โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อธิบดีกรมชลประทาน ติดตามสถานการณ์น้ำแม่กลอง กำชับ ดูแลใกล้ชิด

The Reporters

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันนี้ (1 ต.ค. 69) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำแม่กลอง ณ ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในเขตพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 13 จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 ตลอดจนนายอำเภอท่าม่วง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์น้ำ

สำหรับสถานการณ์น้ำในช่วงวันที่ 25–30 กันยายน 2569 มีฝนตกหนักสะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มวลน้ำจากแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ไหลเข้าเขื่อนแม่กลองเพิ่มสูงขึ้น

กรมชลประทานจึงได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ในเขตสำนักงานชลประทานที่ 13 โดยมี นายธนากร ตันติกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กลอง เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์น้ำและรับมือกับภาวะวิกฤตอุทกภัยในพื้นที่ พร้อมทั้งเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือและเครื่องสูบน้ำ เพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างทันท่วงที

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 มีมวลน้ำไหลเข้าเขื่อนแม่กลองสูงสุดประมาณ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 207 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำ โดยควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลองไม่เกิน 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน

ปัจจุบัน มวลน้ำจากแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่มีแนวโน้มลดลง โดยเขื่อนแม่กลองมีน้ำไหลเข้าประมาณ 2,052 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 178 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่มีการระบายน้ำท้ายเขื่อนประมาณ 2,158 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 186 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีแนวโน้มปรับลดการระบายน้ำลงตามสถานการณ์

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยนำข้อมูลคาดการณ์ฝนและแบบจำลองของกรมชลประทานมาใช้วางแผนล่วงหน้า พร้อมปรับระบบแจ้งเตือนให้ประชาชนสามารถรับรู้ระดับน้ำและพื้นที่เสี่ยงได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ให้บูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งพื้นที่เหนือเขื่อนและพื้นที่ท้ายเขื่อนให้ได้อย่างทันท่วงที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...