ซาอุฯ ประณาม "อิหร่าน" หลังประกาศไม่โจมตีเพื่อนบ้าน แต่ยังยิงถล่มต่อเนื่อง
ซาอุฯ ประณาม "อิหร่าน" หลังประกาศไม่โจมตีเพื่อนบ้าน แต่ยังยิงถล่มต่อเนื่อง
วันที่ 10 มี.ค. 2569 หลังจากที่ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน แถลงเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ว่าอิหร่านจะไม่โจมตีประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลางอีก เว้นแต่จะถูกโจมตีก่อน พร้อมกล่าวขอโทษต่อประเทศที่ได้รับผลกระทบ และยืนยันว่าอิหร่านไม่มีเจตนารุกรานประเทศใดนั้น
ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยระบุว่า การกระทำของอิหร่านในทางปฏิบัติไม่ได้สอดคล้องกับถ้อยแถลงดังกล่าว พร้อมประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีที่เกิดขึ้น
แถลงการณ์ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียขอประณามอย่างหนักแน่นต่อการโจมตีของอิหร่านต่อราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย รวมถึงประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ตลอดจนประเทศอาหรับ ประเทศมุสลิม และประเทศมิตรอื่น ๆ โดยย้ำว่าการกระทำดังกล่าวไม่อาจยอมรับได้ไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ใด
ซาอุดีอาระเบียยังระบุว่า ประเทศมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องความมั่นคง อธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงผู้พำนักในประเทศ ตลอดจนเพื่อยับยั้งการรุกรานที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังชี้ว่า การโจมตีเป้าหมายพลเรือน สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงงานน้ำมัน ถือเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของภูมิภาค และเป็นการละเมิดกฎบัตรระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
ซาอุดีอาระเบียยังกล่าวถึงคำแถลงของประธานาธิบดีอิหร่านที่ระบุว่า อิหร่านไม่มีแผนโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน และอ้างว่าการตัดสินใจดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้นำของอิหร่าน แต่ซาอุดีอาระเบียมองว่า ฝ่ายอิหร่านยังไม่แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามคำกล่าวดังกล่าว
แถลงการณ์ยังระบุว่า อิหร่านยังคงโจมตีโดยอ้างเหตุผลที่ไม่มีมูลความจริง รวมถึงข้อกล่าวหาที่ซาอุดีอาระเบียได้ชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยเฉพาะกรณีที่กล่าวอ้างว่าเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงได้ออกจากซาอุดีอาระเบียเพื่อเข้าร่วมสงคราม
ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียยืนยันว่า เครื่องบินดังกล่าวมีภารกิจเพียงการลาดตระเวนทางอากาศ เพื่อเฝ้าระวังและปกป้องน่านฟ้าของซาอุดีอาระเบียและประเทศสมาชิก GCC จากขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านเท่านั้น
ตอนท้ายของแถลงการณ์ ซาอุดีอาระเบียเตือนว่า การโจมตีอย่างต่อเนื่องของอิหร่านถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต พร้อมระบุว่า การกระทำของอิหร่านในขณะนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความรอบคอบ และไม่ช่วยลดความเสี่ยงของการขยายตัวของความขัดแย้ง ซึ่งหากสถานการณ์บานปลาย อิหร่านอาจเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด