โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจโรงแรมไทยปี 69 เปิดใหม่ลด แต่ปิดกิจการพุ่ง 42% ห้องพักล้นตลาดกว่านักท่องเที่ยว

SMART SME

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่า ธุรกิจโรงแรมไทยและที่พักมีมูลค่าตลาดราว 1.1 ล้านล้านบาทในปี 2569 เติบโต 2.6% และคิดเป็นราว 5.7% ของจีดีพี แต่ตัวเลขรวมที่ดูไม่แย่นี้ซ่อนความเปราะบาง ผู้ประกอบการมีราว 1.5 หมื่นราย กว่า 98% เป็นรายกลางและรายเล็ก จ้างงานราว 4.3 แสนคน เมื่อดูผลประกอบการ จำนวนห้องพัก และทิศทางปีหน้า จะเห็นว่า SME กลุ่มนี้กำลังเจอแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน

[สัญญาณเตือนจากตัวเลขจริง]

– ปิดกิจการเพิ่ม 9 เดือนแรกของปี 2569 มีโรงแรมและที่พักจดทะเบียนเลิกกิจการ 148 ราย เพิ่มขึ้น 42% จากปีก่อน ขณะที่จดทะเบียนตั้งใหม่ 779 ราย ลดลง 31.2% (เทียบกับปีก่อนที่เปิดใหม่เร่งตัวมาก แต่ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2567)

– ขาดทุนต่อเนื่อง ผู้ประกอบการกว่า 38% ขาดทุนสะสมติดต่อกัน 3 ปี (2566-2568) เฉพาะปี 2568 ราว 51% ขาดทุน โดยรายเล็กขาดทุนมากที่สุดราว 54% และกว่า 42% ของกลุ่มนี้ขาดทุนติดกัน 3 ปี

– เข้าพักแทบไม่โต อัตราการเข้าพัก 9 เดือนแรกโตเพียง 0.18% และมี 19 จังหวัดที่ติดลบ

– ราคาห้องพักเริ่มลด ราคาห้องพักเฉลี่ยทั่วประเทศปีนี้อาจลด 0.8% หลังโตเพียง 0.1% ในปี 2568

สัญญาณเตือนธุรกิจโรงแรมไทยที่เกิดขึ้นมาจากความกดดันหนัก 2 สาเหตุหลัก ดังต่อไปนี้

  • นักท่องเที่ยวยังไม่กลับมาเท่าเดิม และพฤติกรรมเปลี่ยน โดยปี 2569 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติราว 31.4 ล้านคน หดตัว 4% และเป็นเพียง 79% ของปี 2562 ตลาดสำคัญอย่างจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสแกนดิเนเวีย ยังต่ำกว่าปี 2562 ขณะที่ในระดับจังหวัด ปี 2568 มี 29 จังหวัดที่นักท่องเที่ยวพักค้างต่ำกว่าปี 2562 รวมกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดย 17 จังหวัดลดลงเกิน 10% นักท่องเที่ยวยุคนี้เลือกประสบการณ์ตามไลฟ์สไตล์ เดินทางคนเดียวและจัดทริปเองมากขึ้น และตัดสินใจตามกระแสโซเชียล

  • ห้องพักโตเร็วกว่าคนเข้าพัก โดยครึ่งแรกปี 2569 ไทยมี 8.76 แสนห้อง เพิ่ม 11.7% จากปี 2562 แต่จำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างเฉลี่ยต่อห้องลดจาก 249 คนในปี 2562 เหลือ 228 คนในปี 2569 ผลคือบางรายต้องตัดราคาแย่งลูกค้า มี 20 จังหวัด เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ สงขลา ระยอง ขอนแก่น ที่ห้องพักเพิ่มขึ้นแต่คนพักค้างยังไม่ฟื้น

อีกแรงกดดันมาจากที่พักทางเลือก ข้อมูล AirDNA เดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลักมีห้องให้เช่าในระบบราว 5 หมื่นห้อง หรือ 10% ของห้องโรงแรมที่จดทะเบียน และเข้าพักเฉลี่ย 60% ในรอบ 12 เดือน คู่แข่งไม่ใช่แค่โรงแรมราคาไม่เกิน 3,000 บาทต่อคืน แต่รวมรีสอร์ตระดับบนที่ต้องแข่งกับพูลวิลล่าด้วย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 ธุรกิจโรงแรมยังต้องจับตากับความเสี่ยงที่ถาโถมเข้ามาหลายเรื่องด้วยกัน ดังต่อไปนี้

ด้านภูมิรัฐศาสตร์: ความขัดแย้งตะวันออกกลางกระทบการเดินทาง ประเมินต่างชาติปี 2570 ที่ 31-33 ล้านคน (หดตัว 1% ถึงโต 5%) และอัตราเข้าพักทั้งประเทศ 69.58%-71.69%

ต้นทุน: ต้นทุนผันแปร (40-45% ของต้นทุนรวม) มีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งค่าไฟ ค่าขนส่งวัตถุดิบ และค่าธรรมเนียม OTAs

กฎหมาย: ร่าง พ.ร.บ. สถานที่พักแรม ขยายการกำกับถึงโฮมสเตย์ โฮสเทล และที่พักแบบแบ่งปัน ใช้ใบอนุญาตหลัก (Super License) อยู่ระหว่างตรวจพิจารณาของกฤษฎีกา

ESG: กฎ EU เรื่องการกล่าวอ้างด้านความยั่งยืน มีผลตั้งแต่ 27 กันยายน 2569 ผู้ไม่มีการรับรองอาจเสียโอกาส

ภูมิอากาศ: ค่าไฟ ค่าน้ำ เบี้ยประกันภัยพิบัติสูงขึ้น และคนจองห้องกระชั้นชิดเพื่อดูสภาพอากาศ

[SME ควรปรับตัวอย่างไร]

– กระจายตลาดและรายได้ ไม่พึ่งตลาดใดตลาดหนึ่ง เจาะนักท่องเที่ยวในประเทศ และเพิ่มรายได้จากพื้นที่ทำงานร่วม คาเฟ่ การจัดประชุม และแพ็กเกจพักระยะยาว

– เพิ่มมูลค่าแทนการลดราคา เน้นบริการเสริมและประสบการณ์ ซึ่งสอดรับกับนักท่องเที่ยวที่เลือกตามไลฟ์สไตล์

– คุมต้นทุนด้วยพลังงานและเทคโนโลยี ใช้พลังงานหมุนเวียน จัดซื้อวัตถุดิบท้องถิ่น และใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนและเข้าถึงตลาด

– เตรียมรับกฎใหม่และ ESG ศึกษาร่างกฎหมายและมาตรฐานความยั่งยืน เพราะอาจเพิ่มภาระระยะสั้น แต่ช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นในระยะยาว

– หากคิดจะลงทุนโรงแรมใหม่ ควรดูความหนาแน่นโรงแรมในทำเล ฐานลูกค้าที่ไม่พึ่งตลาดเดียว และนโยบายรัฐอย่าง Visitor Economy ที่ส่งเสริมกลุ่มประชุมสัมมนา (MICE) และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ปัญหาของธุรกิจโรงแรมไทยไม่ใช่แค่ลูกค้าน้อย แต่คือห้องเยอะเกินความต้องการ ต้นทุนสูงขึ้น และกติกาเปลี่ยน ผู้ที่ปรับตัวเร็ว กระจายรายได้ และไม่แข่งด้วยราคาเพียงอย่างเดียว จะมีโอกาสรอดมากกว่า

ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...