โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

“นายกนครยะลา” พลิกเกมสู้ภัยน้ำท่วม ใช้ AI เตือนภัยล่วงหน้า 8 ชั่วโมง วางแผนรับมือทั้งลุ่มน้ำ

เดลินิวส์

อัพเดต 08 ต.ค. เวลา 16.16 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. เวลา 09.00 น. • เดลินิวส์
การบริหารจัดการน้ำในอนาคตควรเปลี่ยนจากระบบที่วางแผนจากส่วนกลางลงมายังพื้นที่ เป็นการเปิดให้ท้องถิ่นซึ่งอยู่ใกล้กับปัญหามากที่สุด มีส่วนกำหนดแผนและเสนอข้อมูลขึ้นไปสู่ระดับนโยบาย หรือแนวคิด Bottom-Up เพื่อให้การแก้ปัญหาสอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง ใช้ระบบ CCTV เฝ้าระวังลำน้ำสาขา

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่สำนักข่าวเดลินิวส์ แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. ดร.พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการเดลินิวส์ ทอล์ก เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การรับมือน้ำท่วมในพื้นที่ โดยนำบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ทำให้เห็นชัดเจนว่า การแก้ปัญหาไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงพื้นที่เทศบาลนครยะลา แต่ต้องมองทั้งระบบลุ่มน้ำแนวทางสำคัญคือการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเทศบาลนครยะลาได้ร่วมกับ อปท.จำนวน 16 แห่ง ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกัน ทั้งการประชุมประเมินสถานการณ์ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน รวมถึงการขุดลอกคลองและกำจัดวัชพืช เพื่อเปิดทางน้ำและลดการสะสมของน้ำในพื้นที่

ดร.พงษ์ศักดิ์ มองว่า การบริหารจัดการน้ำในอนาคตควรเปลี่ยนจากระบบที่วางแผนจากส่วนกลางลงมายังพื้นที่ เป็นการเปิดให้ท้องถิ่นซึ่งอยู่ใกล้กับปัญหามากที่สุด มีส่วนกำหนดแผนและเสนอข้อมูลขึ้นไปสู่ระดับนโยบาย หรือแนวคิด Bottom-Up เพื่อให้การแก้ปัญหาสอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง ใช้ระบบ CCTV เฝ้าระวังลำน้ำสาขา หวังเตือนภัยล่วงหน้า 8 ชั่วโมง อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของแผนรับมือน้ำท่วมยะลา คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเฝ้าระวัง โดยมีการติดตั้ง Sensors ในรัศมีประมาณ 50 กิโลเมตรรอบเมืองยะลา ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง อาทิ อ.บันนังสตา อ.กรงปินัง อ.ยะหา อ.รามัน ต.บุดี และ ต.สะเตงนอก จุดที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือลำคลองสายเล็กและลำน้ำสาขา ซึ่งในอดีตอาจไม่ได้รับความสนใจเท่ากับแม่น้ำสายหลัก แต่สามารถเป็นตัวบ่งชี้สถานการณ์น้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชนได้

ระบบเซ็นเซอร์จะเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้ง ปริมาณน้ำฝน อัตราการไหล ระดับน้ำเมื่อเทียบกับตลิ่ง รวมถึงข้อมูลสภาพอากาศ อุณหภูมิ และค่าฝุ่น PM2.5–PM10 ก่อนนำข้อมูลมาประมวลผลร่วมกับข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและข้อมูลภูมิประเทศ เพื่อจำลองสถานการณ์ด้วย AI เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาระบบแจ้งเตือนที่สามารถลงรายละเอียดได้ถึงระดับชุมชน และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาในการเคลื่อนย้ายคน สิ่งของ และทรัพย์สิน

ขณะเดียวกัน ยังมีการติดตั้งกล้อง CCTV ในจุดสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานการณ์ระดับน้ำได้ด้วยตัวเอง รวมถึงนำเทคโนโลยีเรดาร์เข้ามาช่วยวัดระดับน้ำ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ประมวลผล จาก “ประกาศเตือน” สู่ “เตือนถึงครัวเรือน” การเตือนภัยไม่ได้หยุดอยู่เพียงการประกาศผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของเทศบาล แต่มีการออกแบบระบบให้เข้าถึงประชาชนโดยตรง โดยพื้นที่เสี่ยงประมาณ 20,000 ครัวเรือน จะมีตัวแทนครัวเรือนเข้าระบบ LINE สำหรับรับการแจ้งเตือนและข้อมูลสถานการณ์ นอกจากนี้ ยังใช้หลายช่องทางประกอบกัน ทั้งไซเรน จอ LED ตามแยกสำคัญ เพจเทศบาลนครยะลา ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมาก รวมถึง LINE Official Account เพื่อให้การแจ้งเตือนเข้าถึงประชาชนในหลายรูปแบบ

ดร.พงษ์ศักดิ์ ระบุว่า ผลจากการเตรียมความพร้อมดังกล่าว แม้ในช่วงที่ผ่านมา ยะลาจะเผชิญฝนตกหนัก แต่ความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและมีเวลาขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงได้เร็วขึ้น อีกส่วนหนึ่งของแผนคือการจัดทำ GPS Mapping กลุ่มเปราะบาง โดยลงพิกัดผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และหญิงตั้งครรภ์เอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงและเคลื่อนย้ายได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ ขณะเดียวกัน มีการเตรียมอาสาสมัครขับเรือในชุมชน โดยสนับสนุนเรือเครื่องยนต์ เรือท้องแบน และเรือไฟเบอร์ พร้อมคัดเลือกอาสาสมัครที่มีความพร้อมในการออกช่วยเหลือประชาชน

ส่วนศูนย์พักพิงก็มีการวางระบบแยกประเภท ไม่ได้ใช้รูปแบบเดียวสำหรับทุกคน โดยมีทั้งศูนย์สำหรับผู้ป่วยติดเตียงที่มีทีมแพทย์ดูแล ศูนย์สำหรับครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยง และศูนย์พักพิงทั่วไป เพื่อให้การดูแลเหมาะสมกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม ด้านอาหาร มีการเตรียมทั้งครัวฮาลาลและครัวปกติ รวมถึงประสาน อปท.ใกล้เคียงที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมให้ช่วยจัดทำอาหารกล่อง โดยกำหนดจำนวนต่อผู้จัดทำไม่เกิน 150 กล่อง เพื่อควบคุมคุณภาพและการกระจายอาหาร นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดนำ โดรน เข้ามาช่วยลำเลียงสิ่งของในพื้นที่เข้าถึงยาก และติดตั้ง Solar Cell ในมัสยิดที่ใช้เป็นศูนย์พักพิง เพื่อเป็นพลังงานสำรองสำหรับระบบไฟฟ้า แสงสว่าง และการชาร์จโทรศัพท์มือถือ

สำหรับสถานการณ์ฝนตกหนักล่าสุด พื้นที่ยะลาเผชิญปริมาณฝนสูงถึงประมาณ 77.8 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าขีดความสามารถของระบบระบายน้ำปกติที่รองรับได้ราว 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้เกิดน้ำรอการระบายในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่ระดับน้ำจะทยอยลดลง สิ่งที่เทศบาลดำเนินการคือเตรียมเครื่องมือไว้ก่อนเกิดเหตุ ทั้งการขุดลอกและเปิดทางน้ำ การเตรียมเครื่องสูบน้ำ เรือ เต็นท์ เครื่องปั่นไฟ และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงในการขนย้ายสิ่งของ แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่การรอให้น้ำมาแล้วค่อยแก้ แต่เป็นการใช้ข้อมูลและการพยากรณ์เพื่อเตรียมทรัพยากรไว้ล่วงหน้า

เมื่อถามถึงภาพใหญ่ หากมีโอกาสกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศ ดร.พงษ์ศักดิ์ เสนอว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ทบทวนภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำทั้งหมด เพื่อให้แต่ละหน่วยงานมีบทบาทที่ชัดเจนและทำงานเชื่อมโยงกัน พร้อมเสนอแนวคิดการสร้างแก้มลิงระดับตำบล ควบคู่กับ ธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank) โดยมองว่ามนุษย์ไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ แต่ต้องออกแบบระบบเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติ หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือการจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่เพื่อทยอยจัดซื้อที่ดินในพื้นที่เหมาะสม ทำเป็นพื้นที่รับน้ำขนาดประมาณ 200–300 ไร่ต่อแห่ง เพื่อรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน และสามารถเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ ยังเสนอว่าการซื้อที่ดินบริเวณริมแม่น้ำเพื่อขยายพื้นที่รองรับน้ำ อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถดำเนินการได้ง่ายกว่าการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ เช่น ฟลัดเวย์หรือเขื่อนขนาดใหญ่

เสนอระบบเตือนภัย 2 ระดับ ให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพ “ไมโครวอร์นนิ่ง” ข้อเสนออีกด้านคือการแบ่งระบบเตือนภัยออกเป็น 2 ระดับ โดยให้กรมอุตุนิยมวิทยารับผิดชอบการพยากรณ์และแจ้งเตือนในระดับภาพรวม ขณะที่ อบจ.และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพระบบเตือนภัยระดับพื้นที่หรือ Micro Warning เพราะแต่ละพื้นที่มีลักษณะภูมิประเทศ ลำน้ำ ชุมชน และจุดเสี่ยงแตกต่างกัน การแจ้งเตือนจึงควรลงไปถึงระดับตำบล หมู่บ้าน หรือชุมชน ไม่ใช่เพียงการประกาศเตือนภัยในระดับจังหวัด พร้อมเสนอให้มีการปรับกฎระเบียบ เพื่อเปิดทางให้เทศบาลขนาดใหญ่สามารถสนับสนุนงบประมาณข้ามเขตไปยัง อปท.ขนาดเล็กที่อยู่ต้นน้ำได้ เพราะการลงทุนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ต้นน้ำอาจช่วยลดความเสียหายของพื้นที่ปลายน้ำได้ทั้งระบบ อีกประเด็นคือการปรับกลไกการจัดซื้อที่ดินของภาครัฐ โดยเปิดโอกาสให้สามารถซื้อที่ดินในราคาตลาดภายใต้กลไกตรวจสอบที่โปร่งใส เนื่องจากการใช้ราคาประเมินเพียงอย่างเดียวอาจทำให้รัฐไม่สามารถจัดซื้อที่ดินในพื้นที่ยุทธศาสตร์เพื่อบริหารจัดการน้ำได้

จากบทเรียนของยะลา จึงสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การรับมืออุทกภัยยุคใหม่อาจไม่ใช่เพียงการสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่อ “กันน้ำ” แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้รู้ว่าน้ำจะมาเมื่อใด น้ำจะไปทางไหน ใครคือคนที่ต้องช่วยก่อน และจะทำอย่างไรให้ทุกท้องถิ่นในลุ่มน้ำเดียวกันสามารถทำงานเป็นระบบเดียวกันได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...