โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เจาะวิกฤตพริกแพงต้นปี 2569 ราคาพุ่งแซงหมู เขย่าครัวไทยทั้งระบบ

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ “ราคาพริกสด” ในช่วงต้นปี 2569 กำลังกลายเป็นสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจที่สะท้อนความเปราะบางของภาคเกษตรและห่วงโซ่อุปทานอาหารไทยได้อย่างชัดเจน หลังพบว่าดัชนีราคาขายปลีกในหลายพื้นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “พริกจินดาแดง” และ “พริกขี้หนูสวน” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของครัวไทย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 250–350 บาทต่อกิโลกรัมในบางจังหวัด นับเป็นระดับราคาที่สูงจน “แซงหน้าเนื้อหมู” และแทบไม่เคยปรากฏมาก่อนในเชิงโครงสร้างตลาดอาหารสด ปรากฏการณ์พริกแพงครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หากแต่เป็นผลจากแรงกดดันหลายด้านที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

ต้นตอสำคัญมาจาก “ความแปรปรวนของสภาพอากาศ” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 พื้นที่ปลูกพริกสำคัญในภาคกลางและภาคใต้ต้องเผชิญฝนตกชุกและอุทกภัยหลายระลอก ส่งผลให้แปลงเพาะปลูกเสียหายเป็นวงกว้าง“พืชตระกูลพริก” ซึ่งอ่อนไหวต่อความชื้นสะสมประสบปัญหาโรครากเน่าและเชื้อรา ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อปริมาณซัพพลายไม่สอดรับกับความต้องการที่ยังอยู่ในระดับสูงจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคบริการ จึงเกิด “ภาวะตึงตัว” ของสินค้าและแรงดันด้านราคาที่สะท้อนทันทีถึงตลาดค้าส่งและค้าปลีก

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการขนส่งและโครงสร้างการนำเข้ากลายเป็นตัวแปรที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น เมื่อผลผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ ตลาดจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าพริกจากประเทศเพื่อนบ้านและจีนมากขึ้น แต่ในช่วงที่ค่าขนส่งมี “ความผันผวนสูง” ประกอบกับมาตรการควบคุมการค้าชายแดนที่เข้มงวด ต้นทุนดังกล่าวจึงถูกผลักภาระมายังราคาขายปลายทาง แม้บางพื้นที่ในภาคเหนือจะมีการขยายพื้นที่ปลูกเพื่อรองรับอุปสงค์ที่ขาดหาย แต่ด้วยรอบการเพาะปลูกที่ต้องใช้เวลา ราคาพริกในตลาดจึงยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงรอยต่อของผลผลิต

ผลกระทบจากวิกฤตราคาพริกแพงเริ่มแผ่ซ่านไปสู่พฤติกรรมการบริโภคและการดำเนินธุรกิจร้านอาหารอย่างเห็นได้ชัด ร้านอาหารตามสั่งและร้านส้มตำจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องปรับสูตรหรือกลยุทธ์การใช้วัตถุดิบ บางแห่งหันมาใช้ “พริกแห้ง” ทดแทนพริกสดในบางเมนู หรือจำกัดปริมาณความเผ็ดเพื่อควบคุมต้นทุนไม่ให้กระทบต่อราคาขาย ขณะที่ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการติดตามสถานการณ์ ป้องกันการกักตุนสินค้า และเร่งเชื่อมโยงผลผลิตจากพื้นที่ที่ยังมีเหลือเข้าสู่ตลาดเมืองใหญ่ พร้อมประเมินว่าสถานการณ์อาจเริ่มผ่อนคลายเมื่อผลผลิตรอบใหม่จากภาคเหนือและพื้นที่ที่ฟื้นตัวจากน้ำท่วมเริ่มทยอยออกสู่ตลาดในช่วงเดือนถัดไป

หากพิจารณาในเชิงพื้นที่ จะเห็นว่าภาคใต้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะ จังหวัดสตูล ในอำเภอควนกาหลง ราคาพริกขี้หนูสวนพุ่งสูงถึง 300–350 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ราคาปรับขึ้นกว่าเท่าตัวจากข้อจำกัดด้านซัพพลายและต้นทุนขนส่งในพื้นที่ปลายทาง ด้านภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เช่น จังหวัดอุทัยธานี ราคาพริกจินดาแดงขยับขึ้นไปแตะ280 บาทต่อกิโลกรัม พ่อค้าแม่ค้าระบุว่านับเป็นการปรับราคาที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยมีปัจจัยหลักจากต้นทุนการนำเข้าพริกจีนที่สูงขึ้นและการสูญเสียผลผลิตในแหล่งปลูกใหญ่จากฝนหลงฤดู

แม้แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างจังหวัดขอนแก่น ราคาพริกขี้หนูสดก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ200 บาทต่อกิโลกรัม บีบให้ผู้ประกอบการต้องผสมพริกแห้งเพื่อรักษามาตรฐานรสชาติในต้นทุนที่ยังพอรับไหว สอดคล้องกับภาพรวมจากตลาดไท จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าหลักที่ราคากลางยังคงทรงตัวในช่วง 140–170 บาทต่อกิโลกรัม

สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตพริกแพงต้นปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะพื้นที่ แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ และจะยังคงเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐ จนกว่าผลผลิตฤดูกาลใหม่จะเข้าสู่ระบบและช่วยคลี่คลายแรงกดดันด้านราคาได้อย่างเต็มรูปแบบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...