กาผิดติดล็อกไปอีกนาน!!! 8 กุมภาฯ กาอย่างไร ให้ได้ 'รัฐธรรมนูญฉบับความหวังของคนไทย' | พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย
กาผิดติดล็อกไปอีกนาน!!! 8 กุมภาฯ กาอย่างไร ให้ได้ ‘รัฐธรรมนูญฉบับความหวังของคนไทย’
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้จะเรียกว่าพิเศษกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มาก็คงไม่ผิดนัก
ที่พูดแบบนี้ก็เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากเราจะต้องเดินเข้าคูหาเลือกตั้งเพื่อไปกากบาทเลือก “คนและพรรคการเมือง” ที่เราอยากให้เขาเข้าไปทำหน้าที่เป็น ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อในสภาเพื่อออกกฎหมายรวมถึงเลือกนายกฯ จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศต่อไปแล้ว
เรายังต้องไปกากบาทเพื่อบอกด้วยว่า “เราอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” หรือไม่อีกด้วย
พูดกันให้ชัดๆ ก็คือ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราทุกคนจะต้องออกไปใช้สิทธิ์ของเราทั้งหมด 2 สิทธิ์ คือ
1. “สิทธิ์เลือกตั้ง” สำหรับการเลือก ส.ส. ในฐานะผู้แทนของเรา
และ 2. “สิทธิ์ออกเสียงประชามติ” สำหรับการแสดงความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ
นี่จึงเรียกได้ว่าเป็น “ครั้งแรก” ของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ประชาชนอย่างเราต้องออกไปเลือกตั้งและออกเสียงประชามติพร้อมกันแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แน่นอนว่าการนำเอาการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญมา “มัดรวม” ทำในวันเวลาเดียวกันมีข้อดีของมันอยู่
เพราะนอกจากไม่ต้องไปแยกจัด 2 หนให้สิ้นเปลืองงบประมาณในแต่ละครั้งแล้ว
ยังช่วยให้จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขึ้นด้วยหากเปรียบเทียบกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญอย่างเดียว เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งอยู่แล้วด้วย
แต่…ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันโดยเฉพาะในส่วนของการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ!!!
ลำพังการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งก็คงไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก หากเราชอบผู้สมัครคนนี้ พรรคการเมืองพรรคนี้ ก็ตัดสินใจกากบาทเลือกเขาและพรรคการเมืองเขา ชัดเจนตรงไปตรงมา
แต่สำหรับการออกเสียงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นมันไม่ได้มีอะไรชัดเจนแบบนั้น
ส่วนหนึ่งอาจเพราะรัฐธรรมนูญถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวเป็นเรื่องของนักการเมืองมากกว่าประชาชนคนทั่วไปอย่างเราๆ
หลายท่านลองไปติดตามดูเวทีดีเบตการเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ ที่จัดกันมากมายพูดถึงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อหวังจะทำความเข้าใจกับการประชามติรัฐธรรมนูญ
แต่ก็เต็มไปด้วยการถกเถียงบนข้อกฎหมายต่างๆ ที่เป็นเรื่องเทคนิคสลับซับซ้อนเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองแล้วปิดจบด้วยการโต้เถียงกันคอเป็นเอ็นของเหล่าบรรดานักการเมือง
แม้จะรู้สึกสนุกเร้าใจดีแต่ก็ไม่ได้ทำให้เข้าใจรัฐธรรมนูญได้มากขึ้นอย่างที่ตั้งใจมากนัก
ครั้นหันไปหยิบเอาคู่มือการออกเสียงประชามติที่ กกต.จัดส่งมาให้เราเปิดออกอ่านก็เต็มไปด้วยถ้อยคำและขั้นตอนทางกฎหมาย
ทำเอาคนที่ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย หรือที่ไม่ได้ติดตามเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิดต้องเกาหัวมึนงงไปกันใหญ่
ทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่ประเด็นปัญหาที่ใครหลายคนสงสัยว่า ตกลงแล้วเราจะต้องออกไป “กาอะไรและอย่างไร” ในการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์?
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนในประเด็นนี้
ขออธิบายให้ทุกท่านได้เข้าใจว่า “รัฐธรรมนูญคืออะไร” แบบง่ายๆ เสียก่อนว่า รัฐธรรมนูญ คือ กติกาแม่บทกฎเกณฑ์สูงสุดของประเทศที่คอยกำหนดบทบาทหน้าที่ภาครัฐว่าจะต้องทำอะไรให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวันบ้าง เช่น การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเรา การประกอบอาชีพ การจัดให้มีบริการสาธารณะต่างๆ ที่จำเป็น อาทิ ไฟฟ้า ประปา ขนส่งสาธารณะ การรักษาพยาบาล การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม สวัสดิการสังคม ฯลฯ
และในขณะเดียวกันก็จะกำหนดด้วยว่าภาครัฐห้ามทำอะไรต่อประชาชนบ้าง เช่น ต้องไม่เข้ามาล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพ หรือสร้างอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตของประชาชนมากอย่างไม่มีเหตุผล หรือมากจนเกินไป ฯลฯ
ถ้าจะให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นหน่อย ก็คงต้องบอกว่า “รัฐธรรมนูญ” ก็เหมือน “สัญญาจ้าง” ที่พวกเรา “ประชาชนในฐานะนายจ้าง” ได้จัดทำขึ้นเพื่อว่าจ้าง “ภาครัฐซึ่งทำหน้าที่เป็นลูกจ้าง” เข้ามาคอยดูแลให้บริการพวกเราในการใช้ชีวิตประจำวันด้านต่างๆ นั่นแหละ
โดยในสัญญาจ้างฉบับนี้จะมีการระบุไว้ด้วยว่า ลูกจ้างห้ามทำอะไรให้นายจ้างต้องเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น
และที่สำคัญคือหากลูกจ้างไม่ทำหน้าที่ตามสัญญาจะต้องรับผิดชอบอย่างไรก็จะมีการเขียนไว้เช่นกัน
ถึงตอนนี้ เมื่อทุกท่านพอจะเห็นภาพแล้วว่ารัฐธรรมนูญคืออะไรมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีความสำคัญกับประชาชนอย่างพวกเรามากเพียงใด เรากลับมาที่ประเด็นสำคัญที่ทุกท่านตั้งคำถามกันตั้งแต่ต้นว่า สรุปแล้วในวันลงประชามติจริงเราจะต้อง “กาอะไรและอย่างไร”
จะค่อยๆ อธิบายไปทีละขั้นอย่างช้าๆ แบบนี้
ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าเหตุผลที่ กกต.จัดให้มีการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ก็เพราะต้องการให้ “ประชาชนอย่างเราที่เป็นเจ้าของประเทศ” ได้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญของประเทศ เพื่อที่ว่าภายหลังจากที่เราตัดสินใจไปแล้ว ภาครัฐจะได้ทำตามการตัดสินใจของพวกเราต่อไป ซึ่งครั้งนี้เรื่องสำคัญที่รอให้เราตัดสินใจอยู่ก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญนั่นเอง
หลายท่านก็คงคิดต่อไปอีกว่า แล้วเรื่องรัฐธรรมนูญที่ว่าจะให้เราตัดสินใจคือเรื่องอะไรประเด็นไหน?
ต้องขออธิบายเพิ่มเติมสำหรับคำถามนี้ว่า ในวันเลือกตั้ง เมื่อทุกท่านเข้าคูหาก็จะได้รับ “บัตรออกเสียงประชามติ” ใบสีเหลืองมา
ในบัตรจะมีข้อความว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งหากแปลให้เข้าใจแบบง่ายๆ ก็คือเขากำลังถามว่า “พวกเราอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ถ้าเราอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ให้กากบาทไปที่ช่อง “เห็นชอบ” (เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่)
ถ้าเราไม่อยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราต้องการใช้รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ให้กากบาทไปที่ช่อง “ไม่เห็นชอบ” (ไม่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่)
แต่มันมีคำถามตัวโตๆ ขึ้นมาคือ แล้วเราจะใช้เกณฑ์อะไรมาช่วยเราตัดสินใจกากบาทว่า เราจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบล่ะ?
นอกเหนือไปจากคู่มือของ กกต. ที่แจกให้ได้อ่านทำความเข้าใจกันแล้ว
ขอนำเสนอเกณฑ์ง่ายๆ ที่คิดขึ้นเองโดยได้ย่อยมาจากหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้ใช้สำหรับการช่วยตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แบบง่ายๆ ในรูปแบบ “คำถาม 3 ข้อ”
หรืออาจเรียกว่าเป็น “เช็กลิสต์ประชามติ 3 ข้อ” ซึ่งขอให้ลองตอบคำถามต่อไปนี้กับตัวเองว่า “ทุกท่านรับได้ หรือพึงพอใจกับเรื่องต่างๆ เหล่านี้หรือไม่?”
1. ทุกท่านรับได้ หรือพึงพอใจหรือไม่? : กับการที่มีใครสักคนหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งมาเขียนกฎเกณฑ์กติกาที่จะมาใช้กับเรา แต่เราไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมในการเขียนกฎเกณฑ์กติกานี้มากนัก
2. ทุกท่านรับได้ หรือพึงพอใจหรือไม่? : กับสภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และกฎหมาย ณ ปัจจุบัน
3. ทุกท่านรับได้ หรือพึงพอใจหรือไม่? : กับการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.), วุฒิสภา (ส.ว.), คณะรัฐมนตรี, องค์กรอิสระต่างๆ (คณะกรรมการการเลือกตั้ง, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ), และศาลรัฐธรรมนูญ
มาถึงตรงนี้ ถ้าคำตอบของท่านใดคือ รับได้ หรือพึงพอใจ ก็ให้ท่านกาไม่เห็นชอบ (ไม่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) เพราะท่านรับได้ หรือพึงพอใจกับสถานการณ์ข้อ 1, 2, 3 ที่เป็นผล (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) จากกติกาที่กำลังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนั่นคือ รัฐธรรมนูญ 2560
แต่ถ้าคำตอบของท่านใดคือ รับไม่ได้ หรือไม่พึงพอใจ ก็ให้ท่านกาเห็นชอบ (เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) เพราะท่านรับไม่ได้ หรือไม่พึงพอใจกับสถานการณ์ข้อ 1, 2, 3 ที่เป็นผล (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) จากกติกาที่กำลังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนั่นคือ รัฐธรรมนูญ 2560
เราจึงต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้แทนที่
อย่างไรก็ดี มีประเด็นที่ต้องขออธิบายทำความเข้าใจสำหรับการกาเห็นชอบเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะมีการให้ข้อมูลแก่ประชาชนในลักษณะที่ไม่ค่อยถูกต้องนักในทางข้อกฎหมายมากทำนองว่า หากกาเห็นชอบแล้ว จะเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หรือการกาเห็นชอบจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีผลบังคับใช้
กรณีนี้ขอบอกว่าไม่เป็นความจริงและในทางกฎหมายก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
การกาเห็นชอบในการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหายไป
รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ยังคงบังคับใช้ตามปกติ
เพราะการกาเห็นชอบส่งผลให้รัฐสภาเดินหน้าในขั้นตอนต่อไปเพื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น ยังไม่มีการเขียนเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใดๆ เพราะยังมีกระบวนการที่จะต้องทำอีกมากมาย
ดังนั้น การให้ข้อมูลข้างต้นจึงเป็นการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงทางกฎหมายซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้
มาถึงตรงนี้ หวังว่าคำอธิบายทั้งหมดน่าจะพอทำให้ทุกท่านได้เข้าใจ และมีแนวทางเพื่อประกอบการตัดสินใจสำหรับการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
เพราะหากคราวนี้ตัดสินใจผิดพลาดไป ก็ยากที่จะบอกได้ว่าพวกเราจะมีโอกาสได้ตัดสินใจเพื่อกำหนดอนาคตตัวเองเช่นนี้อีกครั้งเมื่อไหร่
ก่อนจะจบบทความไป อยากชวนทุกท่านได้ย้อนนึกถึงปี 2557 สักเล็กน้อย
ในวันนั้น มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินมาบอกพวกเราว่าประเทศไทยกำลังมีปัญหา การเมืองเราไม่ดี เศรษฐกิจเราไม่ดี สังคมเราไม่ดี และกฎหมายเราก็ไม่ดี พวกเขาเขียน “สัญญา” ขึ้นมาฉบับหนึ่ง
สัญญาที่บอกว่า “เขาขอเข้ามาทำหน้าที่ใช้อำนาจแทนพวกเราชั่วคราว” เพื่อซ่อมแซมและปฏิรูปทำให้การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมายดีขึ้น
เขาบอกกับเราในวันนั้นว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน” แล้วยื่นสัญญาฉบับที่เขาร่างขึ้นมาให้พวกเราดู
มีข้อความบางอย่างที่เราสงสัยและไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่
เมื่อพวกเราทักท้วงพวกเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะแก้ปัญหาไม่ทัน ให้รับไปก่อนและหากประชาชนอย่างพวกเราไม่พอใจเมื่อไหร่ก็สามารถแก้ไขมันได้เสมอ
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 12 ปีผ่านไป อยากให้ทุกท่านลองตอบคำถามในใจตัวเองดูว่า วันนี้การเมืองเรา เศรษฐกิจเรา สังคมเรา และกฎหมายของเราดีขึ้นอย่างที่เขาเคยสัญญาไว้หรือไม่?
ผมคงตอบคำถามเหล่านี้แทนทุกท่านไม่ได้
แต่สิ่งที่สามารถตอบคำถามแทนได้ในทางกฎหมายก็คือ “สัญญา” ที่พวกเขาเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2557 นั้น ยังคงทำหน้าที่ “พันธนาการ” ผูกรั้งประเทศไทยเอาไว้จนถึงปัจจุบัน และมันถูกเขียนขึ้นด้วยเงื่อนไข “ที่ล็อกไว้หลายชั้น” จนทำให้การแก้ไขทำได้ยากเย็นเหลือเกิน
สำหรับผม วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่วันเลือกตั้งทั่วไป แต่มันคือวันที่พวกเราในฐานะ “เจ้าของประเทศตัวจริง” จะออกมาประกาศให้คนเหล่านั้นได้รับรู้ว่า เราพร้อมแล้วที่จะปลดโซ่ตรวนที่ผูกมัดอนาคตของพวกเรามาตลอด 12 ปี
การออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติในบัตรใบที่ 3 ของพวกเรา ไม่ใช่แค่การกาเครื่องหมายลงบนกระดาษ
แต่มันคือการยืนยันว่าต่อจากนี้ไป “สัญญา” ที่กำหนดชะตาชีวิตคนไทย จะต้องถูกเขียนขึ้นด้วยมือของเจ้าของประเทศตัวจริงนั่นก็คือประชาชนอย่างพวกเรากันเอง ไม่ใช่จากปลายปากกาของใครคนใดคนหนึ่ง
8 กุมภาพันธ์นี้ ออกไปแสดงพลังของเจ้าของประเทศตัวจริงกันมากๆ ออกไปบอกว่าพวกเราต้องการเห็นประเทศไทยที่มีอิสระและมีอนาคตที่เขียนโดยพวกเราเอง เราอยากเห็น “รัฐธรรมนูญฉบับที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” เราอยากเห็น “รัฐธรรมนูญฉบับรับใช้ประชาชน รับใช้เจ้าของประเทศ” ไม่ใช่เป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่คอยกดทับ สร้างอุปสรรค และความเดือดร้อนให้กับประชาชน แล้วพบกันที่คูหา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กาผิดติดล็อกไปอีกนาน!!! 8 กุมภาฯ กาอย่างไร ให้ได้ ‘รัฐธรรมนูญฉบับความหวังของคนไทย’ | พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly