หมดยุค Tax Haven สรรพากรไล่เก็บภาษีทั่วโลก
หมดยุค Tax Haven สรรพากรทั่วโลกเข้าร่วมกติกาภาษีของ OECD เดินหน้าแลกเปลี่ยนข้อมูล บริษัทข้ามชาติต้องปันกำไรให้ประเทศที่มีฐานรายได้ กำหนดให้เสียภาษีขั้นต่ำ 15% เท่ากันทุกประเทศ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสทางภาษี เผย 3 หน่วยงานหลัก “คลัง-สรรพากร-BOI” เร่งหารือเตรียมพร้อมแนวทางรับผลกระทบ โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องยกเลิกภาษี BOI ที่ปัจจุบันใช้เป็นมาตรการเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ การหลบเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากการโอนย้ายกำไรของบริษัทไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ หรือ TAX Haven ซึ่งเป็นสวรรค์ของคนที่อยากหลบเลี่ยงภาษี ดังนั้น เพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในด้านการจัดเก็บภาษี องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Cooperation and Development : OECD) จึงได้สร้างกติกาภาษีใหม่ของโลกซึ่งมีประเทศสมาชิกกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม รวมถึงประเทศที่เป็น TAX Haven ด้วย เพื่อเป็นการสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า การลุกขึ้นมาจัดการกับกติกาภาษีโลกในครั้งนี้ครอบคลุมใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การจัดเก็บภาษีตามสัดส่วนการปันกำไรของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (Pillar 1) และการกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำ หรือ Global Minimum Tax (Pillar 2) ทั่วโลกแลกเปลี่ยนข้อมูล เพิ่มความโปร่งใสทางภาษี ลวรณกล่าวว่า ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการส่งเสริมความโปร่งใสทางภาษี ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างประเทศ ตั้งแต่ต้นปี 2560 ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของบทบาทประเทศไทยในเวทีโลกทางด้านภาษี โดยกรอบความร่วมมือนี้ มีชื่อว่า Global Forum on Transparency and Exchange of Informationfor Tax Purposes (Global Forum) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Cooperation and Development : OECD) ทั้งนี้ ภายใต้กรอบความร่วมมือ Global Forum กรมสรรพากรจะต้องยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศต่างๆ ได้รับข้อมูลจากสรรพากรต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถหาได้ในประเทศ และนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดเก็บภาษีภายในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษี ประเทศไทยได้เข้าร่วมความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล ชื่อว่า Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters (MAC) โดยเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงปารีส ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย ได้ลงนามในความตกลง MAC เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2563 และได้ยื่นสัตยาบันเพื่อให้ความตกลง MAC มีผลต่อประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 โดยปัจจุบันความตกลง MAC มีภาคีทั้งหมด 146 ประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถขยายเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีได้เป็นจำนวนมาก จากเดิมที่มีคู่สัญญาตามอนุสัญญาภาษีซ้อน จำนวน 61 เขตเศรษฐกิจ โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างประเทศมี 3 รูปแบบ ได้แก่
- การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบร้องขอ (Exchange of Information on Request : EOIR) เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเฉพาะรายผู้เสียภาษีทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล โดยเป็นการร้องขอข้อมูลจากหน่วยบริหารจัดเก็บภาษีระหว่างประเทศคู่สัญญา
- การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบไม่ได้ร้องขอ (Spontaneous Exchange of Information : SEOI) เป็นการจัดส่งข้อมูลให้ประเทศคู่สัญญาโดยไม่ต้องมีการร้องขอ เนื่องจากประเทศที่ส่งข้อมูลให้เล็งเห็นว่าข้อมูลจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดเก็บภาษีของประเทศคู่สัญญาที่จะได้รับข้อมูล
- การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติ (Automatic Exchange of Information : AEOI) เป็นการส่งชุดข้อมูลให้ประเทศคู่สัญญาเป็นประจำรายปีโดยไม่ต้องมีการร้องขอ โดยชุดข้อมูลที่จะมีการจัดส่งระหว่างกันจะต้องดำเนินการผ่านความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าร่วมในความตกลงที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติสำหรับ 3 ชุดข้อมูล ดังนี้ - การแลกเปลี่ยนรายงานข้อมูลรายประเทศ (Country-by-Country Report : CbCR) ของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (Multinational Enterprise : MNE) ตามมาตรฐาน OECD กับประเทศคู่สัญญาตามความตกลงระหว่างประเทศ ปัจจุบัน มีจำนวน 96 ประเทศ โดยประเทศไทยได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีในความตกลงระหว่างประเทศแบบพหุภาคีเพื่อแลกเปลี่ยนรายงานข้อมูลรายประเทศ (CbCR) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2565 และประเทศไทยจะเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูล CbCR ภายในเดือนมิถุนายน 2566 ทั้งนี้ การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนรายงานข้อมูล CbCR ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมาก คือ กลุ่มบริษัทข้ามชาติ (MNE) ที่มีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลลำดับสูงสุดอยู่ในประเทศไทยจะสามารถยื่นรายงานข้อมูล CbCR ผ่านประเทศไทยได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยจะได้รับรายงานข้อมูล CbCR จากประเทศภาคีที่เป็นที่ตั้งของ MNE Group และมีกิจการที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมความโปร่งใส สร้างความเป็นธรรม และต่อต้านการหลีกเลี่ยงภาษีข้ามชาติ รวมถึงส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการลงทุนระหว่างประเทศต่อไป “ไทยจะเริ่มแลกเปลี่ยนรายงานข้อมูล CbCR ในเดือนมิถุนายน 2566 นี้ ข้อมูลชุดนี้มีประเทศภาคีที่จะแลกเปลี่ยน 96 ประเทศ ซึ่งข้อมูลชุดนี้จะทำให้สรรพากรได้รู้ข้อมูลของบริษัทในเครือทั้งหมด โดยในส่วนของประเทศไทยมีบริษัทที่ต้องรายงานข้อมูลให้กรมสรรพากรเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเประมาณ 200 ราย ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายรองรับเรียบร้อยแล้ว” - การแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินกับประเทศสหรัฐอเมริกา (Foreign Account Tax Compliance Act : FATCA) เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินแบบทวิภาคี ระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยภายหลังจากที่กฎหมายลำดับรองที่กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลตาม FATCA มีผลใช้บังคับ กรมสรรพากรจะลงนามในข้อตกลงกับสรรพากรสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินของผู้มีสัญชาติอเมริกันและผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทย ในด้านการเตรียมความพร้อมให้กับผู้มีหน้าที่รายงาน กรมสรรพากรได้มีการซักซ้อมการส่งข้อมูลผ่านระบบของสรรพากรสหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่อง และผู้มีหน้าที่รายงานได้ลงทะเบียนกับสรรพากรสหรัฐอเมริกาไว้เรียบร้อยแล้วมีจำนวนประมาณ 5,000 ราย - การแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินตามมาตรฐาน OECD ที่เรียกว่า Common Reporting Standard (CRS) กับประเทศคู่สัญญาตามความตกลงระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีจำนวน 119 ประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลชุดนี้ เป็นข้อมูลบัญชีทางการเงินของผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทย
โดยสถาบันการเงินต่างๆ เช่น ธนาคาร ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทประกันชีวิต จะเป็นผู้มีหน้าที่รายงานบัญชีทางการเงินของลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขต้องส่งข้อมูล โดยส่งมายังกรมสรรพากร เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศภายในเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานในการเพิ่มความโปร่งใสทางภาษีเช่นเดียวกัน “สถาบันการเงินจะต้องรายงานข้อมูลลูกค้าที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทยให้กับกรมสรรพากรเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับประเทศภาคี ได้ออกวิธีการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าให้กับสถาบันการเงินแล้วโดยเป็นการพิจารณาจากข้อมูล เช่น ที่อยู่อาศัย เบอร์โทรศัพท์ คำสั่งการโอนเงิน และ คำสั่งมอบอำนาจ” ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวจะทำผ่านความตกลงระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีในความตกลงระหว่างประเทศแบบพหุภาคีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงิน เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 โดยประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่เป็นภาคีแล้ว ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอกฎหมายต่อรัฐสภาเพื่อรองรับการดำเนินการตามความตกลงดังกล่าว โดยเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว ประเทศไทยจะสามารถแจ้งให้ความตกลงนี้มีผลในทางปฏิบัติกับประเทศไทยได้ “การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าว กรมสรรพากรต้องพัฒนาระบบหลังบ้านในด้านการรับข้อมูลจากสถาบันการเงิน นอกจากนี้ ยังจะได้ลงนามความตกลงร่วมกับ OECD เพื่อใช้ระบบในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียภาษีที่ OECD จึงกังวลเกี่ยวกับการรักษาความลับ ดังนั้น ก่อนจะแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ระบบการรักษาความลับจะต้องผ่านการประเมินของ OECD ก่อนซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรของไทยผ่านการประเมินแล้ว” ลวรณยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมให้กับผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูล โดยกรมสรรพากรได้มีการหารือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มร่างกฎหมายและได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการรายงานข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือการรายงานข้อมูลบัญชีทางการเงินตามมาตรฐาน CRS ของประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติและสร้างความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน “การที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีในความตกลงนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่สำคัญในการยกระดับความโปร่งใสและความเป็นธรรมทางด้านการบริหารจัดเก็บภาษีของประเทศไทย ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีโดยการโยกย้ายเงินหรือสินทรัพย์ทางการเงินไปเก็บไว้ที่ต่างประเทศ ซึ่งประเทศต่างๆ ที่ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลชุดนี้แล้ว พบผลในเชิงบวกเป็นอย่างมาก สามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น และส่งเสริมให้ผู้เสียภาษีแสดงรายการสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีอยู่ในต่างประเทศด้วยความสมัครใจ” ลวรณกล่าวต่อว่า หากไทยไม่เข้าร่วมกติกาการแลกเปลี่ยนข้อมูลอาจทำให้ถูกกดดันจากประเทศทั่วโลกได้ ได้ เช่น การแซงก์ชั่นเรื่องการค้าขาย เพราะทั่วโลกได้เข้าร่วมกติกาแล้ว ซึ่งการเข้าร่วมกติกาเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลประเทศสมาชิกต้องออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อทำตามกติกาที่ OECD ตั้งไว้ สำหรับประเทศไทยอยู่ระหว่างการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยกรมสรรพากรกำลังเร่งผลักดันให้ออกกฎหมายเพื่อให้เริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ “กรมสรรพากรคาดว่าไทยจะเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ในปี 2566 นี้ โดยหากกฎหมายออกก็ใช้ได้ทันทีเพราะทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่ถ้ากฎหมายออกไม่ทันก็จะมีผลเสียกับไทย เพราะเราจะไม่ได้ข้อมูลที่จะแลกเปลี่ยน ขณะที่ประเทศอื่นอาจจะมีความสงสัยว่าเรามีการปิดบังข้อมูล จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาข้อมูลของผู้เสียภาษีจะเป็นความลับ แต่ตอนนี้จะไม่เป็นความลับระหว่างหน่วยงานด้านภาษีด้วยกันแล้ว ซึ่งกติกานี้จะทำให้โลกนี้สะอาด น่าอยู่ โปร่งใส และมีความเป็นธรรม” ปฏิรูปภาษีระดับสากล ออกเกณฑ์ปันกำไร-กำหนดภาษีขั้นต่ำ ลวรณกล่าวว่า การเข้าร่วมกติกาภาษีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกรมสรรพากรทั่วโลกจะทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งสอดรับกับแนวคิดของ OECD ที่มองว่าโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนไปทำให้ไม่สามารถจัดเก็บภาษีธุรกิจบางอย่างได้ เช่น ธุรกิจดิจิทัล ที่ปัจจุบันมีการทำธุรกิจแบบไม่ต้องมีสถานประกอบการในประเทศต่างๆ ดังนั้น OECD จึงต้องออกเกณฑ์เพื่อจัดเก็บภาษีธุรกิจกลุ่มนี้ OECD ได้เสนอการปฏิรูปภาษีในระดับสากล ประกอบไปด้วย 2 หลักการ ได้แก่ Pillar 1 การจัดเก็บภาษีตามสัดส่วนการปันกำไรของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่มีรายได้รวมทั่วโลกตั้งแต่ 20,000 ล้านยูโร (720,000 ล้านบาท) ขึ้นไป มายังประเทศที่ผู้ใช้งานอยู่หรือประเทศที่เป็นฐานรายได้ โดยการแบ่งสัดส่วนการจัดเก็บภาษี (Allocating Taxing Right) ไปยังประเทศผู้ใช้งาน 25% สำหรับบริษัทข้ามชาติที่มีอัตรากำไร (Profit Margin) มากกว่า 10% ของรายได้ โดย OECD จะเปิดให้ประเทศต่างๆ ลงนามในความตกลงแบบพหุภาคีในช่วงกลางปี 2566 โดยให้ความตกลงมีผลในปี 2567 และให้เริ่มเก็บภาษีในปี 2568 “Pillar 1 กำหนดให้บริษัทที่มีรายได้มากกว่า 20,000 ล้านยูโร จะต้องปันส่วนกำไรไปให้ประเทศที่เป็นฐานรายได้ด้วย เช่น เมื่อบริษัทมีกำไรให้นำกำไรส่วนที่มากกว่า 10% แบ่งมา 25% เพื่อปันส่วนกระจายออกไปให้แต่ละประเทศที่บริษัทนั้นมีฐานรายได้อยู่ โดยในส่วนนี้กรมสรรพากรต้องออกกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติเพื่อให้จัดเก็บภาษีได้ รวมถึงลงนามในความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่ออกมารองรับการดำเนินมาตรการ Pillar 1 เพื่อรับส่วนแบ่งด้วย” Pillar 2 การกำหนดให้ธุรกิจมีการเสียภาษีขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ที่อัตรา 15% คือ หากมีการเสียภาษีในประเทศที่มีบริษัทในเครือไปทำธุรกิจในอัตราต่ำกว่าอัตราภาษีขั้นต่ำ 15% ประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่สามารถเก็บภาษีได้เพิ่มเติมจากส่วนต่างระหว่างอัตราที่เสียและอัตราภาษีขั้นต่ำได้ โดยขอบเขตการจัดเก็บภาษีจะพิจารณากลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้รวมตั้งแต่ 750 ล้านยูโร (หรือประมาณ 28,000 ล้านบาท) ขึ้นไป โดย OECD อยู่ระหว่างการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดเก็บภาษีที่ทุกประเทศต้องดำเนินการตาม ซึ่งOECD คาดการณ์ว่า Pillar 2 จะมีผลบังคับใช้ในปี 2566 และเริ่มจัดเก็บภาษีในปี 2567 ทั้งนี้ แต่ละประเทศสามารถนำ Pillar 2 มาปฏิบัติได้โดยการแก้ไขกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งบางประเทศที่คาดว่าจะให้ Pillar 2 มีผลบังคับใช้ในปี 2566 และจัดเก็บภาษีในปี 2567 เช่น ประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่บางประเทศคาดว่าจะให้ Pillar 2 มีผลบังคับใช้ในปี 2567 และจัดเก็บภาษีในปี 2568 เนื่องจากภาคเอกชนต้องการระยะเวลาในการปรับตัว รวมทั้งความซับซ้อนของ Pillar 2 เช่น ประเทศสหราชอาณาจักร ประเทศมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะนำ Pillar 2 มาบังคับใช้ในปี 2567 “Pillar 1 และ Pillar 2 ออกแบบมาได้ดีมากในด้านความเป็นธรรมและโปร่งใสทางภาษี ซึ่งในฝั่งของ Pillar 1 หากประเทศไทยไม่มีการออกกฎหมาย ไม่เตรียมความพร้อมก็จะเสียภาษีตรงนี้ไป ไม่ได้ส่วนแบ่งของรายได้ ขณะที่ Pillar 2 หากไม่มีกฎหมายรองรับก็จะเก็บภาษีไม่ได้ประเทศที่มีกฎหมายก็จะเอารายได้ตรงนี้ไปก่อน ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ OECD สนใจเนื่องจากมีการส่งเสริมการลงทุนเยอะและมาตรการนี้จะมากระทบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม” 3 หน่วยงาน คลัง-สรรพากร-BOI เตรียมพร้อมแนวทางรับผลกระทบ ลวรณกล่าวว่า กรมสรรพากรมีการติดตามและเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วม Pillar 1 และ Pillar 2 อย่างใกล้ชิด และยังได้มีการจัดตั้งคณะทำงานภายในกรมสรรพากรเพื่อศึกษาข้อเสนอ Pillar 1 และ Pillar 2ประกอบไปด้วย หน่วยงานด้านนโยบายภาษี หน่วยงานภาษีระหว่างประเทศ หน่วยงานด้านกฎหมาย หน่วยงานด้านการกำกับดูแลผู้เสียภาษีขนาดใหญ่ หน่วยงานด้านการสำรวจและติดตามธุรกิจนอกระบบ และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วม Pillar 1 และ Pillar 2 อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เช่น การกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่มีการลงทุนในต่างประเทศและเสียภาษีในอัตราต่ำกว่าอัตราภาษีขั้นต่ำ 15% ซึ่งทำให้ประเทศไทยหรือประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่สามารถเก็บภาษีได้เพิ่มเติมจากส่วนต่างระหว่างอัตราที่เสียและอัตราภาษีขั้นต่ำ ขณะที่ประเทศไทยอาจใช้ภาษีเป็นนโยบายการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้แล้ว ดังนั้น จำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายในการส่งเสริมการลงทุนโดยพิจารณาปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนของบริษัทข้ามชาติให้มาลงทุนในประเทศไทย เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน ค่าจ้างแรงงาน ตลาดปัจจัยการผลิตที่สำคัญโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น “มาตรการนี้ส่งผลกระทบกับไทยแน่นอนเพราะเราใช้มาตรการภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน เราไม่ค่อยแลกกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำ ไฟ หรือภาษีที่ดิน แต่ต่อไปการส่งเสริมการลงทุนจะต้องเปลี่ยนไปทั้งโลก ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตัว ซึ่งคลัง BOI และหน่วยงานจัดเก็บภาษีต้องมาพิจารณาว่ายังเหลือมาตรการอะไรบ้างที่จะดึงดูดการลงทุนได้โดยที่ไม่ผิดกติกา” ทั้งนี้ เพื่อความรอบคอบในการดำเนินการ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาผลกระทบในเรื่องดังกล่าว โดยประกอบไปด้วยหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น โดยกรมสรรพากรได้หาแนวทางในการช่วยลดผลกระทบให้กับผู้ประกอบการหลังจากเข้าร่วมมาตรการ โดยกรมสรรพากรจะดำเนินการพัฒนาระบบการบริหารจัดเก็บภาษีสำหรับ Pillar 1 และ Pillar 2 ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียภาษีได้ทราบเพื่อเป็นการลดภาระของผู้เสียภาษีในการปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว ลวรณกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการนำข้อเสนอดังกล่าวมาปฏิบัติหรือบังคับใช้ในอนาคต คาดว่า จะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อประเทศไทย เนื่องจากจะเป็นการช่วยรักษาฐานภาษีในประเทศ สร้างความเป็นธรรมในการเสียภาษี ป้องกันไม่ให้ผู้เสียภาษีมีการโอนกำไรไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ และปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของประเทศไทยได้ถูกต้องมากขึ้น ลดการหลีกเลี่ยงภาษีได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเป็นธรรม รวมทั้งประเทศไทยจะสามารถจัดเก็บภาษีจากบริษัทข้ามชาติในยุคดิจิทัลได้เพิ่มขึ้น แม้ไม่ได้มาประกอบกิจการในประเทศไทยแต่มีเงินได้จากการขายสินค้าและให้บริการแก่ลูกค้าในประเทศไทย “การจัดเก็บภาษีตาม Pillar 1 และ Pillar 2 นี้ เป็นกรอบสากลที่ดีเพราะทั้งโลกจะจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรมมากขึ้น ต่อจากนี้การอยู่ในระบบภาษีจะไม่น่ากลัว แต่การอยู่นอกระบบภาษีจะมีต้นทุนที่สูงมาก หมดยุค Tax Haven อีกต่อไป ต้องยอมรับว่าวิธีการนี้สะเทือนโลก แต่ถ้าเราเป็นคนดี เสียภาษีถูกต้อง ก็ต้องยินดีกับการจัดเก็บภาษีแบบนี้”
ครม.ผ่านร่างกฎกระทรวงการคลัง 2 ฉบับ กำหนดเกณฑ์แลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีไทย-สหรัฐฯ
เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2566 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ … (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติการปฏิบัติการ ตามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อความร่วมมือในการปรับปรุงการปฏิบัติตามการภาษีอากรระหว่างประเทศ พ.ศ.2560 รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่รายงานและเจ้าหน้าที่มีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตามความตกลงในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษี โดยสืบเนื่องจากปี 2559 ไทยได้ลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อความร่วมมือในการปรับปรุงการปฏิบัติตามการภาษีอากรระหว่างประเทศและการดำเนินการตาม FATCA (Foreign Account Tax Compliance Act) ซึ่ง FATCA เป็นกฎหมายของสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีที่ทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ ประเทศไทยจึงได้ออกพระราชบัญญัติการปฏิบัติการตามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อความร่วมมือในการปรับปรุงการปฏิบัติตามการภาษีอากรระหว่างประเทศ พ.ศ.2560 เพื่อเป็นกฎหมายรองรับพันธกรณีตามความตกลงและดำเนินการตาม FATCA โดยกำหนดให้มีหลักเกณฑ์ในการรวบรวมและนำส่งข้อมูลให้แก่เจ้าหน้าที่ ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงยกร่างกฎกระทรวง 2 ฉบับขึ้น ออกตามความพระราชบัญญัติ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ฉบับแรก ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้มีหน้าที่รายงานรวบรวมและนำส่งข้อมูลที่ต้องรายงานให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้มีหน้าที่รายงานในการรวบรวมข้อมูลและนำส่งข้อมูลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจ รวมทั้งหน้าที่ในการจัดเก็บรักษาข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ ดังนี้ 1.กำหนดหน้าที่ของผู้มีหน้าที่รายงาน โดยรวบรวมข้อมูลที่ต้องรายงาน ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ อาทิ ข้อมูลบัญชี ทางการเงิน ข้อมูลทางภาษี เช่น ชื่อ ที่อยู่ และ U.S. Tin (หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบุคคลสหรัฐฯ) เลขบัญชี หรือเลขที่ระบุตัวตนของสถาบันการเงินไทยที่ต้องรายงาน เป็นต้น 2.ผู้มีหน้าที่รายงาน ต้องนำส่งข้อมูลภายในเดือนมิถุนายนของปีถัดไป นับแต่วันสุดท้ายของปีปฏิทินของการได้มาซึ่งข้อมูลที่ต้องรายงาน 3.การส่งข้อมูลจะถือว่าสมบูรณ์ เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของไทยได้อนุมัติและนำส่งข้อมูลผ่านระบบ IDES (International Data Exchange Service) 4.ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดเก็บรักษาข้อมูลและเอกสารหลักฐานของลูกค้าเป็นเวลาอย่างน้อย 6 ปี นับแต่ปีที่ได้รับข้อมูล ฉบับที่สอง คือ ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำหรับการขอหนังสือรับรองสถานะว่าเป็นหรือไม่เป็นผู้มีหน้าที่รายงาน พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และการพิจารณา การยื่นขอหนังสือรับรองสถานะของการเป็นผู้มีหน้าที่รายงาน กรอบระยะเวลาในการยื่นคำขอ และขั้นตอนการพิจารณารับรองสถานะของผู้มีหน้าที่รายงาน ดังนี้ 1.ผู้มีสิทธิยื่นคำขอ ต้องเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตาม พ.ร.บ.การปฏิบัติการตามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาฯ พ.ศ.2560 ได้แก่ (1) สถาบันการเงิน (2) บริษัทหลักทรัพย์ (3) บริษัทประกันชีวิต (4) บริษัทประกันวินาศภัย (5) ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(6) ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาตามกฎหมายว่าด้วยการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา (7) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต(8) บุคคลที่ประกอบธุรกิจรับฝากหลักทรัพย์รับฝากเงินหรือดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุน 2.ยื่นคำขอหนังสือรับรองสถานะและเอกสารประกอบตามที่กำหนด ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร 3.กำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อพิจารณาหนังสือรับรองสถานะ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้ง มีอำนาจหน้าที่ คือ (1)พิจารณาคำขอให้ออกหนังสือรับรองสถานะ (2)ให้ความเห็นและคำแนะนาแก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ติดตามอ่านคอลัมน์ Cover Story : หมดยุค Tax Haven สรรพากรไล่เก็บภาษีทั่วโลก ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ฉบับที่ 490 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/