โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

GCAP GOLD จับตาภาวะ Stagflation หลังวิกฤตตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่งกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 14.25 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 07.25 น.

ฝ่ายวิจัยชี้ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ชะลอตัวสวนทางเงินเฟ้อ บีบเฟดเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงิน คาดราคาทองคำผันผวนหนักในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย รับอานิสงส์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเศรษฐกิจถดถอย แนะกลยุทธ์สะสมช่วงพักฐาน ประเมินแนวต้านถัดไปที่ 5,400 ดอลลาร์ ชูเป้าหมายทองไทยแตะระดับ 80,000 บาท

11 มีนาคม 2569 - บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เผยแพร่รายงานวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยระบุว่าพิกัดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงสภาวะเศรษฐกิจในระดับมหภาค โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่เริ่มปรากฏสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจนขึ้น จากข้อมูลตัวเลขการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์ที่ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาด

สภาวการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะ Stagflation หรือสภาวะที่อัตราเงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่สร้างความลำบากในการตัดสินใจเชิงนโยบายแก่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในกรอบ 3.50% – 3.75% ขณะที่อัตราการว่างงานล่าสุดปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.4% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณที่อ่อนแรงลงท่ามกลางแรงกดดันด้านค่าครองชีพ

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ GCAP GOLD ระบุว่า ราคาทองคำในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยราคาได้รับแรงผลักดันจากสองทิศทางที่ขัดแย้งกัน ในด้านหนึ่งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยเป็นปัจจัยบวกที่สนับสนุนแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) แต่อีกด้านหนึ่ง หากอัตราดอกเบี้ยยังคงต้องตรึงไว้ในระดับสูงเพื่อคุมเงินเฟ้อ ก็อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำได้เช่นกัน

“ทองคำมักได้รับอานิสงส์จากความกังวลของตลาดในช่วงแรกของสภาวะ Stagflation แต่ทิศทางถัดไปจะขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ยของเฟด หากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสงครามยังเป็นประเด็นหลักที่เด่นชัด ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่หากตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับดอกเบี้ยที่ยังสูง การปรับขึ้นอาจชะลอตัวลง”

นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อสหรัฐฯ ให้ยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 2% ซึ่งบีบบังคับให้เฟดต้องประเมินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว อาจกลายเป็นการกระตุ้นให้เงินเฟ้อดีดตัวสูงขึ้นไปอีก ในทางกลับกันหากสงครามยืดเยื้อ เฟดอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อฝังตัวระยะยาว

ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำปัจจุบันอยู่ในช่วงการพักฐานเพื่อสะสมแรงซื้อขายก่อนเลือกทิศทางใหม่ โดยในเชิงเทคนิคให้จับตาระดับ 5,000 ดอลลาร์ หากราคาย่อตัวลงและหลุดระดับดังกล่าว มีโอกาสที่ราคาจะปรับฐานลงไปสู่โซนแนวรับสำคัญที่บริเวณ 4,925 ถึง 4,885 ดอลลาร์ ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นจุดที่มีแรงซื้อกลับเข้ามาสนับสนุนให้ราคาสามารถทรงตัวได้

อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถรักษาฐานและยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จะมีโอกาสดีดตัวกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 5,200 ดอลลาร์ และหากมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะผ่านระดับดังกล่าวไปได้ จะมีเป้าหมายถัดไปอยู่ในโซน 5,350 ถึง 5,400 ดอลลาร์

สำหรับทิศทางราคาทองคำแท่งในประเทศไทย แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาทยอยสะสมในช่วงระดับราคา 75,000 ถึง 75,800 บาท และวางแผนแบ่งขายทำกำไรเมื่อราคามีการดีดตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณ 78,500 บาท จนถึงระดับเป้าหมายสำคัญที่ 80,000 บาท โดยเน้นการติดตามปัจจัยด้านค่าแรงและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดที่จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง-ราคาน้ำมัน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...