของผลลัพธ์ที่รุนแรง แค่เพียงแบบจำลองเดียว นั้นทำให้ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่คาดการณ์ลดลง และไม่น่าเชือถือ

คำแถลงชี้แจง120 ชั่วโมงอันตราย ของเพจ ที ลมฟ้าอากาศ จะถูกต้องมากน้อยแค่ไหน คงต้องใช้ภูมิความรู้ของนักอุตุนิยมวิทยา นักวิชาการด้านสภาพภูมิอากาศ มาพิจารณาว่า อยู่บนพื้นฐานตามหลักวิชาการ ที่ถูกต้องหรือไม่ แต่…ผลลัพธ์จากเรนบอมบ์ น้ำท่วมกรุงเทพฯเมื่อ 4-5 วันก่อน ก็น่าจะเป็นคำตอบบางอย่างได้

แต่ถึงใครจะว่ากรมอุตุฯ"สอบตก "ทั้งเรื่องความแม่นยำ การพยากรณ์และการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ แต่ในฐานะประชาชนเราจะละทิ้งกรมอุตุฯ ไม่ได้

แต่สิ่งที่กรมอุตุฯ ควรจะต้องทำคือ การรีบปรับตัวอย่างเร่งด่วน ถอดสูท เสื้อคลุม ความเป็นหน่วยราชการที่อยู่ในกรอบ หรือ Sandbox ออกไป ซึ่งการอยู่ในกรอบขนบ วิธีการแบบเดิมๆ ได้พิสูจน์แล้วว่า "ไม่ทัน"ต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของสภาพภูมิอากาศโลกในปัจจุบันและอนาคต ที่มีความแปรปรวนอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงในเวลาเดียวกัน

มีความเห็นของดร.ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ นักวิชาการประมง และขณะนี้ติดตามเรื่องสภาพาอากาศ สิ่งแวดล้อม ที่ออกมาโพสต์อว่า เรื่องการทำนายพยากรณ์อากาศ เป็นเรื่องที่มีความรับผิดชอบในตัวเอง และมีความผิดพลาดได้ เช่น กรณีหน่วยงานญี่ปุ่น ก็เคยพยากรณ์ออกมาเตือนแบบโอเวอร์ แต่พอถึงเวลาไม่เกิดขึ้นจริง ในมุมส่วนตัวมองว่าการออกมาเตือนแบบหนักๆ น่าจะดีกว่าเตือนแบบเบาๆ แม้ว่าการเตือนหนักๆ อาจจะพลาด ไม่เกิดขึ้นก็ตาม

คงถึงเวลาแล้วที่กรมอุตุฯ จะต้องปลดล็อกตัวเอง แต่กรมอุตุฯ จะไขกุญแจให้ตัวเองโดยลำพังคงไม่ได้ เพราะมีความรับผิดชอบที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือเชิงกฎหมายในทีอยู่ "ความพลาด" มีราคาต้องจ่าย อย่างแรกเสียงก่นด่าของประชาชนที่ไม่เข้าใจ ว่านี่คือการพยากรณ์ และราคาในแง่ความรับผิดชอบในหน้าที่ ซึ่งเงื่อนปมร้อยรัดเหล่านี้ อาจจะต้องให้รัฐบาลมาปลดล็อก

อีกประการต้องไม่ลืมว่า คำพยากรณ์ของกรมอุตุฯ หรือเพจ ที ลมฟ้าอากาศและเพจอื่นๆที่เฝ้าติดตามสภาพอากาศ ที่ช่วงหลังผุดขึ้นมากมาย ล้วนจะต้องอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะมีเจตนาเบื้องหลังหิวแสงหรือไม่ก็ตาม แต่ถึงกระนั้น ก็คงจะดีกว่า ถ้าอุตุฯและหลายๆเพจเหล่านี้ จะไม่เป็นปฎิปักษ์ เป็นคู่แข่ง แต่หันหน้ามาทำงานเป็นทีม

เพราะจริงๆแล้วทั้งคู่ไม่ใช่ศัตรูกัน แต่ศัตรูตัวจริงก็คือ"ภัยธรรมชาติ"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...