โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กาผิดติดล็อกไปอีกนาน!!! 8 กุมภาฯ กาอย่างไร ให้ได้ 'รัฐธรรมนูญฉบับความหวังของคนไทย' | พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 09.30 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 07.01 น.

กาผิดติดล็อกไปอีกนาน!!! 8 กุมภาฯ กาอย่างไร ให้ได้ ‘รัฐธรรมนูญฉบับความหวังของคนไทย’

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้จะเรียกว่าพิเศษกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มาก็คงไม่ผิดนัก

ที่พูดแบบนี้ก็เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากเราจะต้องเดินเข้าคูหาเลือกตั้งเพื่อไปกากบาทเลือก “คนและพรรคการเมือง” ที่เราอยากให้เขาเข้าไปทำหน้าที่เป็น ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อในสภาเพื่อออกกฎหมายรวมถึงเลือกนายกฯ จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศต่อไปแล้ว

เรายังต้องไปกากบาทเพื่อบอกด้วยว่า “เราอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” หรือไม่อีกด้วย

พูดกันให้ชัดๆ ก็คือ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราทุกคนจะต้องออกไปใช้สิทธิ์ของเราทั้งหมด 2 สิทธิ์ คือ

1. “สิทธิ์เลือกตั้ง” สำหรับการเลือก ส.ส. ในฐานะผู้แทนของเรา

และ 2. “สิทธิ์ออกเสียงประชามติ” สำหรับการแสดงความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ

นี่จึงเรียกได้ว่าเป็น “ครั้งแรก” ของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ประชาชนอย่างเราต้องออกไปเลือกตั้งและออกเสียงประชามติพร้อมกันแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แน่นอนว่าการนำเอาการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญมา “มัดรวม” ทำในวันเวลาเดียวกันมีข้อดีของมันอยู่

เพราะนอกจากไม่ต้องไปแยกจัด 2 หนให้สิ้นเปลืองงบประมาณในแต่ละครั้งแล้ว

ยังช่วยให้จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขึ้นด้วยหากเปรียบเทียบกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญอย่างเดียว เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งอยู่แล้วด้วย

แต่…ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันโดยเฉพาะในส่วนของการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ!!!

ลำพังการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งก็คงไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก หากเราชอบผู้สมัครคนนี้ พรรคการเมืองพรรคนี้ ก็ตัดสินใจกากบาทเลือกเขาและพรรคการเมืองเขา ชัดเจนตรงไปตรงมา

แต่สำหรับการออกเสียงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นมันไม่ได้มีอะไรชัดเจนแบบนั้น

ส่วนหนึ่งอาจเพราะรัฐธรรมนูญถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวเป็นเรื่องของนักการเมืองมากกว่าประชาชนคนทั่วไปอย่างเราๆ

หลายท่านลองไปติดตามดูเวทีดีเบตการเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ ที่จัดกันมากมายพูดถึงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อหวังจะทำความเข้าใจกับการประชามติรัฐธรรมนูญ

แต่ก็เต็มไปด้วยการถกเถียงบนข้อกฎหมายต่างๆ ที่เป็นเรื่องเทคนิคสลับซับซ้อนเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองแล้วปิดจบด้วยการโต้เถียงกันคอเป็นเอ็นของเหล่าบรรดานักการเมือง

แม้จะรู้สึกสนุกเร้าใจดีแต่ก็ไม่ได้ทำให้เข้าใจรัฐธรรมนูญได้มากขึ้นอย่างที่ตั้งใจมากนัก

ครั้นหันไปหยิบเอาคู่มือการออกเสียงประชามติที่ กกต.จัดส่งมาให้เราเปิดออกอ่านก็เต็มไปด้วยถ้อยคำและขั้นตอนทางกฎหมาย

ทำเอาคนที่ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย หรือที่ไม่ได้ติดตามเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิดต้องเกาหัวมึนงงไปกันใหญ่

ทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่ประเด็นปัญหาที่ใครหลายคนสงสัยว่า ตกลงแล้วเราจะต้องออกไป “กาอะไรและอย่างไร” ในการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์?

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนในประเด็นนี้

ขออธิบายให้ทุกท่านได้เข้าใจว่า “รัฐธรรมนูญคืออะไร” แบบง่ายๆ เสียก่อนว่า รัฐธรรมนูญ คือ กติกาแม่บทกฎเกณฑ์สูงสุดของประเทศที่คอยกำหนดบทบาทหน้าที่ภาครัฐว่าจะต้องทำอะไรให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวันบ้าง เช่น การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเรา การประกอบอาชีพ การจัดให้มีบริการสาธารณะต่างๆ ที่จำเป็น อาทิ ไฟฟ้า ประปา ขนส่งสาธารณะ การรักษาพยาบาล การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม สวัสดิการสังคม ฯลฯ

และในขณะเดียวกันก็จะกำหนดด้วยว่าภาครัฐห้ามทำอะไรต่อประชาชนบ้าง เช่น ต้องไม่เข้ามาล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพ หรือสร้างอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตของประชาชนมากอย่างไม่มีเหตุผล หรือมากจนเกินไป ฯลฯ

ถ้าจะให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นหน่อย ก็คงต้องบอกว่า “รัฐธรรมนูญ” ก็เหมือน “สัญญาจ้าง” ที่พวกเรา “ประชาชนในฐานะนายจ้าง” ได้จัดทำขึ้นเพื่อว่าจ้าง “ภาครัฐซึ่งทำหน้าที่เป็นลูกจ้าง” เข้ามาคอยดูแลให้บริการพวกเราในการใช้ชีวิตประจำวันด้านต่างๆ นั่นแหละ

โดยในสัญญาจ้างฉบับนี้จะมีการระบุไว้ด้วยว่า ลูกจ้างห้ามทำอะไรให้นายจ้างต้องเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น

และที่สำคัญคือหากลูกจ้างไม่ทำหน้าที่ตามสัญญาจะต้องรับผิดชอบอย่างไรก็จะมีการเขียนไว้เช่นกัน

ถึงตอนนี้ เมื่อทุกท่านพอจะเห็นภาพแล้วว่ารัฐธรรมนูญคืออะไรมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีความสำคัญกับประชาชนอย่างพวกเรามากเพียงใด เรากลับมาที่ประเด็นสำคัญที่ทุกท่านตั้งคำถามกันตั้งแต่ต้นว่า สรุปแล้วในวันลงประชามติจริงเราจะต้อง “กาอะไรและอย่างไร”

จะค่อยๆ อธิบายไปทีละขั้นอย่างช้าๆ แบบนี้

ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าเหตุผลที่ กกต.จัดให้มีการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ก็เพราะต้องการให้ “ประชาชนอย่างเราที่เป็นเจ้าของประเทศ” ได้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญของประเทศ เพื่อที่ว่าภายหลังจากที่เราตัดสินใจไปแล้ว ภาครัฐจะได้ทำตามการตัดสินใจของพวกเราต่อไป ซึ่งครั้งนี้เรื่องสำคัญที่รอให้เราตัดสินใจอยู่ก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญนั่นเอง

หลายท่านก็คงคิดต่อไปอีกว่า แล้วเรื่องรัฐธรรมนูญที่ว่าจะให้เราตัดสินใจคือเรื่องอะไรประเด็นไหน?

ต้องขออธิบายเพิ่มเติมสำหรับคำถามนี้ว่า ในวันเลือกตั้ง เมื่อทุกท่านเข้าคูหาก็จะได้รับ “บัตรออกเสียงประชามติ” ใบสีเหลืองมา

ในบัตรจะมีข้อความว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งหากแปลให้เข้าใจแบบง่ายๆ ก็คือเขากำลังถามว่า “พวกเราอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ถ้าเราอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ให้กากบาทไปที่ช่อง “เห็นชอบ” (เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่)

ถ้าเราไม่อยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราต้องการใช้รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ให้กากบาทไปที่ช่อง “ไม่เห็นชอบ” (ไม่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่)

แต่มันมีคำถามตัวโตๆ ขึ้นมาคือ แล้วเราจะใช้เกณฑ์อะไรมาช่วยเราตัดสินใจกากบาทว่า เราจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบล่ะ?

นอกเหนือไปจากคู่มือของ กกต. ที่แจกให้ได้อ่านทำความเข้าใจกันแล้ว

ขอนำเสนอเกณฑ์ง่ายๆ ที่คิดขึ้นเองโดยได้ย่อยมาจากหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้ใช้สำหรับการช่วยตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แบบง่ายๆ ในรูปแบบ “คำถาม 3 ข้อ”

หรืออาจเรียกว่าเป็น “เช็กลิสต์ประชามติ 3 ข้อ” ซึ่งขอให้ลองตอบคำถามต่อไปนี้กับตัวเองว่า “ทุกท่านรับได้ หรือพึงพอใจกับเรื่องต่างๆ เหล่านี้หรือไม่?”

1. ทุกท่านรับได้ หรือพึงพอใจหรือไม่? : กับการที่มีใครสักคนหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งมาเขียนกฎเกณฑ์กติกาที่จะมาใช้กับเรา แต่เราไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมในการเขียนกฎเกณฑ์กติกานี้มากนัก

2. ทุกท่านรับได้ หรือพึงพอใจหรือไม่? : กับสภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และกฎหมาย ณ ปัจจุบัน

3. ทุกท่านรับได้ หรือพึงพอใจหรือไม่? : กับการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.), วุฒิสภา (ส.ว.), คณะรัฐมนตรี, องค์กรอิสระต่างๆ (คณะกรรมการการเลือกตั้ง, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ), และศาลรัฐธรรมนูญ

มาถึงตรงนี้ ถ้าคำตอบของท่านใดคือ รับได้ หรือพึงพอใจ ก็ให้ท่านกาไม่เห็นชอบ (ไม่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) เพราะท่านรับได้ หรือพึงพอใจกับสถานการณ์ข้อ 1, 2, 3 ที่เป็นผล (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) จากกติกาที่กำลังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนั่นคือ รัฐธรรมนูญ 2560

แต่ถ้าคำตอบของท่านใดคือ รับไม่ได้ หรือไม่พึงพอใจ ก็ให้ท่านกาเห็นชอบ (เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) เพราะท่านรับไม่ได้ หรือไม่พึงพอใจกับสถานการณ์ข้อ 1, 2, 3 ที่เป็นผล (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) จากกติกาที่กำลังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนั่นคือ รัฐธรรมนูญ 2560

เราจึงต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้แทนที่

อย่างไรก็ดี มีประเด็นที่ต้องขออธิบายทำความเข้าใจสำหรับการกาเห็นชอบเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะมีการให้ข้อมูลแก่ประชาชนในลักษณะที่ไม่ค่อยถูกต้องนักในทางข้อกฎหมายมากทำนองว่า หากกาเห็นชอบแล้ว จะเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หรือการกาเห็นชอบจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีผลบังคับใช้

กรณีนี้ขอบอกว่าไม่เป็นความจริงและในทางกฎหมายก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

การกาเห็นชอบในการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหายไป

รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ยังคงบังคับใช้ตามปกติ

เพราะการกาเห็นชอบส่งผลให้รัฐสภาเดินหน้าในขั้นตอนต่อไปเพื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น ยังไม่มีการเขียนเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใดๆ เพราะยังมีกระบวนการที่จะต้องทำอีกมากมาย

ดังนั้น การให้ข้อมูลข้างต้นจึงเป็นการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงทางกฎหมายซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้

มาถึงตรงนี้ หวังว่าคำอธิบายทั้งหมดน่าจะพอทำให้ทุกท่านได้เข้าใจ และมีแนวทางเพื่อประกอบการตัดสินใจสำหรับการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

เพราะหากคราวนี้ตัดสินใจผิดพลาดไป ก็ยากที่จะบอกได้ว่าพวกเราจะมีโอกาสได้ตัดสินใจเพื่อกำหนดอนาคตตัวเองเช่นนี้อีกครั้งเมื่อไหร่

ก่อนจะจบบทความไป อยากชวนทุกท่านได้ย้อนนึกถึงปี 2557 สักเล็กน้อย

ในวันนั้น มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินมาบอกพวกเราว่าประเทศไทยกำลังมีปัญหา การเมืองเราไม่ดี เศรษฐกิจเราไม่ดี สังคมเราไม่ดี และกฎหมายเราก็ไม่ดี พวกเขาเขียน “สัญญา” ขึ้นมาฉบับหนึ่ง

สัญญาที่บอกว่า “เขาขอเข้ามาทำหน้าที่ใช้อำนาจแทนพวกเราชั่วคราว” เพื่อซ่อมแซมและปฏิรูปทำให้การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมายดีขึ้น

เขาบอกกับเราในวันนั้นว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน” แล้วยื่นสัญญาฉบับที่เขาร่างขึ้นมาให้พวกเราดู

มีข้อความบางอย่างที่เราสงสัยและไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่

เมื่อพวกเราทักท้วงพวกเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะแก้ปัญหาไม่ทัน ให้รับไปก่อนและหากประชาชนอย่างพวกเราไม่พอใจเมื่อไหร่ก็สามารถแก้ไขมันได้เสมอ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 12 ปีผ่านไป อยากให้ทุกท่านลองตอบคำถามในใจตัวเองดูว่า วันนี้การเมืองเรา เศรษฐกิจเรา สังคมเรา และกฎหมายของเราดีขึ้นอย่างที่เขาเคยสัญญาไว้หรือไม่?

ผมคงตอบคำถามเหล่านี้แทนทุกท่านไม่ได้

แต่สิ่งที่สามารถตอบคำถามแทนได้ในทางกฎหมายก็คือ “สัญญา” ที่พวกเขาเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2557 นั้น ยังคงทำหน้าที่ “พันธนาการ” ผูกรั้งประเทศไทยเอาไว้จนถึงปัจจุบัน และมันถูกเขียนขึ้นด้วยเงื่อนไข “ที่ล็อกไว้หลายชั้น” จนทำให้การแก้ไขทำได้ยากเย็นเหลือเกิน

สำหรับผม วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่วันเลือกตั้งทั่วไป แต่มันคือวันที่พวกเราในฐานะ “เจ้าของประเทศตัวจริง” จะออกมาประกาศให้คนเหล่านั้นได้รับรู้ว่า เราพร้อมแล้วที่จะปลดโซ่ตรวนที่ผูกมัดอนาคตของพวกเรามาตลอด 12 ปี

การออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติในบัตรใบที่ 3 ของพวกเรา ไม่ใช่แค่การกาเครื่องหมายลงบนกระดาษ

แต่มันคือการยืนยันว่าต่อจากนี้ไป “สัญญา” ที่กำหนดชะตาชีวิตคนไทย จะต้องถูกเขียนขึ้นด้วยมือของเจ้าของประเทศตัวจริงนั่นก็คือประชาชนอย่างพวกเรากันเอง ไม่ใช่จากปลายปากกาของใครคนใดคนหนึ่ง

8 กุมภาพันธ์นี้ ออกไปแสดงพลังของเจ้าของประเทศตัวจริงกันมากๆ ออกไปบอกว่าพวกเราต้องการเห็นประเทศไทยที่มีอิสระและมีอนาคตที่เขียนโดยพวกเราเอง เราอยากเห็น “รัฐธรรมนูญฉบับที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” เราอยากเห็น “รัฐธรรมนูญฉบับรับใช้ประชาชน รับใช้เจ้าของประเทศ” ไม่ใช่เป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่คอยกดทับ สร้างอุปสรรค และความเดือดร้อนให้กับประชาชน แล้วพบกันที่คูหา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กาผิดติดล็อกไปอีกนาน!!! 8 กุมภาฯ กาอย่างไร ให้ได้ ‘รัฐธรรมนูญฉบับความหวังของคนไทย’ | พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...