โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กะเพราแก้วจุรี

ไทยโพสต์

อัพเดต 23 ตุลาคม 2569 เวลา 3.00 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กินผัดกะเพรามาตั้งแต่เด็กจนป่านนี้ ผมไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมานั่งสนใจเรื่องสิทธิคุ้มครองพันธุ์กะเพรากับเขาด้วย

ที่ผ่านมาเวลากินผัดกะเพรา ก็สนใจอยู่ไม่กี่เรื่องครับ

ร้านนี้อร่อยไหม เผ็ดไปหรือเปล่า แล้วทำไมสั่งกะเพราหมูสับถึงได้ถั่วฝักยาวมาครึ่งจาน

บางร้านหนักกว่านั้นอีก ใส่ทั้งข้าวโพดอ่อน แครอต หอมหัวใหญ่ จนชักสงสัยว่าแม่ค้ากำลังทำผัดกะเพรา หรือกำลังระบายของในตู้เย็นกันแน่

แต่ก็เถอะครับ กินกันมาตั้งหลายสิบปี ไม่เคยมีปัญหาเรื่องกะเพราเป็นของใคร

กระทั่งไม่กี่วันที่ผ่านมา มีข่าวว่าบริษัทเอกชนจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราเข้าแล้ว

อ้าว! กะเพราก็จดทะเบียนกันด้วยหรือ

แล้วชาวบ้านที่ปลูกกะเพราอยู่หลังบ้านล่ะ จะเป็นอย่างไร คนที่ปลูกขายตามตลาดจะมีปัญหาอะไรตามมาหรือเปล่า

เรื่องของเรื่องคือ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ในเครือซีพี ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ ชื่อว่า “แก้วจุรี 01” ถึง “แก้วจุรี 04”

ชื่อแก้วจุรีนี่ก็ชวนให้สงสัยอยู่เหมือนกัน เพราะซีพีแรมมีผู้บริหารชื่อ “จามจุรี แก้วใสย” ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาพันธุ์กะเพราด้วย

เอา “แก้ว” จากนามสกุล มารวมกับ “จุรี” จากชื่อตัว ก็ได้ “แก้วจุรี” พอดี

บังเอิญหรือเปล่าไม่รู้ แต่ช่างเถอะครับ มาดูเรื่องกะเพรากันต่อดีกว่า

กะเพราที่คนไทยปลูกและกินกันอยู่ทั่วไป มีทั้งกะเพราแดง กะเพราขาว และกะเพราป่า ซึ่งมีลักษณะและกลิ่นแตกต่างกันไป

กะเพราแดงมักมีลำต้นออกสีม่วงแดง กลิ่นฉุนจัด กะเพราขาวมีลำต้นสีเขียว กลิ่นอ่อนกว่า ส่วนกะเพราป่ามักมีใบเล็ก กลิ่นหอมฉุนแรง นิยมนำมาประกอบอาหารที่ต้องการกลิ่นกะเพราเข้มข้น

กะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 พันธุ์ที่กำลังเป็นข่าว ไม่ใช่กะเพราที่มีชื่อนี้มาแต่โบราณ แต่เป็นพันธุ์ใหม่ที่ซีพีแรมระบุว่าได้จากการวิจัยปรับปรุงพันธุ์กะเพราป่า

การวิจัยพัฒนาพันธุ์กะเพราไม่ได้มีเฉพาะบริษัทเอกชนเท่านั้น หน่วยงานของรัฐก็ทำกันอยู่

อย่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มีการจดทะเบียนกะเพราพันธุ์ใหม่ชื่อ “เคยู034-ซี8-24” ส่วนสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ก็มีการพัฒนากะเพราพันธุ์ และยื่นขอรับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เช่นกัน

ผมเพิ่งรู้จากการตามข่าวนี้เองว่า กะเพราที่เราซื้อกันเป็นกำๆ มีคนทำวิจัยปรับปรุงพันธุ์กันจริงจังขนาดนี้

ซีพีแรมร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ทำวิจัยปรับปรุงพันธุ์กันมาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อให้ได้กะเพราที่มีคุณสมบัติเหมาะกับการนำไปใช้ผลิตอาหารจำนวนมาก

เพราะเวลาทำอาหารขายวันละมากๆ จะให้กะเพราแต่ละรอบมีกลิ่น มีคุณภาพ หรือให้ผลผลิตต่างกันไปเรื่อยๆ ก็คงไม่สะดวกนัก เขาจึงต้องหาทางพัฒนาวัตถุดิบให้เหมาะกับงานของเขา

กว่าจะได้พันธุ์ที่ต้องการก็ต้องผ่านการทดลองและปลูกทดสอบ ก่อนที่ซีพีแรมจะได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในปี 2567 มีอายุคุ้มครอง 12 ปี

พูดง่ายๆ ก็คือ ในช่วงที่ได้รับความคุ้มครอง ใครจะนำกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 พันธุ์ไปขยายพันธุ์เพื่อทำธุรกิจ ก็ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด

แต่สิทธินี้ไม่ได้อยู่ตลอดไปนะครับ เมื่อครบ 12 ปี ความคุ้มครองตามทะเบียนก็สิ้นสุดลง คนอื่นสามารถนำพันธุ์เหล่านี้ไปขยายพันธุ์เพื่อการค้าได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตภายใต้สิทธิที่หมดอายุแล้ว

เขาเรียกว่า “สิทธิคุ้มครองพันธุ์พืช” ไม่ใช่ลิขสิทธิ์อย่างที่เราอาจเรียกกันติดปาก

แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นข่าว ทั้งที่จดทะเบียนกันมาตั้งแต่ปี 2567

ก็เพราะมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย หยิบข้อมูลขึ้นมาเผยแพร่ พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสิทธิในพันธุ์พืชและผลกระทบต่อเกษตรกร

เพราะพันธุ์พืชใหม่จำนวนไม่น้อยก็พัฒนาต่อยอดมาจากพันธุ์พืชที่เกษตรกรปลูกและเก็บรักษากันมานาน จึงมีคำถามตามมาว่า เมื่อมีการนำพันธุ์พื้นเมืองไปพัฒนาจนได้รับสิทธิคุ้มครองแล้ว สิทธิของเกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับพันธุ์พืชเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร

ไบโอไทยยังตั้งข้อสงสัยเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ การนำพันธุ์พื้นเมืองมาใช้ในงานวิจัย ตลอดจนการตกลงเรื่องสิทธิและผลประโยชน์จากงานวิจัยที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยของรัฐ

พอเป็นเรื่องกะเพราที่คนไทยกินกันแทบทุกวัน ข่าวก็ได้รับความสนใจขึ้นมามาก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงออกมาชี้แจงว่า การจดทะเบียนครั้งนี้คุ้มครองเฉพาะกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 พันธุ์ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะเป็นเจ้าของกะเพราทั้งประเทศ

กะเพราแดง กะเพราขาว และกะเพราทั่วไปที่ชาวบ้านปลูกกันอยู่ ยังปลูกกินปลูกขายได้ตามปกติ

แม้แต่กะเพราแก้วจุรีที่ได้รับความคุ้มครอง หากนำไปปลูกไว้กินเองในครัวเรือนก็ทำได้ ส่วนการนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปผลิตหรือขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเป็นธุรกิจนั้น มีกฎหมายกำหนดเรื่องสิทธิของผู้จดทะเบียนไว้

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมกะเพราเพียง 4 พันธุ์ถึงกลายเป็นข่าวที่มีคนออกมาแสดงความเห็นกันหลายฝ่าย

ส่วนรายละเอียดทางกฎหมายที่ยังมีข้อสงสัยกันอยู่ ก็คงต้องฟังคำอธิบายจากผู้เกี่ยวข้องต่อไป

แต่ถ้าถามว่ากะเพราแก้วจุรีจะทำให้ผัดกะเพราอร่อยขึ้นไหม อันนี้ตอบไม่ได้ครับ เพราะยังไม่เคยลองชิมโดยรู้แน่ว่าเป็นพันธุ์นี้

เอาไว้มีโอกาสได้ลองเมื่อไร ค่อยว่ากันอีกที

วันนี้เปิดซองออนไลน์ขอคุยเรื่องกะเพรากันเท่านี้ก่อน

วันพรุ่งนี้ เรากลับมาเปิดซองจดหมายกันตามปกติ มีจดหมายจากคุณผู้อ่านเกี่ยวกับเรื่อง “อุเทนถวาย” ส่งเข้ามา อ่านแล้วผมต้องคิดอยู่หลายรอบว่าจะตอบอย่างไรดี

เรื่องนี้มีทั้งประวัติความเป็นมา ข้อกฎหมาย และความผูกพันของคนที่เคยเรียนอยู่ที่นั่น

ไว้คุยกันครับ

— เสมอต้น
23 ตุลาคม 2569

📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ samerton.thaipost@gmail.com หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...