BDMS โชว์กำไรปี 68 แตะ 1.58 หมื่นลบ. จ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายที่ 0.65 บ. ขึ้น XD 10 มี.ค. นี้
BDMS โชว์กำไรปี 68 แตะ 1.58 หมื่นลบ. จ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายที่ 0.65 บ. ขึ้น XD 10 มี.ค. นี้
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 ก.พ. 69 10:06 น.
BDMS เผยกำไรปี 68 ที่ 15,848 ล้านบาท ลดลง 1% จากปี 67 ส่วนรายได้ 113,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปี 67 เหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่ารักษาพยาบาล เผยปัจจุบันมีเตียงทั้งสิ้น 9,300 เตียง และ มีแผนจะขยายเพิ่มไปเป็นประมาณ 9,600 เตียงในปี 70 พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายที่ 0.65 บ. และ ขึ้น XD 10 มี.ค. นี้
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS รายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่า ปี 2568 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 15,848 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1% จากปี 2567 หากไม่รวมรายการพิเศษ จำนวนรวม 339 ล้านบาท (สุทธิจากค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้) บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ (ปรับปรุง) จำนวน 16,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2567 โดยมีรายละเอียดดังนี้
-รายได้จากการดำเนินงานรวมมีจำนวน 113,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2567 มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่ารักษาพยาบาล 4% ซึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลตามความซับซ้อนของโรคเป็นหลัก โดยรายได้ผู้ป่วยชาวไทยเติบโต 3% และ รายได้ผู้ป่วยชาวต่างชาติเติบโต 5%
-รายได้ผู้ป่วยต่างชาติได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่กลางปี 2568 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ หากไม่รวมรายได้จากผู้ป่วยชาวกัมพูชา รายได้ค่ารักษาพยาบาลรวมจะเติบโตประมาณ 5% และ รายได้ผู้ป่วยต่างชาติจะเติบโตประมาณ 11% จากปี 2567
-สำหรับไตรมาส 4/68 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 3,693 ล้านบาท ลดลง 15% จากไตรมาส 4/67 เนื่องจากผลกระทบจากน้ำท่วมที่หาดใหญ่และรายการปรับปรุงทางบัญชี(รายการพิเศษ) เป็นจำนวนรวม 339 ล้านบาท (สุทธิจากค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้)
-หากไม่รวมรายการพิเศษ บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ(ปรับปรุง) จำนวน 4,032 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 3% จากไตรมาส 4/67 โดยหลักมาจากค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นจากการขยายโรงพยาบาลเครือข่าย และ ผลประโยชน์ทางภาษีที่ได้จากการลงทุนและมาตรการต่างๆที่ลดลง
-รายได้จากการดำเนินงานรวม 29,022 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาส 4/67 จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ผู้ป่วยชาวไทย 5% และ รายได้ผู้ป่วยชาวต่างชาติ 1%
-ในปี 2569 บริษัทมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
-เพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ บริษัทมุ่งเน้นการเติบโตจากธุรกิจหลักที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ผ่านการร่วมมือของโรงพยาบาลในแต่ละกลุ่ม
-พัฒนาการดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม บริษัทได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI)ผสานกับระบบการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาการให้บริการทางการแพทย์อย่างแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรร่วมกับการให้บริการครอบคลุมในทุกมิติ
-ความเป็นเลิศด้านการรักษาพยาบาล บริษัทมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศด้านการรักษาพยาบาล โดยศูนย์การแพทย์แห่งความเป็นเลิศ (Center of Excellence: COE) ของบริษัทมุ่งเน้นการดูแลรักษาเชิงลึกสำหรับโรคที่มีความซับซ้อน เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดครอบคลุมกลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคสมองและระบบประสาท อุบัติเหตุฉุกเฉิน และ โรคกระดูกและข้อ
-บริษัทยังเป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในการรักษา เช่น การเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกในประเทศไทยที่จะให้บริการเครื่องฉายรังสีโปรตอน ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2572 รวมถึงการพัฒนาโปรแกรมการรักษาด้วยเซลล์บำบัด(Cell Therapy) ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการรักษาพยาบาลขั้นสูง
-ขยายการให้บริการด้านสุขภาพ บริษัทมุ่งมั่นในการพัฒนาและต่อยอดการให้บริการด้านสุขภาพรวมถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการดูแลสุขภาพเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ กลุ่มลูกค้าในประเทศ
-ปัจจุบัน BDMS มีเตียงโครงสร้างทั้งสิ้นประมาณ 9,300 เตียง และ มีแผนจะขยายเพิ่มไปเป็นประมาณ 9,600 เตียงในปี 2570 โดยจะขยายโรงพยาบาลทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้บริการและ การพัฒนาการรักษาพยาบาลในอนาคต
-ในปี 2569 บริษัทมีแผนขยายจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลเดิมที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ดังนี้
-โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) มีแผนเพิ่มจำนวนเตียงโครงสร้างจาก 64 เตียง เป็น 116 เตียง
-โรงพยาบาลกรุงเทพสุราษฎร์(จังหวัดสุราษฎร์ธานี) มีแผนเพิ่มจำนวนเตียงโครงสร้างจาก 88 เตียง เป็น 148 เตียง
-นอกจากนี้ บริษัทมีแผนการลงทุนในโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วย ศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness) อาคารที่พักอาศัย (คอนโดมิเนียม) โรงแรมและค้าปลีก คาดเปิดดำเนินการปี 2573 โดยวางเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและการฟื้นฟูสุขภาพในเอเชีย การลงทุนนี้จะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และ การกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และ/หรือ การออกหุ้นกู้ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินของบริษัท
-สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 เป็นต้นมา ส่งผลรายได้ผู้ป่วยชาวกัมพูชาลดลง บริษัทตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น และ ได้ดำเนินการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว
-คณะกรรมการเห็นสมควรเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติจัดสรรเงินปันผลจากผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และ กำไรสะสม
ในอัตราหุ้นละ 1 บาท สำหรับหุ้นสามัญจำนวน 15,892,001,895 หุ้น เป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 15,892 ล้านบาท โดยเป็นเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (Non-BOI) ในอัตราหุ้นละ 0.95 บาท และ กำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หุ้นละ 0.05 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลจ่ายประมาณ 100% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท
-โดยเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ซึ่งจัดสรรจากกำไรสุทธิของกิจการ Non - BOI ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท คงเหลือเป็นเงินปันผลที่เสนอจ่ายจากผลการดำเนินงานปี 2568 และ กำไรสะสม หุ้นละ 0.65 บาท โดยเป็นเงินปันผลปกติหุ้นละ 0.40 บาท (จาก Non-BOI ทั้งจำนวน) และ เงินปันผลพิเศษหุ้นละ 0.25 บาท (จาก Non-BOI หุ้นละ 0.20 บาท และ BOI หุ้นละ 0.05 บาท) เป็นเงิน 10,330 ล้านบาท
-วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนน และ มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือ วันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 10 มีนาคม 2569 ซึ่งกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 24 เมษายน 2569
เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ