โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Plaza Premium ทุ่ม 3.8 ล้านเหรียญ เปิดเลานจ์ใหม่สุวรรณภูมิ รับทุกสายการบิน ทุกชั้นโดยสาร

TODAY Bizview

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

ตลาด Airport Lounge ในไทยกำลังมีผู้เล่นระดับโลกเข้ามาเพิ่ม เมื่อ Plaza Premium Group หรือ PPG ผู้ให้บริการเลานจ์และธุรกิจบริการภายในสนามบิน เปิดตัว Plaza Premium First และ Plaza Premium Lounge ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการ ด้วยเงินลงทุนประมาณ 3.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 120 ล้านบาท

การเข้ามาครั้งนี้น่าสนใจตรงที่ Plaza Premium ไม่ใช่เลานจ์ของสายการบินใดสายการบินหนึ่ง แต่เป็น Independent Airport Lounge ที่เปิดให้ผู้โดยสารซื้อบริการได้ โดยไม่จำกัดว่าจะเดินทางกับสายการบินไหนหรืออยู่ในชั้นโดยสารใด รวมถึงให้บริการผ่านพันธมิตรอย่างสายการบิน บริษัทบัตรเครดิต และสถาบันการเงิน

หลังเปิดให้บริการมาไม่ถึง 3 สัปดาห์ บริษัทระบุว่ามีผู้ใช้บริการประมาณ 400-500 คนต่อวัน และวางเป้าหมายเพิ่มเป็นประมาณ 1,000 คนต่อวัน โดยตั้งเป้าคืนทุนจากการลงทุนครั้งนี้ภายในอายุสัมปทาน 6 ปี หรือเร็วกว่านั้น

Plaza Premium คือใคร ทำไมถึงเข้ามาเปิดเลานจ์ในไทย

Plaza Premium Group เริ่มต้นธุรกิจในปี 2541 และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกโมเดล Independent Airport Lounge หรือเลานจ์สนามบินที่ไม่ได้ผูกอยู่กับสายการบินใดสายการบินหนึ่ง

โมเดลนี้ทำให้ผู้โดยสารที่ไม่ได้เดินทาง Business Class หรือ First Class สามารถเข้าถึงบริการเลานจ์ได้เช่นกัน ผ่านการซื้อบริการด้วยตัวเอง หรือสิทธิประโยชน์จากพันธมิตร เช่น บัตรเครดิต สถาบันการเงิน และสายการบินที่ไม่มีเลานจ์ของตัวเอง

หนึ่งในจุดแข็งของโมเดลนี้คือ PPG สามารถทำข้อตกลงกับสายการบิน บริษัทบัตรเครดิต หรือสถาบันการเงินในระดับ Global Contract ทำให้พันธมิตรสามารถเชื่อมลูกค้าเข้ากับเครือข่ายเลานจ์ในหลายประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเลานจ์ของตัวเองในทุกสนามบิน

ปัจจุบัน PPG ขยายธุรกิจไปมากกว่าแค่เลานจ์ โดยมี 14 แบรนด์ในเครือ ครอบคลุมบริการตั้งแต่ Plaza Premium Lounge และ Plaza Premium First, โรงแรมในสนามบิน Aerotel, บริการ Meet & Greet ภายใต้ ALLWAYS ไปจนถึงธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มและแพลตฟอร์มสำหรับนักเดินทาง บริษัทระบุว่าธุรกิจของกลุ่มครอบคลุม 600 สนามบินใน 150 ประเทศ และให้บริการผู้โดยสารมากกว่า 30 ล้านคนต่อปี

ทำไมเลือก “สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ”

ซง ฮอย ซี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Plaza Premium Group อธิบายว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่บริษัทเลือกกรุงเทพฯ มาจากขนาดของตลาดการเดินทางและบทบาทของสุวรรณภูมิในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

ในปี 2568 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารประมาณ 62.9 ล้านคน โดยมากกว่า 80% เป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ ขณะที่สนามบินมีแผนเพิ่มขีดความสามารถจากประมาณ 65 ล้านคน เป็น 80 ล้านคนต่อปีภายในปี 2573

สำหรับ PPG ตัวเลขเหล่านี้หมายถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะผู้โดยสาร Economy Class ซึ่งบริษัทประเมินว่ามีสัดส่วนประมาณ 85% ของผู้เดินทาง และเป็นกลุ่มที่โดยทั่วไปไม่ได้มีสิทธิ์เข้าใช้เลานจ์จากชั้นโดยสารโดยตรง

นอกจากนี้ สุวรรณภูมิยังมีสายการบินให้บริการจำนวนมาก และไม่ใช่ทุกสายการบินจะลงทุนสร้างเลานจ์ของตัวเอง จึงเปิดโอกาสให้ Independent Lounge เข้ามารับลูกค้าจากสายการบินเหล่านี้ได้อีกทางหนึ่ง

อีกปัจจัยคือโอกาสด้านพื้นที่ โดย PPG ได้พื้นที่เดิมของเลานจ์ Emirates ขนาดประมาณ 7,000-8,000 ตารางฟุต ก่อนนำมาพัฒนาเป็นเลานจ์สองรูปแบบภายในพื้นที่รวมกว่า 790 ตารางเมตร

ทุ่ม 3.8 ล้านดอลลาร์ เดิมพันตลาด Airport Lounge ไทย

PPG ใช้เงินลงทุนกับโครงการที่สุวรรณภูมิประมาณ 3.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเปิดบริการภายใต้โมเดล Dual-Lounge ซึ่งแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็น 2 ระดับในพื้นที่เดียวกัน

ส่วนแรกคือ Plaza Premium First (PPF) ขนาด 212 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารมากกว่า 50 คน เน้นกลุ่มที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและบริการระดับสูง มีพื้นที่พักผ่อน ห้องอาบน้ำ บริการผู้ช่วยส่วนตัว รวมถึงอาหารแบบ à la carte ภายใต้ Primo Dining

อีกส่วนคือ Plaza Premium Lounge (PPL) ขนาด 578 ตารางเมตร รองรับได้ 98 ที่นั่ง วางตำแหน่งให้เข้าถึงผู้โดยสารในวงกว้างกว่า มีครัวปรุงอาหารภายใน ไลน์บุฟเฟต์ Wi-Fi จุดชาร์จอุปกรณ์ ห้องอาบน้ำ ห้องปฏิบัติศาสนกิจ และพื้นที่สำหรับครอบครัว

เลานจ์ทั้งสองแห่งตั้งอยู่บริเวณฝั่งผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 3 อาคารเทียบเครื่องบิน G ใกล้เกต G1

ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศและผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องสามารถซื้อบริการได้โดยไม่จำกัดสายการบินหรือชั้นโดยสาร และสามารถ Walk-in หรือจองล่วงหน้าได้ ขณะที่บริษัทมี Lounge Pass สำหรับการเข้าใช้หลายครั้งเริ่มต้นที่ 69 ดอลลาร์สหรัฐ

ไม่ได้ขายแค่ที่นั่งพัก แต่ต้องทำให้คนรู้สึกว่า “ยังอยู่ประเทศไทย”

อีกโจทย์ของธุรกิจเลานจ์คือ เมื่อมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก จะทำอย่างไรไม่ให้ทุกสาขาหน้าตาและประสบการณ์เหมือนกันทั้งหมด

PPG จึงใช้แนวคิด “Proudly Local” โดยตั้งเป้าให้องค์ประกอบประมาณ 25-30% ของแต่ละพื้นที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่น

สำหรับกรุงเทพฯ สิ่งนี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่งานศิลปะจากศิลปินไทย งานปักผ้าไหม โมเสกแก้ว ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ไปจนถึงงานที่นำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ รวมถึงอาหารไทย เช่น ส้มตำ ไก่ปิ้ง ลูกชุบ ข้าวซอย ต้มข่าไก่ และแอ๊บปลา

บริษัทมีแผนเปลี่ยนเมนูบางส่วนทุกเดือนเพื่อรองรับผู้โดยสารที่เดินทางเป็นประจำ ขณะที่ยังเก็บเมนูซิกเนเจอร์บางรายการไว้ และใช้ครัวภายในเลานจ์เพื่อควบคุมคุณภาพและเสิร์ฟอาหารปรุงสด

ขณะเดียวกัน PPG ส่งพนักงานไปฝึกอบรมและเรียนรู้มาตรฐานบริการจากสาขาอื่น เช่น มาเลเซียและฮ่องกง รวมถึงฝึกเรื่องการให้บริการผู้โดยสารจากหลากหลายวัฒนธรรม

จากวันละ 400-500 คน ตั้งเป้าแตะ 1,000 คน

หลังเปิดให้บริการมาไม่ถึง 3 สัปดาห์ PPG ระบุว่า เลานจ์ที่สุวรรณภูมิมีผู้ใช้บริการประมาณ 400-500 คนต่อวัน และวางเป้าหมายระยะต่อไปไว้ที่ประมาณ 1,000 คนต่อวัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าจะไม่เพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการจนทำให้พื้นที่หนาแน่นเกินไป เพราะธุรกิจเลานจ์มีโจทย์ต่างจากธุรกิจค้าปลีกทั่วไป กล่าวคือ จำนวนลูกค้าที่มากขึ้นสร้างรายได้เพิ่มก็จริง แต่หากมากเกินความสามารถของพื้นที่ ก็อาจลดคุณค่าของบริการที่ลูกค้าจ่ายเงินเพื่อเข้ามาใช้

ในแง่ผลตอบแทน บริษัทตั้งเป้าคืนทุนเงินลงทุน 3.8 ล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลาสัมปทาน 6 ปี และหากเป็นไปได้ต้องการคืนทุนเร็วกว่านั้น

ไทยอาจไม่ได้จบแค่ธุรกิจ Lounge

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ การเข้ามาไทยของ PPG อาจไม่ได้หยุดอยู่เพียง Plaza Premium Lounge

บริษัทมองการเดินทางเป็น Whole Journey Experience หรือการสร้างบริการให้ครอบคลุมตลอดเส้นทางของผู้โดยสาร ตั้งแต่ก่อนเข้าสนามบิน ระหว่างอยู่ในสนามบิน ไปจนถึงบริการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง

ด้วย Portfolio ที่ปัจจุบันมีทั้งเลานจ์ โรงแรมในสนามบิน บริการ Meet & Greet และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม PPG ระบุว่ามองโอกาสขยายบริการเหล่านี้ในประเทศไทย รวมถึงการเชื่อมต่อกับบริการอย่าง Duty Free เพื่อให้สามารถขายบริการแก่ผู้โดยสารได้ตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ

จึงทำให้การเปิด Plaza Premium First และ Plaza Premium Lounge ครั้งนี้ อาจเป็นมากกว่าการเพิ่มเลานจ์อีก 2 แห่งในสุวรรณภูมิ แต่เป็นการเข้ามาทดลองตลาดของ PPG ในประเทศไทย ผ่านสนามบินที่มีผู้โดยสารเกือบ 63 ล้านคนต่อปี ก่อนต่อยอดไปสู่บริการด้านการเดินทางอื่นในอนาคต

สำหรับตลาด Airport Lounge เอง การเข้ามาของผู้เล่นอย่าง Plaza Premium ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจนี้ จากเดิมที่เลานจ์ มักถูกมองเป็นสิทธิพิเศษที่ผูกอยู่กับ Business Class, First Class หรือสถานะสมาชิกสายการบิน ไปสู่บริการที่ผู้โดยสารทั่วไปสามารถเลือกซื้อได้โดยตรงมากขึ้น

และนั่นทำให้การแข่งขันในตลาดนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่าสายการบินไหนมีเลานจ์บ้าง แต่กำลังขยับไปสู่ภาพที่ใหญ่ขึ้นว่า ใครสามารถทำให้ผู้โดยสารยอมจ่ายเพิ่ม เพื่อซื้อประสบการณ์ก่อนขึ้นเครื่องได้มากกว่ากัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...