GCAP GOLD จับตาภาวะ Stagflation หลังวิกฤตตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่งกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ฝ่ายวิจัยชี้ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ชะลอตัวสวนทางเงินเฟ้อ บีบเฟดเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงิน คาดราคาทองคำผันผวนหนักในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย รับอานิสงส์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเศรษฐกิจถดถอย แนะกลยุทธ์สะสมช่วงพักฐาน ประเมินแนวต้านถัดไปที่ 5,400 ดอลลาร์ ชูเป้าหมายทองไทยแตะระดับ 80,000 บาท
11 มีนาคม 2569 - บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เผยแพร่รายงานวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยระบุว่าพิกัดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงสภาวะเศรษฐกิจในระดับมหภาค โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่เริ่มปรากฏสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจนขึ้น จากข้อมูลตัวเลขการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์ที่ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาด
สภาวการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะ Stagflation หรือสภาวะที่อัตราเงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่สร้างความลำบากในการตัดสินใจเชิงนโยบายแก่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในกรอบ 3.50% – 3.75% ขณะที่อัตราการว่างงานล่าสุดปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.4% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณที่อ่อนแรงลงท่ามกลางแรงกดดันด้านค่าครองชีพ
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ GCAP GOLD ระบุว่า ราคาทองคำในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยราคาได้รับแรงผลักดันจากสองทิศทางที่ขัดแย้งกัน ในด้านหนึ่งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยเป็นปัจจัยบวกที่สนับสนุนแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) แต่อีกด้านหนึ่ง หากอัตราดอกเบี้ยยังคงต้องตรึงไว้ในระดับสูงเพื่อคุมเงินเฟ้อ ก็อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำได้เช่นกัน
“ทองคำมักได้รับอานิสงส์จากความกังวลของตลาดในช่วงแรกของสภาวะ Stagflation แต่ทิศทางถัดไปจะขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ยของเฟด หากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสงครามยังเป็นประเด็นหลักที่เด่นชัด ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่หากตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับดอกเบี้ยที่ยังสูง การปรับขึ้นอาจชะลอตัวลง”
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อสหรัฐฯ ให้ยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 2% ซึ่งบีบบังคับให้เฟดต้องประเมินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว อาจกลายเป็นการกระตุ้นให้เงินเฟ้อดีดตัวสูงขึ้นไปอีก ในทางกลับกันหากสงครามยืดเยื้อ เฟดอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อฝังตัวระยะยาว
ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำปัจจุบันอยู่ในช่วงการพักฐานเพื่อสะสมแรงซื้อขายก่อนเลือกทิศทางใหม่ โดยในเชิงเทคนิคให้จับตาระดับ 5,000 ดอลลาร์ หากราคาย่อตัวลงและหลุดระดับดังกล่าว มีโอกาสที่ราคาจะปรับฐานลงไปสู่โซนแนวรับสำคัญที่บริเวณ 4,925 ถึง 4,885 ดอลลาร์ ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นจุดที่มีแรงซื้อกลับเข้ามาสนับสนุนให้ราคาสามารถทรงตัวได้
อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถรักษาฐานและยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จะมีโอกาสดีดตัวกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 5,200 ดอลลาร์ และหากมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะผ่านระดับดังกล่าวไปได้ จะมีเป้าหมายถัดไปอยู่ในโซน 5,350 ถึง 5,400 ดอลลาร์
สำหรับทิศทางราคาทองคำแท่งในประเทศไทย แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาทยอยสะสมในช่วงระดับราคา 75,000 ถึง 75,800 บาท และวางแผนแบ่งขายทำกำไรเมื่อราคามีการดีดตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณ 78,500 บาท จนถึงระดับเป้าหมายสำคัญที่ 80,000 บาท โดยเน้นการติดตามปัจจัยด้านค่าแรงและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดที่จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต