โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หมดยุค Tax Haven สรรพากรไล่เก็บภาษีทั่วโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ก.พ. 2566 เวลา 11.27 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2566 เวลา 04.00 น.

หมดยุค Tax Haven สรรพากรทั่วโลกเข้าร่วมกติกาภาษีของ OECD เดินหน้าแลกเปลี่ยนข้อมูล บริษัทข้ามชาติต้องปันกำไรให้ประเทศที่มีฐานรายได้ กำหนดให้เสียภาษีขั้นต่ำ 15% เท่ากันทุกประเทศ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสทางภาษี เผย 3 หน่วยงานหลัก “คลัง-สรรพากร-BOI” เร่งหารือเตรียมพร้อมแนวทางรับผลกระทบ โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องยกเลิกภาษี BOI ที่ปัจจุบันใช้เป็นมาตรการเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ การหลบเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากการโอนย้ายกำไรของบริษัทไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ หรือ TAX Haven ซึ่งเป็นสวรรค์ของคนที่อยากหลบเลี่ยงภาษี ดังนั้น เพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในด้านการจัดเก็บภาษี องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Cooperation and Development : OECD) จึงได้สร้างกติกาภาษีใหม่ของโลกซึ่งมีประเทศสมาชิกกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม รวมถึงประเทศที่เป็น TAX Haven ด้วย เพื่อเป็นการสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า การลุกขึ้นมาจัดการกับกติกาภาษีโลกในครั้งนี้ครอบคลุมใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การจัดเก็บภาษีตามสัดส่วนการปันกำไรของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (Pillar 1) และการกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำ หรือ Global Minimum Tax (Pillar 2) ทั่วโลกแลกเปลี่ยนข้อมูล เพิ่มความโปร่งใสทางภาษี ลวรณกล่าวว่า ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการส่งเสริมความโปร่งใสทางภาษี ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างประเทศ ตั้งแต่ต้นปี 2560 ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของบทบาทประเทศไทยในเวทีโลกทางด้านภาษี โดยกรอบความร่วมมือนี้ มีชื่อว่า Global Forum on Transparency and Exchange of Informationfor Tax Purposes (Global Forum) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Cooperation and Development : OECD) ทั้งนี้ ภายใต้กรอบความร่วมมือ Global Forum กรมสรรพากรจะต้องยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศต่างๆ ได้รับข้อมูลจากสรรพากรต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถหาได้ในประเทศ และนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดเก็บภาษีภายในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษี ประเทศไทยได้เข้าร่วมความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล ชื่อว่า Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters (MAC) โดยเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงปารีส ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย ได้ลงนามในความตกลง MAC เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2563 และได้ยื่นสัตยาบันเพื่อให้ความตกลง MAC มีผลต่อประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 โดยปัจจุบันความตกลง MAC มีภาคีทั้งหมด 146 ประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถขยายเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีได้เป็นจำนวนมาก จากเดิมที่มีคู่สัญญาตามอนุสัญญาภาษีซ้อน จำนวน 61 เขตเศรษฐกิจ โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างประเทศมี 3 รูปแบบ ได้แก่

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบร้องขอ (Exchange of Information on Request : EOIR) เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเฉพาะรายผู้เสียภาษีทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล โดยเป็นการร้องขอข้อมูลจากหน่วยบริหารจัดเก็บภาษีระหว่างประเทศคู่สัญญา
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบไม่ได้ร้องขอ (Spontaneous Exchange of Information : SEOI) เป็นการจัดส่งข้อมูลให้ประเทศคู่สัญญาโดยไม่ต้องมีการร้องขอ เนื่องจากประเทศที่ส่งข้อมูลให้เล็งเห็นว่าข้อมูลจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดเก็บภาษีของประเทศคู่สัญญาที่จะได้รับข้อมูล
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติ (Automatic Exchange of Information : AEOI) เป็นการส่งชุดข้อมูลให้ประเทศคู่สัญญาเป็นประจำรายปีโดยไม่ต้องมีการร้องขอ โดยชุดข้อมูลที่จะมีการจัดส่งระหว่างกันจะต้องดำเนินการผ่านความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าร่วมในความตกลงที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติสำหรับ 3 ชุดข้อมูล ดังนี้ - การแลกเปลี่ยนรายงานข้อมูลรายประเทศ (Country-by-Country Report : CbCR) ของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (Multinational Enterprise : MNE) ตามมาตรฐาน OECD กับประเทศคู่สัญญาตามความตกลงระหว่างประเทศ ปัจจุบัน มีจำนวน 96 ประเทศ โดยประเทศไทยได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีในความตกลงระหว่างประเทศแบบพหุภาคีเพื่อแลกเปลี่ยนรายงานข้อมูลรายประเทศ (CbCR) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2565 และประเทศไทยจะเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูล CbCR ภายในเดือนมิถุนายน 2566 ทั้งนี้ การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนรายงานข้อมูล CbCR ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมาก คือ กลุ่มบริษัทข้ามชาติ (MNE) ที่มีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลลำดับสูงสุดอยู่ในประเทศไทยจะสามารถยื่นรายงานข้อมูล CbCR ผ่านประเทศไทยได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยจะได้รับรายงานข้อมูล CbCR จากประเทศภาคีที่เป็นที่ตั้งของ MNE Group และมีกิจการที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมความโปร่งใส สร้างความเป็นธรรม และต่อต้านการหลีกเลี่ยงภาษีข้ามชาติ รวมถึงส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการลงทุนระหว่างประเทศต่อไป “ไทยจะเริ่มแลกเปลี่ยนรายงานข้อมูล CbCR ในเดือนมิถุนายน 2566 นี้ ข้อมูลชุดนี้มีประเทศภาคีที่จะแลกเปลี่ยน 96 ประเทศ ซึ่งข้อมูลชุดนี้จะทำให้สรรพากรได้รู้ข้อมูลของบริษัทในเครือทั้งหมด โดยในส่วนของประเทศไทยมีบริษัทที่ต้องรายงานข้อมูลให้กรมสรรพากรเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเประมาณ 200 ราย ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายรองรับเรียบร้อยแล้ว” - การแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินกับประเทศสหรัฐอเมริกา (Foreign Account Tax Compliance Act : FATCA) เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินแบบทวิภาคี ระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยภายหลังจากที่กฎหมายลำดับรองที่กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลตาม FATCA มีผลใช้บังคับ กรมสรรพากรจะลงนามในข้อตกลงกับสรรพากรสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินของผู้มีสัญชาติอเมริกันและผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทย ในด้านการเตรียมความพร้อมให้กับผู้มีหน้าที่รายงาน กรมสรรพากรได้มีการซักซ้อมการส่งข้อมูลผ่านระบบของสรรพากรสหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่อง และผู้มีหน้าที่รายงานได้ลงทะเบียนกับสรรพากรสหรัฐอเมริกาไว้เรียบร้อยแล้วมีจำนวนประมาณ 5,000 ราย - การแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินตามมาตรฐาน OECD ที่เรียกว่า Common Reporting Standard (CRS) กับประเทศคู่สัญญาตามความตกลงระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีจำนวน 119 ประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลชุดนี้ เป็นข้อมูลบัญชีทางการเงินของผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทย

โดยสถาบันการเงินต่างๆ เช่น ธนาคาร ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทประกันชีวิต จะเป็นผู้มีหน้าที่รายงานบัญชีทางการเงินของลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขต้องส่งข้อมูล โดยส่งมายังกรมสรรพากร เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศภายในเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานในการเพิ่มความโปร่งใสทางภาษีเช่นเดียวกัน “สถาบันการเงินจะต้องรายงานข้อมูลลูกค้าที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทยให้กับกรมสรรพากรเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับประเทศภาคี ได้ออกวิธีการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าให้กับสถาบันการเงินแล้วโดยเป็นการพิจารณาจากข้อมูล เช่น ที่อยู่อาศัย เบอร์โทรศัพท์ คำสั่งการโอนเงิน และ คำสั่งมอบอำนาจ” ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวจะทำผ่านความตกลงระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีในความตกลงระหว่างประเทศแบบพหุภาคีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงิน เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 โดยประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่เป็นภาคีแล้ว ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอกฎหมายต่อรัฐสภาเพื่อรองรับการดำเนินการตามความตกลงดังกล่าว โดยเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว ประเทศไทยจะสามารถแจ้งให้ความตกลงนี้มีผลในทางปฏิบัติกับประเทศไทยได้ “การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าว กรมสรรพากรต้องพัฒนาระบบหลังบ้านในด้านการรับข้อมูลจากสถาบันการเงิน นอกจากนี้ ยังจะได้ลงนามความตกลงร่วมกับ OECD เพื่อใช้ระบบในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียภาษีที่ OECD จึงกังวลเกี่ยวกับการรักษาความลับ ดังนั้น ก่อนจะแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ระบบการรักษาความลับจะต้องผ่านการประเมินของ OECD ก่อนซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรของไทยผ่านการประเมินแล้ว” ลวรณยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมให้กับผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูล โดยกรมสรรพากรได้มีการหารือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มร่างกฎหมายและได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการรายงานข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือการรายงานข้อมูลบัญชีทางการเงินตามมาตรฐาน CRS ของประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติและสร้างความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน “การที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีในความตกลงนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่สำคัญในการยกระดับความโปร่งใสและความเป็นธรรมทางด้านการบริหารจัดเก็บภาษีของประเทศไทย ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีโดยการโยกย้ายเงินหรือสินทรัพย์ทางการเงินไปเก็บไว้ที่ต่างประเทศ ซึ่งประเทศต่างๆ ที่ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลชุดนี้แล้ว พบผลในเชิงบวกเป็นอย่างมาก สามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น และส่งเสริมให้ผู้เสียภาษีแสดงรายการสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีอยู่ในต่างประเทศด้วยความสมัครใจ” ลวรณกล่าวต่อว่า หากไทยไม่เข้าร่วมกติกาการแลกเปลี่ยนข้อมูลอาจทำให้ถูกกดดันจากประเทศทั่วโลกได้ ได้ เช่น การแซงก์ชั่นเรื่องการค้าขาย เพราะทั่วโลกได้เข้าร่วมกติกาแล้ว ซึ่งการเข้าร่วมกติกาเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลประเทศสมาชิกต้องออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อทำตามกติกาที่ OECD ตั้งไว้ สำหรับประเทศไทยอยู่ระหว่างการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยกรมสรรพากรกำลังเร่งผลักดันให้ออกกฎหมายเพื่อให้เริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ “กรมสรรพากรคาดว่าไทยจะเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ในปี 2566 นี้ โดยหากกฎหมายออกก็ใช้ได้ทันทีเพราะทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่ถ้ากฎหมายออกไม่ทันก็จะมีผลเสียกับไทย เพราะเราจะไม่ได้ข้อมูลที่จะแลกเปลี่ยน ขณะที่ประเทศอื่นอาจจะมีความสงสัยว่าเรามีการปิดบังข้อมูล จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาข้อมูลของผู้เสียภาษีจะเป็นความลับ แต่ตอนนี้จะไม่เป็นความลับระหว่างหน่วยงานด้านภาษีด้วยกันแล้ว ซึ่งกติกานี้จะทำให้โลกนี้สะอาด น่าอยู่ โปร่งใส และมีความเป็นธรรม” ปฏิรูปภาษีระดับสากล ออกเกณฑ์ปันกำไร-กำหนดภาษีขั้นต่ำ ลวรณกล่าวว่า การเข้าร่วมกติกาภาษีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกรมสรรพากรทั่วโลกจะทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งสอดรับกับแนวคิดของ OECD ที่มองว่าโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนไปทำให้ไม่สามารถจัดเก็บภาษีธุรกิจบางอย่างได้ เช่น ธุรกิจดิจิทัล ที่ปัจจุบันมีการทำธุรกิจแบบไม่ต้องมีสถานประกอบการในประเทศต่างๆ ดังนั้น OECD จึงต้องออกเกณฑ์เพื่อจัดเก็บภาษีธุรกิจกลุ่มนี้ OECD ได้เสนอการปฏิรูปภาษีในระดับสากล ประกอบไปด้วย 2 หลักการ ได้แก่ Pillar 1 การจัดเก็บภาษีตามสัดส่วนการปันกำไรของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่มีรายได้รวมทั่วโลกตั้งแต่ 20,000 ล้านยูโร (720,000 ล้านบาท) ขึ้นไป มายังประเทศที่ผู้ใช้งานอยู่หรือประเทศที่เป็นฐานรายได้ โดยการแบ่งสัดส่วนการจัดเก็บภาษี (Allocating Taxing Right) ไปยังประเทศผู้ใช้งาน 25% สำหรับบริษัทข้ามชาติที่มีอัตรากำไร (Profit Margin) มากกว่า 10% ของรายได้ โดย OECD จะเปิดให้ประเทศต่างๆ ลงนามในความตกลงแบบพหุภาคีในช่วงกลางปี 2566 โดยให้ความตกลงมีผลในปี 2567 และให้เริ่มเก็บภาษีในปี 2568 “Pillar 1 กำหนดให้บริษัทที่มีรายได้มากกว่า 20,000 ล้านยูโร จะต้องปันส่วนกำไรไปให้ประเทศที่เป็นฐานรายได้ด้วย เช่น เมื่อบริษัทมีกำไรให้นำกำไรส่วนที่มากกว่า 10% แบ่งมา 25% เพื่อปันส่วนกระจายออกไปให้แต่ละประเทศที่บริษัทนั้นมีฐานรายได้อยู่ โดยในส่วนนี้กรมสรรพากรต้องออกกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติเพื่อให้จัดเก็บภาษีได้ รวมถึงลงนามในความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่ออกมารองรับการดำเนินมาตรการ Pillar 1 เพื่อรับส่วนแบ่งด้วย” Pillar 2 การกำหนดให้ธุรกิจมีการเสียภาษีขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ที่อัตรา 15% คือ หากมีการเสียภาษีในประเทศที่มีบริษัทในเครือไปทำธุรกิจในอัตราต่ำกว่าอัตราภาษีขั้นต่ำ 15% ประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่สามารถเก็บภาษีได้เพิ่มเติมจากส่วนต่างระหว่างอัตราที่เสียและอัตราภาษีขั้นต่ำได้ โดยขอบเขตการจัดเก็บภาษีจะพิจารณากลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้รวมตั้งแต่ 750 ล้านยูโร (หรือประมาณ 28,000 ล้านบาท) ขึ้นไป โดย OECD อยู่ระหว่างการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดเก็บภาษีที่ทุกประเทศต้องดำเนินการตาม ซึ่งOECD คาดการณ์ว่า Pillar 2 จะมีผลบังคับใช้ในปี 2566 และเริ่มจัดเก็บภาษีในปี 2567 ทั้งนี้ แต่ละประเทศสามารถนำ Pillar 2 มาปฏิบัติได้โดยการแก้ไขกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งบางประเทศที่คาดว่าจะให้ Pillar 2 มีผลบังคับใช้ในปี 2566 และจัดเก็บภาษีในปี 2567 เช่น ประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่บางประเทศคาดว่าจะให้ Pillar 2 มีผลบังคับใช้ในปี 2567 และจัดเก็บภาษีในปี 2568 เนื่องจากภาคเอกชนต้องการระยะเวลาในการปรับตัว รวมทั้งความซับซ้อนของ Pillar 2 เช่น ประเทศสหราชอาณาจักร ประเทศมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะนำ Pillar 2 มาบังคับใช้ในปี 2567 “Pillar 1 และ Pillar 2 ออกแบบมาได้ดีมากในด้านความเป็นธรรมและโปร่งใสทางภาษี ซึ่งในฝั่งของ Pillar 1 หากประเทศไทยไม่มีการออกกฎหมาย ไม่เตรียมความพร้อมก็จะเสียภาษีตรงนี้ไป ไม่ได้ส่วนแบ่งของรายได้ ขณะที่ Pillar 2 หากไม่มีกฎหมายรองรับก็จะเก็บภาษีไม่ได้ประเทศที่มีกฎหมายก็จะเอารายได้ตรงนี้ไปก่อน ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ OECD สนใจเนื่องจากมีการส่งเสริมการลงทุนเยอะและมาตรการนี้จะมากระทบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม” 3 หน่วยงาน คลัง-สรรพากร-BOI เตรียมพร้อมแนวทางรับผลกระทบ ลวรณกล่าวว่า กรมสรรพากรมีการติดตามและเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วม Pillar 1 และ Pillar 2 อย่างใกล้ชิด และยังได้มีการจัดตั้งคณะทำงานภายในกรมสรรพากรเพื่อศึกษาข้อเสนอ Pillar 1 และ Pillar 2ประกอบไปด้วย หน่วยงานด้านนโยบายภาษี หน่วยงานภาษีระหว่างประเทศ หน่วยงานด้านกฎหมาย หน่วยงานด้านการกำกับดูแลผู้เสียภาษีขนาดใหญ่ หน่วยงานด้านการสำรวจและติดตามธุรกิจนอกระบบ และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วม Pillar 1 และ Pillar 2 อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เช่น การกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่มีการลงทุนในต่างประเทศและเสียภาษีในอัตราต่ำกว่าอัตราภาษีขั้นต่ำ 15% ซึ่งทำให้ประเทศไทยหรือประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่สามารถเก็บภาษีได้เพิ่มเติมจากส่วนต่างระหว่างอัตราที่เสียและอัตราภาษีขั้นต่ำ ขณะที่ประเทศไทยอาจใช้ภาษีเป็นนโยบายการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้แล้ว ดังนั้น จำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายในการส่งเสริมการลงทุนโดยพิจารณาปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนของบริษัทข้ามชาติให้มาลงทุนในประเทศไทย เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน ค่าจ้างแรงงาน ตลาดปัจจัยการผลิตที่สำคัญโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น “มาตรการนี้ส่งผลกระทบกับไทยแน่นอนเพราะเราใช้มาตรการภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน เราไม่ค่อยแลกกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำ ไฟ หรือภาษีที่ดิน แต่ต่อไปการส่งเสริมการลงทุนจะต้องเปลี่ยนไปทั้งโลก ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตัว ซึ่งคลัง BOI และหน่วยงานจัดเก็บภาษีต้องมาพิจารณาว่ายังเหลือมาตรการอะไรบ้างที่จะดึงดูดการลงทุนได้โดยที่ไม่ผิดกติกา” ทั้งนี้ เพื่อความรอบคอบในการดำเนินการ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาผลกระทบในเรื่องดังกล่าว โดยประกอบไปด้วยหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น โดยกรมสรรพากรได้หาแนวทางในการช่วยลดผลกระทบให้กับผู้ประกอบการหลังจากเข้าร่วมมาตรการ โดยกรมสรรพากรจะดำเนินการพัฒนาระบบการบริหารจัดเก็บภาษีสำหรับ Pillar 1 และ Pillar 2 ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียภาษีได้ทราบเพื่อเป็นการลดภาระของผู้เสียภาษีในการปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว ลวรณกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการนำข้อเสนอดังกล่าวมาปฏิบัติหรือบังคับใช้ในอนาคต คาดว่า จะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อประเทศไทย เนื่องจากจะเป็นการช่วยรักษาฐานภาษีในประเทศ สร้างความเป็นธรรมในการเสียภาษี ป้องกันไม่ให้ผู้เสียภาษีมีการโอนกำไรไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ และปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของประเทศไทยได้ถูกต้องมากขึ้น ลดการหลีกเลี่ยงภาษีได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเป็นธรรม รวมทั้งประเทศไทยจะสามารถจัดเก็บภาษีจากบริษัทข้ามชาติในยุคดิจิทัลได้เพิ่มขึ้น แม้ไม่ได้มาประกอบกิจการในประเทศไทยแต่มีเงินได้จากการขายสินค้าและให้บริการแก่ลูกค้าในประเทศไทย “การจัดเก็บภาษีตาม Pillar 1 และ Pillar 2 นี้ เป็นกรอบสากลที่ดีเพราะทั้งโลกจะจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรมมากขึ้น ต่อจากนี้การอยู่ในระบบภาษีจะไม่น่ากลัว แต่การอยู่นอกระบบภาษีจะมีต้นทุนที่สูงมาก หมดยุค Tax Haven อีกต่อไป ต้องยอมรับว่าวิธีการนี้สะเทือนโลก แต่ถ้าเราเป็นคนดี เสียภาษีถูกต้อง ก็ต้องยินดีกับการจัดเก็บภาษีแบบนี้”

ครม.ผ่านร่างกฎกระทรวงการคลัง 2 ฉบับ กำหนดเกณฑ์แลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีไทย-สหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2566 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ … (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติการปฏิบัติการ ตามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อความร่วมมือในการปรับปรุงการปฏิบัติตามการภาษีอากรระหว่างประเทศ พ.ศ.2560 รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่รายงานและเจ้าหน้าที่มีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตามความตกลงในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษี โดยสืบเนื่องจากปี 2559 ไทยได้ลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อความร่วมมือในการปรับปรุงการปฏิบัติตามการภาษีอากรระหว่างประเทศและการดำเนินการตาม FATCA (Foreign Account Tax Compliance Act) ซึ่ง FATCA เป็นกฎหมายของสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีที่ทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ ประเทศไทยจึงได้ออกพระราชบัญญัติการปฏิบัติการตามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อความร่วมมือในการปรับปรุงการปฏิบัติตามการภาษีอากรระหว่างประเทศ พ.ศ.2560 เพื่อเป็นกฎหมายรองรับพันธกรณีตามความตกลงและดำเนินการตาม FATCA โดยกำหนดให้มีหลักเกณฑ์ในการรวบรวมและนำส่งข้อมูลให้แก่เจ้าหน้าที่ ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงยกร่างกฎกระทรวง 2 ฉบับขึ้น ออกตามความพระราชบัญญัติ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ฉบับแรก ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้มีหน้าที่รายงานรวบรวมและนำส่งข้อมูลที่ต้องรายงานให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้มีหน้าที่รายงานในการรวบรวมข้อมูลและนำส่งข้อมูลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจ รวมทั้งหน้าที่ในการจัดเก็บรักษาข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ ดังนี้ 1.กำหนดหน้าที่ของผู้มีหน้าที่รายงาน โดยรวบรวมข้อมูลที่ต้องรายงาน ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ อาทิ ข้อมูลบัญชี ทางการเงิน ข้อมูลทางภาษี เช่น ชื่อ ที่อยู่ และ U.S. Tin (หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบุคคลสหรัฐฯ) เลขบัญชี หรือเลขที่ระบุตัวตนของสถาบันการเงินไทยที่ต้องรายงาน เป็นต้น 2.ผู้มีหน้าที่รายงาน ต้องนำส่งข้อมูลภายในเดือนมิถุนายนของปีถัดไป นับแต่วันสุดท้ายของปีปฏิทินของการได้มาซึ่งข้อมูลที่ต้องรายงาน 3.การส่งข้อมูลจะถือว่าสมบูรณ์ เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของไทยได้อนุมัติและนำส่งข้อมูลผ่านระบบ IDES (International Data Exchange Service) 4.ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดเก็บรักษาข้อมูลและเอกสารหลักฐานของลูกค้าเป็นเวลาอย่างน้อย 6 ปี นับแต่ปีที่ได้รับข้อมูล ฉบับที่สอง คือ ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำหรับการขอหนังสือรับรองสถานะว่าเป็นหรือไม่เป็นผู้มีหน้าที่รายงาน พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และการพิจารณา การยื่นขอหนังสือรับรองสถานะของการเป็นผู้มีหน้าที่รายงาน กรอบระยะเวลาในการยื่นคำขอ และขั้นตอนการพิจารณารับรองสถานะของผู้มีหน้าที่รายงาน ดังนี้ 1.ผู้มีสิทธิยื่นคำขอ ต้องเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตาม พ.ร.บ.การปฏิบัติการตามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาฯ พ.ศ.2560 ได้แก่ (1) สถาบันการเงิน (2) บริษัทหลักทรัพย์ (3) บริษัทประกันชีวิต (4) บริษัทประกันวินาศภัย (5) ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(6) ผู้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาตามกฎหมายว่าด้วยการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา (7) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต(8) บุคคลที่ประกอบธุรกิจรับฝากหลักทรัพย์รับฝากเงินหรือดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุน 2.ยื่นคำขอหนังสือรับรองสถานะและเอกสารประกอบตามที่กำหนด ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร 3.กำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อพิจารณาหนังสือรับรองสถานะ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้ง มีอำนาจหน้าที่ คือ (1)พิจารณาคำขอให้ออกหนังสือรับรองสถานะ (2)ให้ความเห็นและคำแนะนาแก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ติดตามอ่านคอลัมน์ Cover Story : หมดยุค Tax Haven สรรพากรไล่เก็บภาษีทั่วโลก ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ฉบับที่ 490 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...